เมื่อมนุษย์หยุดสนทนา...

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นที่ผมมักจะหยิบขึ้นมาพูดคุยเป็นประจำคือเรื่องการสื่อสาร ซึ่งแม้ว่าประกอบด้วยผู้สื่อ ผู้รับ การสื่อ การรับฟัง แต่หัวข้อหลักๆที่เน้นมากที่สุดก็คือเรื่องการรับฟัง

การรับฟัง (หรือถ้าอยากจะให้ครบถ้วน ต้องพูดถึง "การรับรู้" ซึ่งจะใช้ผัสสะทั้ง 5 สฬายตนะทั้ง 6) สำคัญมากเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็น เราทำ เราไม่ทำ อะไรๆในปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเรียกว่าเป็น เรียกว่ามีค่า มาจากพื้นฐานแห่งการรับรู้ทั้งสิ้น และที่น่าสนใจก็คือ การรับรู้ไม่ได้มาจากพื้นฐานของการที่เราพูด แต่เกิดขึ้นตอนเราไม่ได้พูดเท่านั้น

ทุกวันนี้มีโรงเรียนฝึกพูดมากมาย ศิลปการพูดกลายเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นเครื่องมือหลักๆที่จะทำให้คนอื่นเห็นว่าเราสำคัญอย่างไร จนบางทีมันเบี่ยงเบนไปจากปรัชญาเบื้องแรกก็คือ "สิ่งที่ทำให้เราสำคัญนั้น ไม่ได้อยู่ที่เราพูดหรือป่าวประกาศ แต่อยู่ที่สิ่งที่เราได้ทำ" ต่างหาก เส้นแบ่งแยกระหว่างสิ่งที่เราพูดกับสิ่งที่เราทำที่เดิมบางๆ เดี๋ยวนี้ด้วยศิลปการนำเสนอต่างๆ ใช้เทคโนโลยีของประสาทสัมผัสขั้นสูง เราสามารถ manipulate การรับรู้ของคนจนกระทั่งว่าไม่ว่าเราพูดอะไร คนจะพลอยสรุปไปทันทีว่านั่นคือสิ่งที่เรากระทำ

เรากลายเป็นสิ่งที่เราพูด มากกว่าที่เดิมเราเป็นสิ่งที่เราทำ

ปรากฏว่าพูดนั้นมันง่าย หมายถึง "ง่ายกว่าทำ" เส้นทางลัดในการที่ทำให้เราเป็นในสิ่งยากๆก็บังเกิดขึ้นทันทีที่เรานำเอาศิลปการนำเสนอต่างๆมาใช้จนเกินไป

ในวิชาชีพแพทย์ เรามีพุทธภาษิต "อตฺตานํ อุปมํ กเร" จงพึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือที่เรียกว่า Empathy (put yourself into other's shoes) ก็เพราะในการดูแลผู้คนนั้น สิ่งแรกที่จะเป็นแรงบันดาลใจก็คือการ "เข้าใจ" เขาก่อน การที่เราจะ empathize ใครสักคน รับรองได้อย่างหนึ่งก็คือไม่ได้เกิดจากการที่เราเข้าไปพูดๆๆๆ แต่ต้องมาจากการฟัง และต้องเป็นการฟัังอย่างมีคุณภาพด้วย ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราได้ข้อมูลประวัติอาการต่างๆจากคนไข้ นำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องแม่นยำ แต่ขั้นตอนนี้ทำให้เราได้สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของวิชาชีพแพทย์ นั่นคือ "ความไว้วางใจ"

ความไว้วางใจไม่ได้มาแบบอัตโนมัติหรือกดปุ่ม แต่มีที่มา และที่มานี้สำหรับแต่ละคน แต่ละท่านก็ไม่เหมือนกัน ผมเคยถามคำถามง่ายๆว่า "ถ้าเราจะเล่า หรือปรึกษาเรื่องส่วนตัวของเราสักเรื่องหนึ่ง เราจะเล่าหรือปรึกษากับใครก็ได้ หรือกับคนบางคน?"

ร้อยทั้งร้อยตอบว่า "กับบางคน"

"คนๆนั้นควรจะมีคุณลักษณะอย่างไร?"

"ไว้ใจได้" "ไม่เอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง" "เป็นผู้ฟังที่ดี" "เข้าใจเรา" "เห็นอกเห็นใจเรา" "ไม่ตำหนิหรือด่าเราซ้ำเติม" ฯลฯ

พอถามต่อ "ลองนึกถึงหน้าตาคนๆนั้นในใจของเรา นึกออกแล้วลองถามตัวเองอีกทีว่า -ทำไม?-

คุณสมบัติต่างๆที่เราตั้งไว้นั้น มาปรากฏในตัวคนๆนี้ตอนไหน และอย่างไร ที่แน่ๆเราไม่สามารถจะดูโหงวเฮ้งใครว่าคนๆนี้จะนำเอาเรื่องเราไปเล่า (หรือไม่เล่าก็อาจจะนำไปลง facebook แทน ตามสมัย) มันไม่มีการติดป้าย ตีตรา ของคุณสมบัติมนุษย์อย่างที่เราต้องการเอาไว้ชัดๆ แต่จะต้องมาจากการกระทำ และพฤติกรรมของคนๆนั้นที่แสดงถึงคุณสมบัติที่ว่า และต้องเป็นพฤติกรรมที่มาแบบธรรมชาติ ไม่จัดแต่งด้วย (เหมือนกับตอนที่มีคนเขียน rubic scoring scale เรื่อง competency ต่างๆ พอมาถึง "integrity" จะให้คะแนนยังไง ก็มีคนเสนอเอา "การตรงต่อเวลา" คือการมาเซ็นชื่อ เอ้า.. กลัวเซ็นแทน ก็ใช้ระบบ retina scan หรือ fingerprint scan แทน เอ้า.. กลัวมาเซ็นแล้วกลับไปไหนมาไหน ใช้ระบบ GPS chip ฝังในบัตร แสดงว่าตัวอยู่ที่ทำงานหรือที่อื่น เอ้า.. กลัวว่าบัตรอยู่แต่ตัวไม่อยู่ อาจจะต้องฝัง chip ลงไปใต้กระโหลกไหมเนี่ย....... อืม.. เป็นวงเล็บที่ยาวมาก)

