"คิดถึงแม่"

บันทึกนี้ ผู้เขียนขอมอบให้แก่ลูก ๆ ทุกท่าน ที่เข้ามาอ่านบันทึกนี้...ถ้าท่านยังมีแม่อยู่ขอให้ท่านรักแม่ + ดูแลท่านให้มาก ๆ อย่าทำให้ท่านเสียใจเด็ดขาด...สิ่งใดทำให้ท่าน ก็ทำให้ท่านเสียตั้งแต่ท่านยังมีลมหายใจอยู่...เพราะถ้าแม่ท่านเสียไปแล้ว...ท่านจะไปเรียกร้องสิ่งใด ๆ ไม่ได้แล้ว นอกจาก..."ความคิดถึง"...

"เพลงอิ่มอุ่น..."

บทเพลงนี้ดังมาทีไร...น้ำตาผู้เขียนเอ่อเบ้าตาทุกครั้ง...ต่อให้แม่จากไปนานประมาณ 11 ปีกว่า...ผู้เขียนก็ยังระลึกถึง "แม่" อยู่เสมอ...ไม่ทราบว่าท่านอื่นที่แม่จากไปแล้วจะเป็นเหมือนผู้เขียนหรือไม่...

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 ประมาณ 11 ปีกว่าแล้ว...ผู้เขียนจำได้ว่า ตรงกับวันศุกร์ เป็นวันที่ผู้เขียนจำได้แม่นยำว่า "เป็นวันที่ผู้เขียนได้สูญเสียของรักที่มีค่ามากที่สุดสำหรับผู้เขียน แม่สิ้นลมเวลาประมาณ บ่าย 3 โมงเย็น...เสมือนแม่รู้ว่าลูก ๆ จะต้องไม่ได้ลำบาก เพราะต้องลางาน...แม่เคยพูดกับเรา (ผู้เขียน + น้องสาว) ตอนเป็นเด็ก ๆ ว่า ถ้าแม่ตายไป แม่ขอตายใกล้ ๆ กับวันเสาร์ - วันอาทิตย์ เพราะแม่บอกกับพวกเราว่า ลูก ๆ จะได้ไม่ต้องลางานนาน ๆ...เหมือนคำพูดที่แม่พูดไว้ก็เป็นจริง แม่สิ้นลมตอนบ่าย 3 โมงเย็น...

ผู้เขียนจำได้ว่า ครอบครัวของผู้เขียนเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ - แม่ - ลูก กันตลอดเวลา เสมือนไปที่ไหนก็จะเห็นกันพร้อมหน้าพร้อมตาตลอด...จำได้ว่า สมัยตอนเป็นนักเรียนประถม...แม่บอกว่าจะไปเผายาย (น้องของยาย) ที่จังหวัดตาก...แม่ไปกับน้องสาว สำหรับผู้เขียนอยู่กับพ่อที่บ้าน...ความเกเรของผู้เขียนตอนเป็นเด็ก ผู้เขียนแกล้งบอกพ่อว่าปวดท้อง และไม่ยอมไปโรงเรียน เหมือนกับว่าพ่อจะรู้นิสัยเรา ว่าแกล้งปวดท้อง แต่ความจริง คือ คิดถึงแม่ เพราะตั้งแต่เล็กจนโต พวกเราไม่เคยแยกจากกันเลย...ผู้เขียนก็ไม่ได้ไปเรียน ขาดเรียน 1 วัน แล้วก็แอบมานั่งร้องไห้...พอถึงวันที่แม่กลับมา ผู้เขียนดีใจ...พ่อเล่าให้แม่ฟัง เลยโดนแม่บ่นไปหลายกระบุง...

