เมื่อมนุษย์หยุดสนทนา...
ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นที่ผมมักจะหยิบขึ้นมาพูดคุยเป็นประจำคือเรื่องการสื่อสาร ซึ่งแม้ว่าประกอบด้วยผู้สื่อ ผู้รับ การสื่อ การรับฟัง แต่หัวข้อหลักๆที่เน้นมากที่สุดก็คือเรื่องการรับฟัง
การรับฟัง (หรือถ้าอยากจะให้ครบถ้วน ต้องพูดถึง "การรับรู้" ซึ่งจะใช้ผัสสะทั้ง 5 สฬายตนะทั้ง 6) สำคัญมากเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็น เราทำ เราไม่ทำ อะไรๆในปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเรียกว่าเป็น เรียกว่ามีค่า มาจากพื้นฐานแห่งการรับรู้ทั้งสิ้น และที่น่าสนใจก็คือ การรับรู้ไม่ได้มาจากพื้นฐานของการที่เราพูด แต่เกิดขึ้นตอนเราไม่ได้พูดเท่านั้น
ทุกวันนี้มีโรงเรียนฝึกพูดมากมาย ศิลปการพูดกลายเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นเครื่องมือหลักๆที่จะทำให้คนอื่นเห็นว่าเราสำคัญอย่างไร จนบางทีมันเบี่ยงเบนไปจากปรัชญาเบื้องแรกก็คือ "สิ่งที่ทำให้เราสำคัญนั้น ไม่ได้อยู่ที่เราพูดหรือป่าวประกาศ แต่อยู่ที่สิ่งที่เราได้ทำ" ต่างหาก เส้นแบ่งแยกระหว่างสิ่งที่เราพูดกับสิ่งที่เราทำที่เดิมบางๆ เดี๋ยวนี้ด้วยศิลปการนำเสนอต่างๆ ใช้เทคโนโลยีของประสาทสัมผัสขั้นสูง เราสามารถ manipulate การรับรู้ของคนจนกระทั่งว่าไม่ว่าเราพูดอะไร คนจะพลอยสรุปไปทันทีว่านั่นคือสิ่งที่เรากระทำ
เรากลายเป็นสิ่งที่เราพูด มากกว่าที่เดิมเราเป็นสิ่งที่เราทำ
ปรากฏว่าพูดนั้นมันง่าย หมายถึง "ง่ายกว่าทำ" เส้นทางลัดในการที่ทำให้เราเป็นในสิ่งยากๆก็บังเกิดขึ้นทันทีที่เรานำเอาศิลปการนำเสนอต่างๆมาใช้จนเกินไป
ในวิชาชีพแพทย์ เรามีพุทธภาษิต "อตฺตานํ อุปมํ กเร" จงพึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือที่เรียกว่า Empathy (put yourself into other's shoes) ก็เพราะในการดูแลผู้คนนั้น สิ่งแรกที่จะเป็นแรงบันดาลใจก็คือการ "เข้าใจ" เขาก่อน การที่เราจะ empathize ใครสักคน รับรองได้อย่างหนึ่งก็คือไม่ได้เกิดจากการที่เราเข้าไปพูดๆๆๆ แต่ต้องมาจากการฟัง และต้องเป็นการฟัังอย่างมีคุณภาพด้วย ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราได้ข้อมูลประวัติอาการต่างๆจากคนไข้ นำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องแม่นยำ แต่ขั้นตอนนี้ทำให้เราได้สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของวิชาชีพแพทย์ นั่นคือ "ความไว้วางใจ"
ความไว้วางใจไม่ได้มาแบบอัตโนมัติหรือกดปุ่ม แต่มีที่มา และที่มานี้สำหรับแต่ละคน แต่ละท่านก็ไม่เหมือนกัน ผมเคยถามคำถามง่ายๆว่า "ถ้าเราจะเล่า หรือปรึกษาเรื่องส่วนตัวของเราสักเรื่องหนึ่ง เราจะเล่าหรือปรึกษากับใครก็ได้ หรือกับคนบางคน?"
ร้อยทั้งร้อยตอบว่า "กับบางคน"
"คนๆนั้นควรจะมีคุณลักษณะอย่างไร?"