แต่ที่แน่ๆ "การเป็นผู้ฟังที่ดี" ดูเหมือนจะเป็นคำตอบยอดนิยม หรือเป็นคุณสมบัติยอดนิยมที่เรามักจะขอให้คนที่เราจะเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไร ควรจะมีเรื่องนี้ในตัว

การฟังที่ดี นอกเหนือจากจะทำให้เราได้เรื่องราวที่มีคุณภาพแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความเคารพในการมีอยู่ของคนเบื้องหน้าเราด้วย (vice versa การไม่ฟังให้ดี เสแสร้งเป็นฟัง ฟังไปยังงั้นๆ ก็เป็นการแสดงความรู้สึก "ไม่ค่อยเคารพเท่าไหร่" ต่อการมีอยู่ของคนเบื้องหน้าเราได้เหมือนกัน) เมื่อเราเริ่มต้นจากการ respect ซึ่งกันและกัน ตรงนี้ก็จะเป็น rich ground พื้นที่อันอุดมที่จะหว่านเมล็ดแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน การทำ medical interview หรือการสัมภาษณ์ทางการแพทย์จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อันละเอียดอ่อน ที่ไม่ได้เป็นแค่การซักตาม dichotomous key ตอบ yes/no แล้วแตกออกไปเป็นแขนงไปเรื่อยๆ แต่เป็นกระบวนการทางสังคมอันศักดิิ์สิทธิ์ที่ผู้ดูแลผู้คนกำลังมีพิธีกรรมการเยียวยาเบื้องต้นนั้นเลยทีเดียว

ยิ่งนำมาคิดใคร่ครวญ แพทย์จะ empathy หรือเอาใจเขามาใส่ใจเราได้นั้น จะต้องผ่าน "การฟังอย่างลึกซึ้ง" เท่านั้น เป็นทักษะที่แพทย์ทุกคนจะต้องถือเป็นสรณะ เป็นศาสตร์แห่งวิชาชีพเลยทีเดียว

บางครั้งก็เลยสลดใจ จิตตกไปบ้าง เมื่อมีโปรแกรมถามตอบ yes/no กำลังคืบคลานเข้ามาการสัมภาษณ์ทางการแพทย์ เพราะคิดว่าแค่นั้น เราก็เยียวยาได้ สั่งยาได้แล้ว

และจิตตกทุกครั้งที่เมื่อได้ฟัง ได้ยินอะไรที่เกี่ยวกับ "การเลิกฟังกัน" "การเลิกพูดจากัน" มันจะอะไรกันนักกันหนา

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และเราถูกออกแบบมาอย่างนั้น เพราะเราจะต้่องหยิบยืมพึ่งพาคนอื่นๆมาช่วยเหลือเติมเต็มในสิ่งที่เราไม่มี แต่จำเป็นต้องมี ตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย คุณงามความดีทั้งหลายแหล่ที่มีในสังคมเกิดจากการ "ทำเพื่อคนอื่น" ทั้งสิ้น เราไม่ต้องมีมารยาทก็ได้ ถ้าเราอยู่คนเดียวในโลกนี้ (หรือในห้องนี้ จะนั่งเกาไข่ ถอดเสื้อนุ่งผ้าขาวม้า ก็ไม่ได้เสียฟอร์ม เสียมาด เสียมารยาทแต่อย่างใด) ถ้าเราอยากจะใช้ชีิวิตโดดเดี่ยวเมื่อไหร่ เรากำลังบั่นทอนตัดศักยภาพที่แท้ของความเป็นมนุษย์ลงไปมากมายก่ายกอง

เราจะได้อะไรจากการหยุดพูดจากัน เราจะเสียอะไรจากการหยุดพูดจากัน

บางทีคนที่ยอมฟังก่อน อาจจะแสดงถึงสภาวะจิตที่สมบูรณ์กว่า อย่างน้อยก็กลัวน้อยกว่า มีวุฒิภาวะสูงกว่า การปิดประตู "ไม่ฟัง" นั้น เป็นการ recoil กลับไปอยู่ใน safe zone ของตนเอง แวดล้อมตนเองไปด้วยเฉพาะคนที่คิดเหมือนกัน เห็นเหมือนกันๆ ก็ปลอดภัยดี แต่มนุษย์จะไม่ได้อะไรจากการที่เราอาศัยอยู่แต่ในเปลือก safe zone ตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนชั้นจากอนุบาลหนึ่งขึ้นอนุบาลสอง จากม.6 เข้ามหาวิทยาลัย step แรกก็คือต้องก้าวออกจาก safe zone ไปสู่พื้นที่เสียวไส้ ไม่แน่นอน เมื่อนั้นเราถึงจะพบว่าศักยภาพทีแท้ของเรานั้นกว้างกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรกอีกมากมายนัก