เมื่อวันเสาร์ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ช่างให้บังเอิญเหลือเกินที่ผมได้ซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านและได้เห็นรายการคอนเสิร์ตของศักดิ์สิริ มีสมสืบ 'ความรักมีพลัง' ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไปสิครับ อยากไปดูไอเดีย วิธีคิด วิธีมอง ศิลปะแห่งชีวิตในการสะท้อนโลกออกจากจิตใจที่สมดุลกลมกลืน และการเล่นมุขด้วยปฏิภาณแปลกๆขำๆของศักดิ์สิริคอนเสิร์ตมีตอนเย็น ๑-๓ ทุ่ม 

กลุ่มผู้ชมขนาดพอเหมาะ ทั้งมากันเป็นครอบครัว มาเป็นกลุ่ม และมาแต่เพียงลำพัง ได้พบผู้คนคุ้นเคยที่เป็นคอเดียวกันอยู่บ้างพอสมควร เห็นกลุ่มแฟนคลับของศักดิ์สิริแล้วก็ให้แปลกใจ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนหนุ่มคนสาวและคนรุ่นใหม่ แต่บุคลิกและการสร้างบรรยากาศที่เป็นไปเองของงานคอนเสิร์ต ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นนักฟังดนตรีและมีวิถีรสนิยมทางศิลปะในแนวของศักดิ์สิริ มีสมสืบ สบายๆ เรียบง่าย แข็งแกร่งแต่สุภาพอ่อนโยน เนืองแน่นอยู่หน้างานเพื่อรอให้ประตูเปิดเข้าชม ทว่า กลับไม่วุ่นวายและอึกกระทึกเลย ต่างยืนพูดคุยและทักทายเหมือนบรรยากาศการสมาคมกันของหมู่มิตร ได้กลิ่นอายของชื่องานจริงๆว่า 'ความรักมีพลัง'

  ศิลปะการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงความเป็นซึ่งกันและกันของผู้คน 

คอนเสิร์ตแสดงที่ห้องประชุมอเนกประสงค์ขนาดกระทัดรัดบนชั้น ๒ ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ความจุสักประมาณ ๓-๔ ร้อยคน ที่หน้าห้องแสดงนั้นออกแบบและจัดวางองค์ประกอบกิจกรรมให้เชื่อมโยงกับคอนเซ็ปของคอนเสิร์ต คือ ดนตรี กวี ศิลป์ เพื่อร่วมกันบูรณาการและนำผู้คนเข้าสู่บรรยากาศการสื่อสะท้อน 'ความรักมีพลัง' มีกลุ่มทำกิจกรรมศิลปะนั่งคุยและวาดรูปด้วยกัน

การทำงานศิลปะและการวาดรูป กลายเป็นสื่อเรียนรู้ที่จะสร้างความงามและสะท้อนความงดงามเข้าสู่จิตใจตนเองของปัจเจก เรียนรู้ที่จะแบ่งปันสี พู่กัน และกระดาษ ปรับตัวและน้อมตนรอคอย ปรึกษาหารือ ขอคำแนะนำ เอื้ออาทรและช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการวาดรูป เป็นการเรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น พร้อมกับได้ความเติบโตงอกงามไปด้วยการเป็นที่รักของคนอื่น เป็นศิลปะแห่งความรักของผู้คน

  Civic Education-Civil Learning, Through Art Practice : สุนทรียภาพและความรื่นรมย์ขนาดครอบครัว 

เด็กๆได้รับประสบการณ์แก่ตนเองในการสร้างสรรค์ออกมาอย่างผสมผสาน เห็นจิตใจ ความคิด และการสนองตอบของมือตามที่วาดรูประบายสีให้สะท้อนความคิดจิตใจ ได้ลิ้มลองจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระและเสรีภาพแห่งชีวิต เมื่อเห็นการไหลและผสมผสานกันจากสีหนึ่งที่ให้ผลออกมาอีกสีหนึ่ง ก็ได้ประหลาดใจและอัศจรรย์ใจกับกระบวนการที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติของสีและน้ำ มีผู้คนแปลกหน้าหลากหลายห้อมล้อม มีพ่อแม่และผู้ใหญ่คอยดูแลจนกลายเป็นความอุ่นใจ มั่นใจ ได้สัมผัสกับแง่งามและก่อเกิดพื้นฐานความวางใจสังคมและสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ทางสังคมผ่านกิจกรรมศิลปะในพื้นที่สาธารณะอย่างนี้ จึงย่อมสามารถเป็นการเรียนรู้เพื่อปลูกฝังสำนึกพื้นฐานของความเป็นพลเมืองอันพึงประสงค์ สำหรับคนรุ่นอนาคต

เด็กชายผาเมฆ มีสมสืบ ลูกชายของศักดิ์สิริ มีสมสืบ ออกมาร่วมร้องเพลงกับพ่อ เป็นพลังชีวิตแห่งรัก ปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมให้ได้ความประทับใจกับความใสซื่อไปด้วย มีความเป็นธรรมชาติ และเห็นอัธยาศัยของชาวบ้านจากชนบทบ้านเกิดที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

  เล่นสกรีนเพลย์ด้วยชุดภาพเขียนสีน้ำ 

ด้านข้างเวทีฉายภาพเขียนสีน้ำฝีมือของศักดิ์สิริเอง เป็นชุดรูปเขียนที่เขียนสถานที่และทิวทัศน์จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นศิลปะการทำสกรีนเพลย์ที่เรียบง่ายแต่พอเพียงสำหรับแนวเพลงและอารมณ์ของงานคอนเสิร์ตครั้งนี้

ผมพอจะรู้จักศักดิ์สิริทั้งงาน ตัวตน และทุนชีวิตของเขา เขาเป็นสมาชิกกลุ่มจิตรกรสีน้ำกลุ่มไวท์ที่โดดเด่นที่สุดกลุ่มหนึ่งในวงการศิลปะคนรุ่นใหม่ของประเทศในยุค ๒๐-๓๐ ปีก่อน มีพื้นฐานการฝึกฝนและเคี่ยวกรำตนเองในงานจิตรกรรมมามาก รวมทั้งทำความรู้จักกับจิตวิญญาณของตนและศึกษาแนวทำงานแบบเซนกับจ่าง แซ่ตั้ง งานสีน้ำของเขาเลยก็งามกลมกลืนไปกับบทเพลงและบรรยากาศลำนำกวี

  บนเส้นทางชีวิตและสายธารแห่งรัก 

อีกสีสันหนึ่งและเป็นความงดงามแห่งรักที่แน่นหนัก ก็คือการมาร่วมเวทีของกลุ่มศิลปินรับเชิญ วงมาซารี ของพิบูลย์ศักดิ์ ละครพล หรือพี่ปอนด์ของแฟนเพลงเพื่อชีวิตและคนอ่านหนังสืออ่านบทกวี พร้อมกับสมาชิก ชูเกียรติ ฉาไธสง และ พยัฆ ภูวิชัย มือแต่งและเรียบเรียงเพลงเพื่อนกัน ๓ คนมาร่วมย้อนรำลึกความทรงจำงดงามและถ่ายทอดพลังแห่งรักที่กลั่นจากชีวิตอันเข้มข้นเมื่อครั้งเก่าก่อนของกลุ่มคนหนุ่มผู้มุ่งแสวงหาความหมายแห่งชีวิตจากชนบทสู่กรุงเทพมหานครจากต่างความเป็นมา แต่ได้มาร่วมเผชิญความทุกข์ยากว่างเปล่าต่ำสุดจนถึงความเฟื่องฟูสูงสุดด้วยกัน ก่อนต่างก็มีแนวดำเนินไปตามทางชีวิตตนเองดังในปัจจุบัน

พิบูลย์ศักดิ์ ละครพลและกลุ่มคนทำเพลงวงมาซารี มาร่วมสนทนาและเล่นเพลง ศักดิ์สิริ มีสมสืบลงนั่งเล่นเม้าท์ออร์แกนคลอไปด้วยอยู่ข้างๆ ถึงแม้ต่างคนต่างมีเส้นทางไปในชีวิตของตนเอง แต่เมื่อกลับมารวมตัวชั่วคราวและเล่นเพลงด้วยกัน ดนตรีและบทเพลงแห่งชีวิตก็ไหลหลั่งออกมาผสมผสาน ไพเราะและให้ความอิ่มปีติในใจด้วยความเป็นชีวิต