"ไว้ใจได้" "ไม่เอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง" "เป็นผู้ฟังที่ดี" "เข้าใจเรา" "เห็นอกเห็นใจเรา" "ไม่ตำหนิหรือด่าเราซ้ำเติม" ฯลฯ
พอถามต่อ "ลองนึกถึงหน้าตาคนๆนั้นในใจของเรา นึกออกแล้วลองถามตัวเองอีกทีว่า -ทำไม?-
คุณสมบัติต่างๆที่เราตั้งไว้นั้น มาปรากฏในตัวคนๆนี้ตอนไหน และอย่างไร ที่แน่ๆเราไม่สามารถจะดูโหงวเฮ้งใครว่าคนๆนี้จะนำเอาเรื่องเราไปเล่า (หรือไม่เล่าก็อาจจะนำไปลง facebook แทน ตามสมัย) มันไม่มีการติดป้าย ตีตรา ของคุณสมบัติมนุษย์อย่างที่เราต้องการเอาไว้ชัดๆ แต่จะต้องมาจากการกระทำ และพฤติกรรมของคนๆนั้นที่แสดงถึงคุณสมบัติที่ว่า และต้องเป็นพฤติกรรมที่มาแบบธรรมชาติ ไม่จัดแต่งด้วย (เหมือนกับตอนที่มีคนเขียน rubic scoring scale เรื่อง competency ต่างๆ พอมาถึง "integrity" จะให้คะแนนยังไง ก็มีคนเสนอเอา "การตรงต่อเวลา" คือการมาเซ็นชื่อ เอ้า.. กลัวเซ็นแทน ก็ใช้ระบบ retina scan หรือ fingerprint scan แทน เอ้า.. กลัวมาเซ็นแล้วกลับไปไหนมาไหน ใช้ระบบ GPS chip ฝังในบัตร แสดงว่าตัวอยู่ที่ทำงานหรือที่อื่น เอ้า.. กลัวว่าบัตรอยู่แต่ตัวไม่อยู่ อาจจะต้องฝัง chip ลงไปใต้กระโหลกไหมเนี่ย....... อืม.. เป็นวงเล็บที่ยาวมาก)
แต่ที่แน่ๆ "การเป็นผู้ฟังที่ดี" ดูเหมือนจะเป็นคำตอบยอดนิยม หรือเป็นคุณสมบัติยอดนิยมที่เรามักจะขอให้คนที่เราจะเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไร ควรจะมีเรื่องนี้ในตัว
การฟังที่ดี นอกเหนือจากจะทำให้เราได้เรื่องราวที่มีคุณภาพแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความเคารพในการมีอยู่ของคนเบื้องหน้าเราด้วย (vice versa การไม่ฟังให้ดี เสแสร้งเป็นฟัง ฟังไปยังงั้นๆ ก็เป็นการแสดงความรู้สึก "ไม่ค่อยเคารพเท่าไหร่" ต่อการมีอยู่ของคนเบื้องหน้าเราได้เหมือนกัน) เมื่อเราเริ่มต้นจากการ respect ซึ่งกันและกัน ตรงนี้ก็จะเป็น rich ground พื้นที่อันอุดมที่จะหว่านเมล็ดแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน การทำ medical interview หรือการสัมภาษณ์ทางการแพทย์จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อันละเอียดอ่อน ที่ไม่ได้เป็นแค่การซักตาม dichotomous key ตอบ yes/no แล้วแตกออกไปเป็นแขนงไปเรื่อยๆ แต่เป็นกระบวนการทางสังคมอันศักดิิ์สิทธิ์ที่ผู้ดูแลผู้คนกำลังมีพิธีกรรมการเยียวยาเบื้องต้นนั้นเลยทีเดียว
ยิ่งนำมาคิดใคร่ครวญ แพทย์จะ empathy หรือเอาใจเขามาใส่ใจเราได้นั้น จะต้องผ่าน "การฟังอย่างลึกซึ้ง" เท่านั้น เป็นทักษะที่แพทย์ทุกคนจะต้องถือเป็นสรณะ เป็นศาสตร์แห่งวิชาชีพเลยทีเดียว
