เริ่มต้นเดือนตุลาคมอีกครั้งแล้วครับ เดือนตุลาคมเมื่อปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาที่ผมบอกตัวเองว่าชีวิตผมกำลังเริ่มลงตัว งานต่าง ๆ ที่ผสมปนเปไม่เข้าที่เข้าทางก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน แต่ผ่านมาอีกสองเดือนหลังจากนั้นก็พบว่าตัวเองป่วยหนัก สิ่งที่เริ่มเข้าที่ก็แตกกระจายไม่เป็นท่า ทำให้ได้เรียนรู้สัจธรรมความไม่เที่ยงของโลกนี้อย่างชัดเจนที่สุด 

หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาที่สุดในชีวิต แต่ในเวลาเช่นนี้เองผมกลับได้เห็นมิตรภาพและน้ำใจจากหลายต่อหลายท่านที่เมตตาช่วยเหลือให้ผมและครอบครัวยังอยู่ไหว ความช่วยเหลือเหล่านั้นมากมายเกินกว่าคำขอบคุณที่ผมจะตอบได้ เพราะถ้าไม่ได้ความกรุณาจากทุก ๆ ท่านในวันนั้น ในวันนี้ครอบครัวปิยะวัฒน์ก็คงจะไม่มีแล้วครับ

ผมออกจากโรงพยาบาลมาอยู่บ้านแล้วหลายเดือน ผมต้องรับยาเคมีบำบัดเพียง 3 ครั้ง คุณหมอที่รักษาผม ซึ่งขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านเพื่อรำลึกถึงบุญคุณไว้ในที่นี้ ได้แก่อาจารย์หมออานุภาพ เลขะกุล และอาจารย์หมอพงษ์เทพ วิบูลย์จันทร์ บอกว่าผมตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดดีและอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำที่จะเป็นซ้ำ โอกาสผมคือ 50/50 ครับ ซึ่งก็ไม่เลวนัก อยู่ที่ว่าจะมองว่าเป็นแก้วที่มีน้ำครึ่งแก้วหรือแก้วเปล่าครึ่งแก้ว

ผมเลือกที่จะคิดว่าผมหายแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออีกครึ่งนั้นขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง เพราะโอกาส 50/50 ต้องไม่ใช่การโยนหัวก้อยแน่นอน ความเจ็บป่วยของสิ่งมีชีวิตมีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมายมหาศาล ปัจจัยไหนที่ควบคุมได้ผมก็ต้องจัดการ ส่วนปัจจัยไหนที่ควบคุมไม่ได้ก็ไม่ต้องนึกถึงมันให้เสียเวลา

หลายเดือนมานี้ผมรักษาตัวเองด้วยการรักษา "ใจ" เป็นขั้นแรกครับ ใจที่สุขสงบนำมาซึ่งความสบายในช่วงเวลาแห่งความสุขสงบนั้น และเมื่อเราได้เข้าถึงความสุขของช่วงเวลานั้นแล้ว ความคิดถึงอดีตหรืออนาคตก็มารบกวนเราไม่ได้

ความเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้ผมพบว่า "ใจ" เป็นกลไกที่น่าฉงนที่สุด โดยธรรมชาติแล้ว ในเวลาสุขมนุษย์จะเห็นทั้งอดีตและอนาคตสุขไปหมดจนเกินความจริง ส่วนในเวลาทุกข์เราก็เห็นทุกข์เกินความจริงไปเหมือนกัน

"ใจ" เราเองที่จริงแล้วทำร้ายเราเอง สิ่งภายนอกทำร้ายเราหนึ่งเท่า "ใจ" เราเองขยายผลไปทำร้ายตัวเองเป็นหลายเท่า

ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมต้องทำให้ได้คือไม่ให้ตัวผมเองทำร้ายตัวเองผ่าน "ความคิด" และต้องเปลี่ยนแปลงให้ "ความคิด" เป็นเครื่องมือที่จะช่วยรักษาตนเองให้มีความสุข

หลายเดือนที่ผ่านมานี้คือช่วงเวลาที่ผมได้ฝึกฝน "ใจ" ตัวเองเต็มที่ และก็ได้ผลดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับครับ

ที่จริงแล้ว "ยา" ในการรักษา "ใจ" นั้นมนุษย์เราได้คิดค้นหรือค้นพบกันมานานตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติแล้ว นั่นคือ "ศาสนา" นั่นเองครับ

ผมโชคดีที่ได้อยู่ในโลกที่มีหลายศาสนาที่มีหลายมุมมองให้คิดให้ปฎิบัติ ผมเลือกที่จะไม่เลือกศาสนาเพียงศาสนาเดียว และผมยังเชื่อว่าศาสนาเป็นสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์จะรับรู้และเรียนรู้ได้ แต่การเลือกเพียงศาสนาเดียวนั้นเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และในอนาคตอีกไม่รู้นานเท่าไหร่

ผมสนใจเรื่องศาสนามานานแล้ว แต่เป็นผู้สนใจแบบค้างชำระ คือผมซื้อหนังสือเกี่ยวกับศาสนามาเก็บไว้เยอะมาก บอกตัวเองว่าวันหนึ่งจะอ่าน แต่เล่มเก่ายังไม่ได้อ่านเล่มใหม่ก็ซื้อมาอีก เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่น่าตลกคือหนังสือเกี่ยวกับศาสนามักถูกขายแบบลดราคา ยั่วยวนให้ซื้อเพิ่มขึ้นอีกมากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้ป่วยจนต้องอยู่บ้านไม่ได้ไปไหนนี้เปิดโอกาสให้ผมได้อ่าน และไม่เพียงอ่านแต่ได้ฝึกปฎิบัติด้วย

อย่างแรกสุดที่ได้เรียนรู้คือในเรื่องร้ายก็มีเรื่องดี

สิ่งที่ผมอ่านและทดลองปฎิบัติในช่วงที่ผ่านมานี้มีเรื่องน่าสนใจน่าจะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่น้อยทีเดียว มากจนผมคิดว่าผมคงต้องเริ่มเขียนบันทึกเพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เหล่านี้แล้ว

รอติดตามอ่านนะครับ