  พลังแห่งความรักและความงาม 

การแสดงของศักดิ์สิริ มีสมสืบเป็นเพลงและดนตรีแนวอคูสติก มีดนตรี ๓ ชิ้นและเปอร์คัชชั่นมาช่วยเป็นแบ็คอัพให้ ไม่ต้องมีการปรุงแต่งเวทีให้อลังการจนเกินตัวและเกินความเป็นศิลปะ ศักดิ์สิรินั้นเป็นคนทำงานศิลปะถึงทุกด้าน ทั้งวาดรูป เขียนกวี แต่งเพลง เล่นดนตรี และร้องเพลง ด้วยเหตุนั้น จึงทำให้ทั้งวิธีพูด การถ่ายทอดอารมณ์ และการสื่อสะท้อนกับการแสดงออกของผู้ชม มีความผสมผสานกลมกลืน ส่องสะท้อนกันและกันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะชิ้นเดียวกันทั้งงาน

หลังจากได้ภิญโญ รุ่งแสง ดีเจรายการเพลงของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย มาเป็นผู้ดำเนินรายการให้แล้ว ศักดิ์สิริก็แสดงความเก๋าของความเป็นคนเล่นลิเกและนักเชียร์รำวงเก่าโดยหยุดในแต่ละตอนด้วยการเชิญให้ผู้ชมรอคอยพบกับศิลปินรับเชิญคนต่อไป เสร็จแล้วก็ขออำลา เดินลงเวที อ้อมฉากและวนเข้าด้านหลังเวทีแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชิ้นเดียวแบบย่นๆ จากนั้นก็เดินออกจากประตูด้านข้างเวทีอีกด้านหนึ่งแล้วก็ขึ้นสู่บนเวที เล่นต่ออย่างหน้าตาเฉย แม้ทำครั้งที่สองก็ยังคงได้ความขบขันของผู้ชมรวมทั้งผมเองไปด้วยอยู่ดี ผมนั้นเคยนั่งคุยเรื่องการเล่นลิเกและเป่าแตรเชียร์รำวงกับศักดิ์สิริ พอเห็นมุขนี้ก็ขำ เพราะมันเป็นวิธีง่ายๆของการเปลี่ยนฉากและเรื่องราวของลิเกนั่นเอง ทว่า คนที่สามารถนำมาเล่นแล้วดูเป็นศิลปะที่ช่างดูงามและลงตัวได้อย่างนี้ คงจะมีเพียงศักดิ์สิริ

        ความกวีและคำจากคลื่นหัวใจแห่งรัก 

พจนาถ พจนาพิทักษ์ คนทำดนตรีของรายการคน ค้น คน ก็มาร่วมเล่นด้วย ๓ เพลงซึ่งไพเราะและได้ความเป็นศิลปะของการเล่นดนตรีมาก จากนั้นก็ผสมผสานไปกับการอ่านบทกวีของไพวรินทร์ ขาวงาม และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งการยกวงมาร่วมของวงมาลีฮวนน่า ผู้ร้องและพลิ้วไหวท่วงทำนองเป็นตัวโน๊ตดนตรีไปทั้งตัว

เนาวรัตน์ พงไพบูลย์นั้น เล่นครบทั้งดนตรี กวี ศิลป์ และผมนั้นก็เคยชมการเล่นขลุ่ยและอ่านบทกวีของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์มาหลายครั้ง ก็เพิ่งตระหนักในครั้งนี้ว่าการอ่านบทกวี การเล่นขลุ่ย และการร้องเพลงสดของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ในเวทีคอนเสิร์ตครั้งนี้ช่างไพเราะและได้อารมณ์งดงามมากอย่างยิ่ง

เป็นคอนเสิร์ตของศักดิ์สิริ มีสมสืบ กับความเป็นเวทีดนตรี กวี ศิลป์ ที่ประสบความสำเร็จในการพาคนดูได้เดินเข้าไปสัมผัส ความรักมีพลัง ได้อย่างรื่นรมย์ตลอด ๓ ชั่วโมงเศษ อย่างไม่ผิดหวังเลยทีเดียว งามและกำลังพอดีๆ.