บางครั้งก็เลยสลดใจ จิตตกไปบ้าง เมื่อมีโปรแกรมถามตอบ yes/no กำลังคืบคลานเข้ามาการสัมภาษณ์ทางการแพทย์ เพราะคิดว่าแค่นั้น เราก็เยียวยาได้ สั่งยาได้แล้ว
และจิตตกทุกครั้งที่เมื่อได้ฟัง ได้ยินอะไรที่เกี่ยวกับ "การเลิกฟังกัน" "การเลิกพูดจากัน" มันจะอะไรกันนักกันหนา
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และเราถูกออกแบบมาอย่างนั้น เพราะเราจะต้่องหยิบยืมพึ่งพาคนอื่นๆมาช่วยเหลือเติมเต็มในสิ่งที่เราไม่มี แต่จำเป็นต้องมี ตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย คุณงามความดีทั้งหลายแหล่ที่มีในสังคมเกิดจากการ "ทำเพื่อคนอื่น" ทั้งสิ้น เราไม่ต้องมีมารยาทก็ได้ ถ้าเราอยู่คนเดียวในโลกนี้ (หรือในห้องนี้ จะนั่งเกาไข่ ถอดเสื้อนุ่งผ้าขาวม้า ก็ไม่ได้เสียฟอร์ม เสียมาด เสียมารยาทแต่อย่างใด) ถ้าเราอยากจะใช้ชีิวิตโดดเดี่ยวเมื่อไหร่ เรากำลังบั่นทอนตัดศักยภาพที่แท้ของความเป็นมนุษย์ลงไปมากมายก่ายกอง
เราจะได้อะไรจากการหยุดพูดจากัน เราจะเสียอะไรจากการหยุดพูดจากัน
บางทีคนที่ยอมฟังก่อน อาจจะแสดงถึงสภาวะจิตที่สมบูรณ์กว่า อย่างน้อยก็กลัวน้อยกว่า มีวุฒิภาวะสูงกว่า การปิดประตู "ไม่ฟัง" นั้น เป็นการ recoil กลับไปอยู่ใน safe zone ของตนเอง แวดล้อมตนเองไปด้วยเฉพาะคนที่คิดเหมือนกัน เห็นเหมือนกันๆ ก็ปลอดภัยดี แต่มนุษย์จะไม่ได้อะไรจากการที่เราอาศัยอยู่แต่ในเปลือก safe zone ตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนชั้นจากอนุบาลหนึ่งขึ้นอนุบาลสอง จากม.6 เข้ามหาวิทยาลัย step แรกก็คือต้องก้าวออกจาก safe zone ไปสู่พื้นที่เสียวไส้ ไม่แน่นอน เมื่อนั้นเราถึงจะพบว่าศักยภาพทีแท้ของเรานั้นกว้างกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรกอีกมากมายนัก
ขออนุญาตพูดแบบ "นักเลง" หน่อยครับว่า
"ถ้าคุณแน่จริง กล้าพูด ก็ต้องกล้าฟัง"
ไม่ใช่พูดเสร็จแล้วก็หลบกลบเกลื่อนไปเรื่องอื่น ไม่ยอมให้ใครพูดโต้ตอบ
ประมาณว่า "ตีหัวแล้วเข้าบ้าน"
ÄÄ...ยายธีอ่านข้อความนี้...แล้วพยายามหยุดพูดกับตัวเอง...ผลปรากฎว่า..ต้องทำ..แม้ว่า..หลังจะสู้ฟ้า..หน้าจะจิ้มดิน..ก็ตาม..กำลังจะเห็นว่า..ศักยภาพ(ของความแก่"แดด")..นั้นกว้างกว่าที่พูดและทำมากมายนัก..(คิดเล่นๆอย่างคนธรรมดาๆ..ว่า..การเพิ่มกำลังให้จิตมิให้ตก..นั้นอยู่ที่..หยุดพูด..หยุดทำ(แถมยังคงต้องปิดหูปิดตาบางครั้ง.."ได้ยินมาจากท่าน "คเวสโก")..ขอบคุณกับข้อความนี้..กับประโยคที่ว่า"มนุษย์เป็นสัตว์สังคม..และเราถูกออกแบบมาอย่างนั้น....สวัสดี..ยายธีเจ้าค่ะ
คุณ small man
ฮึ ฮึ มันแล้วแต่ยุคสมัยครับ ครั้งหนึ่ง "ถ้านายแน่จริง" อาจจะเคยเป็นคำท้าทายที่ได้ผล แต่สมัยนี้คนไม่ได้แสวงหาว่า "ฉันแน่จริง" อีกต่อไป แต่มักจะหาอะไรที่ "เอ็งไม่แน่จริง" แทนมาใช้มากกว่า คนก็เลยไม่ได้หมกมุ่นกับการสร้างสรรค์ตนเอง มากไปกว่าหมกมุ่นกับการหาข้อบกพร่องของคนอื่นแทน
ทั้งหมดนี้เพื่อให้ตนเองสวยงามขึ้น ด้วยคนละวิธี.... เท่านั้น
ยายธี สวัสดีครับผม
วิธีการที่จะทำให้เส้นของเรายาวกว่าเส้นของคนอื่น มีอยู่สองวิธีคือ หนึ่ง ลบเส้นของคนอื่น สอง ขีดเส้นของเราให้ยาวขึ้น
หรือง่ายกว่านั้นก็คือ หัดยอมรับว่าเส้นคนอื่นอาจจะยาวกว่าเราก็ได้ ไม่เห็นเป็นไร
"ถ้าเราอยากจะใช้ชีิวิตโดดเดี่ยวเมื่อไหร่ เรากำลังบั่นทอนตัดศักยภาพที่แท้ของความเป็นมนุษย์ลงไปมากมายก่ายกอง"
ชอบประโยคนี้มากครับ ^^
เส้นที่ยาวกว่าเรามากๆ เรามักไม่ค่อยมองหรอกครับ เรายอมรับความยาวของเส้นที่ยาวกว่าเรามาก
เรามักจะมองเส้นที่ยาวกว่าเรานิดหน่อย หรือ เส้นที่ยาวใกล้เคียงกับเรา ว่าเราจะทำตัวเองอย่างไรดี กับเส้นที่มีความยาวขนาดนี้
เห็นด้วยเลยครับ
ใน workshop หลายต่อหลายครั้ง สิ่งหนึ่งที่เรามีความเห็นออกมาค่อนข้างตรงกันก็คือ หนึ่งในสาเหตุของความทุกข์ ความวุ่นวายก็คือ "การเปรียบเทียบ" นั่นเอง
ซึ่งในโลกตะวันตก การเปรียบเทียบเป็นหัวใจของการผลักดัน มาในรูปของ "ความก้าวหน้า" และออกมาใน bench marking นั่นเอง
มันมีความแตกต่างที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยระหว่าง "อยากเป็นอย่างเขา" และ "อยากดีขึ้น" ซึ่งดูเผินๆจะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง core of motivation
คนที่มีสิ่งที่เราอยากได้หรืออยากจะเป็นนั้น อาจจะไม่ได้มีแรงบันดาลใจ หรือสนใจใน principle เดียวกันเราเลยแม้แต่นิดเดียวก็ยังได้ อาทิ เราอยากค้นคว้าหาสมุนไพรรักษามะเร็ง แต่บริษัทยาที่ลงสำรวจสมุนไพร เจอะเจอตัวยาใหม่ๆที่เรารู้สึกเป็น model นั้น อาจจะทำเพราะ profit ดังนั้นเองการเปรียบเทียบอะไรที่เบี่ยงเบนไปจาก core values แต่ดูเฉพาะกิจกรรม เป็นความเสี่ยง
ทุกวันนี้เราอยากจะวัด "คุณภาพ" แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้เป็นนามธรรม เพราะความสุข ความงาม ความประณีต ความสุนทรีย์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ใช้ความรู้สึก พอเรานำเอามาวัด ก็เลยหา surrogate ตัวแทนมาแทน เอาอะไรที่พอจะจับต้องได้เป็น concrete มันก็เริ่ม slip ที่หนึ่ง
และ slip ต่อๆไปจนพังทลาย เพราะ surrogate parameters มันฉุดออกห่าง core values และทำลายแรงบันดาลใจมนุษย์แทน อย่างที่ Edward Demming เจ้าพ่อ TQM เขียนจดหมายมาให้ Peter Senge เอาไว้
เติม quote จากบทความนี้ ครับ
หน่วยงานผมเพิ่งถูกประเมินไปเมื่อวันจันทร์ ผมเองเป็นส่วนหนึ่งของคนที่นำเสนองานให้คณะกรรมการประเมิน ร่วมกับคณะทำงานท่านอื่นๆ ประเมินตั้งแต่เช้าถึงเย็น
บรรยากาศการประเมินเน้นที่ Outcome อย่างเดียวละครับ ไม่สนใจกระบวนการ ไม่สนใจการเรียนรู้ ไม่สนใจการพัฒนา