สมัยตอนเรียนอนุบาลที่โรงเรียนธรรมวิทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ผู้เขียนก็จำได้ว่า...ทุกเช้า + เย็น แม่จะเป็นผู้พาผู้เขียนไปส่งที่ท่ารถ เพราะต้องขึ้นรถรับ - ส่ง ที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน เนื่องจากทางรถยนต์เป็นทางรถใหญ่ วิ่งเร็วมาก...ผู้เขียนก็ได้สร้างวีระกรรมอีกนั่นแหล่ะ...มีอยู่วันหนึ่ง แม่ส่งขึ้นรถแต่เช้า...ก็ไปโรงเรียนตามปกติ...นึกอย่างไรไม่รู้เหมือนกัน...ผู้เขียนคว้าบิ่นโต + กระเป๋านักเรียน วิ่งหนีคุณครูกลับบ้าน...ข้ามถนนใหญ่ คุณครูมาบอกแม่ตอนหลังว่า...กลัวมาก เพราะรถเยอะมาก...กลัวผู้เขียนถูกรถยนต์ชน (ซึ่งครูก็ท้องแก่ ขับรถจักรยาน ไล่ตามผู้เขียน)...มาทันกันที่บ้าน...พอแม่เห็น เท่านั้นเอง...โดนไม้เรียวไปหลายที...สมัยนั้น ผู้เขียนก็ได้แต่ร้องไห้เท่านั้นเอง...

ผู้เขียนจำได้ว่า เวลาไปโรงเรียนกลับมาบ้าน แม่จะเป็นผู้หาขนมไว้ให้ผู้เขียนกับน้องสาวได้กิน เพราะแม่บอกว่ารู้ว่า...ลูก ๆ หิว...แม่ชอบทำกับข้าวอร่อยถูกปากพวกเราเสมอ...ผู้เขียนเคยแซวแม่ตอนยังมีชีวิตอยู่ว่า "ถ้าแม่เป็นอะไรไป เสียดายวิชาด้านการทำอาหารของแม่ ที่จะต้องหายไปด้วย เพราะลูกสาวทั้งสอง ทำกับข้าวไม่ได้ฝีมือของแม่เลย"...(ซึ่งในสมัยนั้น ผู้เขียนก็ไม่ทราบเลยว่า...นั่นแหล่ะ คือ องค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวของแม่)...แม่ก็ได้แต่นั่งยิ้ม...ยังบอกพวกเราว่า "ไม่เป็นไร ทำกับข้าวไม่เก่ง ก็ไม่เป็นไร ขอให้เรียนหนังสือเก่ง ๆ โตขึ้นได้ทำงานดี ๆ แค่นี้แม่ก็ดีใจแล้ว...และก็จะไม่มีเวลามานั่งทำกินหรอก"...เหมือนแม่จะรู้ว่า คนทำงาน มักจะไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัว...

เมื่อผู้เขียนมีเจ้าตัวโต แม่รับอาสาเป็นผู้เลี้ยงให้ จนลูกชายอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ส่วนเจ้าตัวเล็ก อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนกระทั่งแม่จากพวกเราไป...แม่ป่วยเป็นโรคไต ป่วยอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน...แต่แม่ไม่ได้เสียเพราะโรคไต แต่แม่เสียเพราะโรคอื่นแทรกซ้อน...ช่วงนั้น ผู้เขียนทำอะไรไม่ค่อยถูก เพราะคอยกังวล เป็นห่วงแต่แม่...วันที่แม่จะสิ้นลม ผู้เขียนได้อยู่กับแม่ตลอดเวลา อาการสุดท้ายของแม่...แม่ขอดื่มน้ำ เพราะพยาบาลนำเครื่องช่วยหายใจใส่ปากให้แม่ ทำให้แม่คอแห้ง...ผู้เขียนก็ได้แต่ยืนน้ำตาซึม...ปลอบแม่ว่า..."ให้แม่หลับตา ตื่นขึ้นมาพยาบาลจะให้แม่ดื่มน้ำ"...แม่ก็ได้แต่พยักหน้า...แถมยังห่วงเจ้าสองตัวของผู้เขียนว่าอยู่ไหน...เหมือนกับผู้เขียนทราบว่าแม่จะถาม ผู้เขียนก็ได้บอกว่า อยู่ด้านนอก เพราะพยาบาลไม่ให้เด็กเล็ก ๆ เข้ามา...แม่ก็ได้แต่พยักหน้ารับ...เหมือนกับผู้เขียนก็รู้ว่าแม่ต้องการอะไร...ผู้เขียนบอกว่า "น้องสาวคนเล็ก ก็กำลังเดินทางมาจากปทุมธานี เพราะลางานไม่ได้เป็นงานบริษัท ต้องมีการฝากงานให้เรียบร้อยก่อน"...แม่ได้พยักหน้ารับรู้...

