สวัสดีค่ะอาจารย์สกล
เมื่อมนุษย์หยุดสนทนา...
พอเห็นแล้วต้องกดเข้าอ่านค่ะ เป็นประโยคที่ชอบจังค่ะ คล้ายกับที่หนูพูดในใจเลย
แต่ ของหนู เมื่อมนุษย์ลดการสนทนา แล้วรับฟังด้วยความรู้สึก เคารพกัน.....
ก็นั่นแหละ คนฟังไม่เด่น ไม่กล้า ไม่มีบทบาท คนพูดเด่น กล้าสดง เป็นผู้นำ เหนือกว่าเพราะเสมือนว่ารู้มากกว่า
ก็เป็นสิ่งที่มันถูก distort ไปที่ละน้อยก่อตัวเป็นค่านิยมที่ไม่ใช่ว่าผิด แต่ทำให้คนเราแข็ง จากเพราะต้องเป็นของเรา ต้วเราเท่านั้น
ถ้าเรารู้ว่า ณ สิ่งที่ควรพูด ก็พูด ก็แสดงความเห็นได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่คนอื่นพูดเราอยากให้คนอื่นเขาทำอย่างไรกับเราเวลาที่เราพูด ตอนนั้นคนที่พูดกับเรา เขาก็ต้องอยากแบบนั้น(เพราะเราต้องอยากได้รับresponseที่ดีอยู่แล้ว) ดังนั้นเมื่อไรที่ต่างคนต่างก็เคารพและให้เกียรติกัน การแสดงออกต่อกันย่อมออกมาจากใจ (เมื่อ คิดดี วาจาก็จะดี กริยาก็จะดี)
แต่ถูกสอนให้ พูดก่อน พูดให้เร็ว พูดมากๆๆให้ลายละเอียดไปเยอะๆๆ ก็ได้พูดแล้วได้บอกข้อมูลแล้ว แสดงความคิดมากๆๆดี
หรือพูดก่อนได้ก่อน โดยไม่ลงรายละเอียด ผลที่ได้ ก็มีแต่คนพูดๆๆๆๆๆๆ ไม่มีคนฟัง หรือจะฟังเพราะเห็นตรงกัน
ส่วนคนพูดน้อย ก็ถูกมองว่าแยกตัว มีปัญหา ซึมเศร้า ซะงั้น
ก็เป็นหนึ่งคนที่ไม่ค่อยพูด เด๋วจะคิดว่าเก็บกดนะค่ะ เปล่าเลย เพราะหนูเลือกสิ่งที่หนูจะพูดต่างหากว่าจะพูดอะไรเพื่ออะไร
ไม่ไช่พูดน้อยเพราะเบื่อ ซึ่งกว่าจะต่อสู้กับทัศนคติ เพื่อให้ได้ตัวตนของตัวเอง ไม่ขัด ไม่สับสน และก็เข้าใจความรู้สึกตัวเอง
ก็ยังคงเลือกสิ่งที่จะพูดเหมือนเดิม
หนูก็เล่น facebook นะค่ะอาจารย์ เพราะมันทำให้หนูได้เจอเพื่อนๆเก่าๆได้ง่าย ได้ติดต่อเพื่อน นั่นคือความหมาย
ก็ถูกสร้างมาเพื่อเป็นที่ใช้แทนการพูดไงค่ะ เมื่อเวลาที่ไม่สามารถใช้เสียงได้ เข้าเรียน เข้าประชุม กำลังทำงาน ก็เล่นBB FB
แทน เทคโนโลยีสร้างเพื่อให้ง่ายสะดวกต่อการแสดงออก ของกิเลสในตัว
LIKE ชอบมากค่ะ ...................ในวิชาชีพแพทย์ เรามีพุทธภาษิต "อตฺตานํ อุปมํ กเร" จงพึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือที่เรียกว่า Empathy (put yourself into other's shoes) ....... รับรองได้อย่างหนึ่งก็คือไม่ได้เกิดจากการที่เราเข้าไปพูดๆๆๆ แต่ต้องมาจากการฟัง และต้องเป็นการฟัังอย่างมีคุณภาพด้วย .......