การประเมินก็มุ่งเน้นไปที่การ "จับผิด" ครับ ส่วน "จับถูก" ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลย
ประมาณว่า "ความผิดของท่าน คือ ความชอบของเรา"
ที่นี้ พอคณะกรรมการประเมินเสร็จ ก็พากันเครียดไปหนึ่งยก แล้ว
วันรุ่งขึ้น ประชุมในหน่วยงาน ต้องมาเครียดซ้ำสองเข้าไปอีก เพราะการประชุมสรุปผลการประเมิน ก็มีแต่การตำหนิติติงถึงข้อบกพร่องต่างๆ พร้อมกับบอกว่า คราวต่อไปอย่าให้เกิดอย่างนี้ขึ้นอีก
สรุป
1. เป็นการประเมินที่ไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ใดๆเลยครับ จะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเดียว คือ เรียนรู้เอาตัวรอด เรียนรู้ในการป้องกันตัว
2. ตามความคิดของผม ผมว่าเขาน่าจะมาประเมินเพื่อพัฒนามากกว่ามาประเมินเพื่อจับผิด การประเมินเพื่อพัฒนา ต้องดูกระบวนการทำงานควบคู่กันไปด้วยครับ ว่ามีกระบวนการอย่างไร เกิดการเรียนรู้ใดบ้าง ระหว่างทำงานมีนวัตกรรมใดเกิดขึ้นบ้าง ไม่มีพูดถึงครับ
3. เป็นการประเมินที่ขาด "คุณค่าทางจิตใจ" ครับ เหมือนกับ Edward Demming ที่เขียนจดหมายมาให้ Peter Senge
4. องค์กรของผมตอนนี้ ก็ "ห่อเหี่ยว" ไปหมดละครับ
5. ตอนนี้ผลประเมินยังไม่ออกครับ จะเครียดซ้ำสามอีกที ก็ผลประเมินออกครับ ความทุกข์ก็จะมาจากการเปรียบเทียบ นำไปสู่การจับผิด และ พวกเราก็จะเอาตัวรอดกันครับ
Demming เขียนจดหมายฉบับนั้นมาตอนแกอายุได้ 90 กว่าปี มองย้อนหลังไปเห็น legacy ที่คน "ตีความ" คุณภาพจากงานที่แกริเริ่ม (ระบบ TQM และ PDCA) คงจะเจ็บปวดพอสมควร เป็นยุคแห่ง outcome-oriented ที่ไม่ได้นับ "การเติบโตของมนุษย์" อยู่ใน outcome ด้วย ลืมไปว่าคนนี่แหละที่ทำให้เกิดผลงาน และผลงานทุกชิ้นก็เพื่อความสุขของคน ต้องย้อนกลับมาที่คน ทั้งคนทำและคนที่รับประโยชน์จากผลของงาน
การบริหารจัดการแบบจับผิด เป็นการทำงานเพื่อ Maslow level ต่ำสุด คือ เพื่ออยู่รอดเท่านั้น แทนที่จะทำให้เกิดชุมชน เกิดความหมาย เกิด self actualization ไปจนถึงการพัฒนาจิตวิญญาณและ self transcendence ก็กลายเป็นองค์กรบริหารด้วยความกลัว ต้องปกป้องตนเอง
น่าเป็นห่วงจริงๆครับ ขอรับความเห็นใจจากผมด้วยครับ
ขอบคุณอาจารย์มากครับที่เห็นใจ
สำหรับผม ขอเพียงมีคนเข้าใจ ก็ดีมากแล้วครับ
แวะมาฟังปราชญ์สนทนากันเพิ่มรอยหยักในสมองครับ
แหะ ๆ มาเข้าใจ และเห็นใจว่าที่พญาอินทรีย์ข้างบนด้วยครับ
ท่านอาจารย์
พอลล่ามาอ่าน(ฟังอย่างเดียว)
ขอยืมประโยคนี้ค่ะ "สิ่งที่ทำให้เราสำคัญนั้น ไม่ได้อยู่ที่เราพูดหรือป่าวประกาศ แต่อยู่ที่สิ่งที่เราได้ทำ" ต่างหาก .... อื้อ..หือ.. มันโดนใจจังค่ะ
ชอบตะโกนก้องอยู่คนเดียวบ่อยๆ ในใจ...