แม่เริ่มหลับตา...ผู้เขียนสังเกตเห็นได้ว่า...ตัวแม่เริ่มเปียก ๆ โดยเปียกตั้งแต่ด้านล่างขึ้นมา...ตอนที่ผู้เขียนบอกแม่ ก็เริ่มสังเกตเห็นแล้วว่า...ทำไมแม่เหงื่อออกมาก...เพิ่งจะมารู้ตอนแม่สิ้นแล้ว ป้าบอกว่าไฟธาตุแตก...ผู้เขียนกุมมือแม่ไว้ตลอด...สักประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงเหมือนแม่ไปจากเราแล้วเพราะเครื่องช่วยหายใจดัง...ผู้เขียนร้องเรียกพยาบาล ๆ ก็เลยให้ผู้เขียนไปรีบจ่ายเงินค่ารักษา เพราะบอกกับผู้เขียนว่าจะได้ไม่ช้า..."ป้าเขาไม่อยู่กับเราแล้ว จะได้รับศพไปบ้านเลย เพราะเกรงว่าจะติดวันเสาร์ - อาทิตย์" อีก...และก็จริง ๆ อย่างที่พยาบาลบอก...แม่จากเราไปแล้ว...ไม่มีแม่ ที่จะให้ลูก ๆ ได้พูดคุยอีกต่อไปแล้ว...

วันสงกรานต์ ทุก ๆ ปี เราจะไปที่เก็บอัฐิของแม่ ที่เราเก็บไว้ที่วัด...อยากบอกแม่ว่า "ลูกยังคิดถึงแม่"....แม่มีบุญน้อย ที่จะได้อยู่เห็นความสำเร็จของลูก...ผู้เขียนทราบว่า "ความแกร่งในชีวิตของผู้เขียนเหมือนใคร"..."แม่....ไง..."...แม่เป็นผู้หญิงที่สู้ชีวิต หนักเอา เบาสู้...ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเลย...เจ้าตัวโตของผู้เขียนเป็นเด็กที่ชอบเข้าวัด ชอบไปนั่งสมาธิกับหลวงพ่อ...เคยถามหลวงพ่อว่า "ยายตายแล้วไปอยู่ที่ไหน"...หลวงพ่อท่านใช้กระแสจิตให้ แล้วท่านก็มาบอกว่า...ยายไปอยู่ที่ ๆ สบายแล้ว"

สำหรับเจ้าตัวโต (ปัจจุบันอายุย่าง 23 ปี)...ก็มีสมาธิใช่ย่อยเพราะเป็นคนชอบเข้าวัดปฏิบัติธรรม ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ ๆ คงมีน้อยมาก...เจ้าตัวโตบอกว่าฝันเห็นยาย ยายมาบอกว่ายายอยู่บนสวรรค์ ตอนแรก ยายอยู่ชั้นที่ 2 (ชั้นดาวดึงส์) แต่เนื่องจากยายปฏิบัติธรรมอยู่เรื่อย ๆ ปัจจุบันยายได้อยู่สวรรค์ชั้นที่ 4 (ชั้นดุสิต)"... ซึ่งความจริงแล้วสวรรค์มีทั้งหมด 6 ชั้น...เพราะยายทำความดีตอนยายมีชีวิตอยู่...ผู้เขียนเคยสังเกตตัวเองว่า เวลาผู้เขียนไปวัดนุ่งขาว ห่มขาว จะมีความรู้สึก เหมือนกับเห็นภาพแม่มาอยู่ใกล้ ๆ ตัวของผู้เขียน...อาจเป็นจริงอย่างหลวงพ่อท่านบอกก็ได้...เพราะแม่ชอบถือศีลภาวนา...จึงทำให้กระแสจิตของผู้เขียน กับแม่สามารถติดต่อกันได้...ซึ่งทำให้เกิดความปิติ...น้ำตาก็จะไหลออกมา โดยไม่ทราบสาเหตุ...ซึ่งในช่วงนั้น ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดถึงแม่...แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ผู้เขียนสามารถเห็นภาพแม่ผุดขึ้นมาในมโนสำนึกของตนเอง...(ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)...

"...ไม่ว่าแม่จะอยู่ในสรวงสรรค์ชั้นไหน ๆ ขอให้แม่รับรู้ว่า...

ลูกคนนี้......รัก + คิดถึง แม่ ทุกลมหายใจ..."

เวลาอ่านบันทึกเกี่ยวกับเรื่อง "แม่" ครั้งใด...น้ำตาไหลทุกที...