ขอนุญาตคุณน้าคนไข้นะค่ะ ครั้งหนึ่งหนูมีโอกาสได้เยี่ยมบ้านผู้ป่วย CA breast c metas คุณน้าไม่ได้เข้ามารักษาในระบบทั้งที่รู้เรื่องระบบดีทุกอย่าง แต่เลือกที่จะรักษาทางเลือกโดยการทำพิธีกรรม แม้ว่าอาการจะหนักมากๆๆๆๆๆๆเนื่องจากเป็น ulcer จาก CA
แต่หนูก็ไม่มีโอกาสที่จะถามในตอนนั้นเพื่อให้รุ้ความรู้สึก อะไรที่ปิดกั้นเอาไว้ รุแต่ว่ามีอย่างเดียวที่จะช่วยคุณน้าได้คือการรรักษาแบบนี้ (หนูไม่ได้มีอคติต่อการรักษาใดๆที่ผู้ป่วยเลือกนะค่ะ หนูเคารพการเลือกของคนไข้เพราะน่นช่วยรักษาจิตใจเขาได้ และเราเป็นเพียงทางเลือกของเขาเหมือนกัน) แต่ที่สงสัยว่าอะไรที่ปิดกั้นไว้ หนูมีโอกาสยืนฟังการให้ข้อมูลการรักษาโน้นนั้นนี่ ทำนี่ได้ คุนน้าน่งฟังไปเรื่อยๆๆ สีหน้ายิ้มแย้ม ดูตั้งใจฟัง พูดเสร็จ ก็ได้เวลากลับแล้วหนูกลับไม่มีข้อมูลใดๆที่แสดงถึงความรู้สึกของคุณน้าเลย แล้วก็มีประโยคคำถามขึ้นมาว่า คุณน้ามีอะไรที่อยากให้พวกเราช่วยไหมค่ะ มีเรื่งกังวลที่อยากให้ช่วย มีไหมค่ะ บอกได้นะค่ะ
............เอ่อ ตอนนั้นที่ได้ยินหนูว่างเปล่ามาก เหมือนตอนมีปัญหา แต่มองไปที่ใครก็ไม่มีใครรู้ถึงความทุก แล้วคุณน้าก็หัวเราะออกมาค่ะ ตอบว่าไม่มี ตอนนี้ดีทุกอย่าง สบายดี ไม่เป็นไร ไม่มีเรื่องให้ช่วยหรอก แล้วยิ้มขำๆๆ
ถ้าเป็นหนู หนูคงไม่บอก ถ้าเขาไม่ได้เข้าใจความรู้สึก ความคิดของเราจริงๆๆ กลับมาหนูกลับต้องทำรายงานคุณน้าที่หนูไม่ได้คำตอบสิ่งที่เขาต้องการ หนูต้องรู้ความรู้สึกเขา จะได้วางแผนดูแลได้ไม่ว่าจะแผนไหนก็ตาม แล้วจะหาวิธีไหนที่จะค่อยดึงคุณน้าให้ได้มาตรวจเพื่อประเมินสุขภาพที่จะได้เอาไปวางแผนต่อได้ต่อไป หนูติดค่ะหนูทำต่อไม่ได้ สุดท้ายก็ตามguidelineแบบเดียวกัน เป็นบทเรียนลำค่าให้หนูเลย วิชาชีพแพทย์ คือ "อตฺตานํ อุปมํ กเร" Empathy --> จะมีได้เมื่อหยุดฟัง ด้วยความห่วยใย
เป็นเรื่องที่2 มีโอกาสเล่า พอดีโดนใจช่อบทความมาก
มีอะไรไม่ควร ไม่เหมาะหรือแนะนำ มุมมองอื่นๆ บอกได้นะค่ะ ยินดีรับความเมตตากรุณาดีของทุกๆคน
ขอบพระคุณอาจารย์ที่ทำให้หนูมีกำลังใจ รักในการฟังต่อไป (แต่หนูอาจต้องหัดพูดให้คนอื่นเข้าใจง่ายๆด้วย แฮะๆๆๆ )
dekmed
PS ยาวตามเคย หนูอยากให้สั้นนะค่ะจะได้ไม่มากไป แฮะๆๆๆๆ 'v'