สวัสดีค่ะอาจารย์สกล
เมื่อมนุษย์หยุดสนทนา...
พอเห็นแล้วต้องกดเข้าอ่านค่ะ เป็นประโยคที่ชอบจังค่ะ คล้ายกับที่หนูพูดในใจเลย
แต่ ของหนู เมื่อมนุษย์ลดการสนทนา แล้วรับฟังด้วยความรู้สึก เคารพกัน.....
ก็นั่นแหละ คนฟังไม่เด่น ไม่กล้า ไม่มีบทบาท คนพูดเด่น กล้าสดง เป็นผู้นำ เหนือกว่าเพราะเสมือนว่ารู้มากกว่า
ก็เป็นสิ่งที่มันถูก distort ไปที่ละน้อยก่อตัวเป็นค่านิยมที่ไม่ใช่ว่าผิด แต่ทำให้คนเราแข็ง จากเพราะต้องเป็นของเรา ต้วเราเท่านั้น
ถ้าเรารู้ว่า ณ สิ่งที่ควรพูด ก็พูด ก็แสดงความเห็นได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่คนอื่นพูดเราอยากให้คนอื่นเขาทำอย่างไรกับเราเวลาที่เราพูด ตอนนั้นคนที่พูดกับเรา เขาก็ต้องอยากแบบนั้น(เพราะเราต้องอยากได้รับresponseที่ดีอยู่แล้ว) ดังนั้นเมื่อไรที่ต่างคนต่างก็เคารพและให้เกียรติกัน การแสดงออกต่อกันย่อมออกมาจากใจ (เมื่อ คิดดี วาจาก็จะดี กริยาก็จะดี)
แต่ถูกสอนให้ พูดก่อน พูดให้เร็ว พูดมากๆๆให้ลายละเอียดไปเยอะๆๆ ก็ได้พูดแล้วได้บอกข้อมูลแล้ว แสดงความคิดมากๆๆดี
หรือพูดก่อนได้ก่อน โดยไม่ลงรายละเอียด ผลที่ได้ ก็มีแต่คนพูดๆๆๆๆๆๆ ไม่มีคนฟัง หรือจะฟังเพราะเห็นตรงกัน
ส่วนคนพูดน้อย ก็ถูกมองว่าแยกตัว มีปัญหา ซึมเศร้า ซะงั้น
ก็เป็นหนึ่งคนที่ไม่ค่อยพูด เด๋วจะคิดว่าเก็บกดนะค่ะ เปล่าเลย เพราะหนูเลือกสิ่งที่หนูจะพูดต่างหากว่าจะพูดอะไรเพื่ออะไร
ไม่ไช่พูดน้อยเพราะเบื่อ ซึ่งกว่าจะต่อสู้กับทัศนคติ เพื่อให้ได้ตัวตนของตัวเอง ไม่ขัด ไม่สับสน และก็เข้าใจความรู้สึกตัวเอง
ก็ยังคงเลือกสิ่งที่จะพูดเหมือนเดิม
หนูก็เล่น facebook นะค่ะอาจารย์ เพราะมันทำให้หนูได้เจอเพื่อนๆเก่าๆได้ง่าย ได้ติดต่อเพื่อน นั่นคือความหมาย
ก็ถูกสร้างมาเพื่อเป็นที่ใช้แทนการพูดไงค่ะ เมื่อเวลาที่ไม่สามารถใช้เสียงได้ เข้าเรียน เข้าประชุม กำลังทำงาน ก็เล่นBB FB
แทน เทคโนโลยีสร้างเพื่อให้ง่ายสะดวกต่อการแสดงออก ของกิเลสในตัว
LIKE ชอบมากค่ะ ...................ในวิชาชีพแพทย์ เรามีพุทธภาษิต "อตฺตานํ อุปมํ กเร" จงพึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือที่เรียกว่า Empathy (put yourself into other's shoes) ....... รับรองได้อย่างหนึ่งก็คือไม่ได้เกิดจากการที่เราเข้าไปพูดๆๆๆ แต่ต้องมาจากการฟัง และต้องเป็นการฟัังอย่างมีคุณภาพด้วย .......
ขอนุญาตคุณน้าคนไข้นะค่ะ ครั้งหนึ่งหนูมีโอกาสได้เยี่ยมบ้านผู้ป่วย CA breast c metas คุณน้าไม่ได้เข้ามารักษาในระบบทั้งที่รู้เรื่องระบบดีทุกอย่าง แต่เลือกที่จะรักษาทางเลือกโดยการทำพิธีกรรม แม้ว่าอาการจะหนักมากๆๆๆๆๆๆเนื่องจากเป็น ulcer จาก CA
แต่หนูก็ไม่มีโอกาสที่จะถามในตอนนั้นเพื่อให้รุ้ความรู้สึก อะไรที่ปิดกั้นเอาไว้ รุแต่ว่ามีอย่างเดียวที่จะช่วยคุณน้าได้คือการรรักษาแบบนี้ (หนูไม่ได้มีอคติต่อการรักษาใดๆที่ผู้ป่วยเลือกนะค่ะ หนูเคารพการเลือกของคนไข้เพราะน่นช่วยรักษาจิตใจเขาได้ และเราเป็นเพียงทางเลือกของเขาเหมือนกัน) แต่ที่สงสัยว่าอะไรที่ปิดกั้นไว้ หนูมีโอกาสยืนฟังการให้ข้อมูลการรักษาโน้นนั้นนี่ ทำนี่ได้ คุนน้าน่งฟังไปเรื่อยๆๆ สีหน้ายิ้มแย้ม ดูตั้งใจฟัง พูดเสร็จ ก็ได้เวลากลับแล้วหนูกลับไม่มีข้อมูลใดๆที่แสดงถึงความรู้สึกของคุณน้าเลย แล้วก็มีประโยคคำถามขึ้นมาว่า คุณน้ามีอะไรที่อยากให้พวกเราช่วยไหมค่ะ มีเรื่งกังวลที่อยากให้ช่วย มีไหมค่ะ บอกได้นะค่ะ
............เอ่อ ตอนนั้นที่ได้ยินหนูว่างเปล่ามาก เหมือนตอนมีปัญหา แต่มองไปที่ใครก็ไม่มีใครรู้ถึงความทุก แล้วคุณน้าก็หัวเราะออกมาค่ะ ตอบว่าไม่มี ตอนนี้ดีทุกอย่าง สบายดี ไม่เป็นไร ไม่มีเรื่องให้ช่วยหรอก แล้วยิ้มขำๆๆ
ถ้าเป็นหนู หนูคงไม่บอก ถ้าเขาไม่ได้เข้าใจความรู้สึก ความคิดของเราจริงๆๆ กลับมาหนูกลับต้องทำรายงานคุณน้าที่หนูไม่ได้คำตอบสิ่งที่เขาต้องการ หนูต้องรู้ความรู้สึกเขา จะได้วางแผนดูแลได้ไม่ว่าจะแผนไหนก็ตาม แล้วจะหาวิธีไหนที่จะค่อยดึงคุณน้าให้ได้มาตรวจเพื่อประเมินสุขภาพที่จะได้เอาไปวางแผนต่อได้ต่อไป หนูติดค่ะหนูทำต่อไม่ได้ สุดท้ายก็ตามguidelineแบบเดียวกัน เป็นบทเรียนลำค่าให้หนูเลย วิชาชีพแพทย์ คือ "อตฺตานํ อุปมํ กเร" Empathy --> จะมีได้เมื่อหยุดฟัง ด้วยความห่วยใย
เป็นเรื่องที่2 มีโอกาสเล่า พอดีโดนใจช่อบทความมาก
มีอะไรไม่ควร ไม่เหมาะหรือแนะนำ มุมมองอื่นๆ บอกได้นะค่ะ ยินดีรับความเมตตากรุณาดีของทุกๆคน
ขอบพระคุณอาจารย์ที่ทำให้หนูมีกำลังใจ รักในการฟังต่อไป (แต่หนูอาจต้องหัดพูดให้คนอื่นเข้าใจง่ายๆด้วย แฮะๆๆๆ )
dekmed
PS ยาวตามเคย หนูอยากให้สั้นนะค่ะจะได้ไม่มากไป แฮะๆๆๆๆ 'v'