“อยู่ร้อนนอนทุกข์” เพราะความสุขเช่นเดิม ๆ ที่เคยคงอยู่กับวัฒนธรรมคนไทย ได้ถูกลดลงมาเหลือเป็น “ความสุขที่ได้รับจากการบริโภคเพียงอย่างเดียว” เราจึงต้องมีเงินให้มาก ๆ หามาให้ได้ไม่ว่าจะใช้วิชา (มาร) อย่างไร สื่อสารมวลชนก็มีส่วนเป็นตัวกระตุ้นการบริโภค ซึ่งเป็นไปตามกลไกของระบบทุนเสรีนิยม ยิ่งหามาเพื่อปรนเปรอก็ยิ่งทุกข์ โดยเฉพาะการเพิ่มความสามารถให้คนสามารถใช้จ่ายเงินล่วงหน้าได้ด้วยเครดิต ยิ่งทำให้ทุกข์ทวี (ผู้เขียนก็มีปัญหานี้จากธนวัฒน์) การผลิตเพื่อส่งออก ที่แข่งขันกันอย่างหน้ามืดตามัว เราส่งยางพาราที่ราคาดีออกไป แต่เราก็ถูกกระตุ้นให้ซื้อหามาใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ (ตามจำนวนบุตร) ทีวี วีซีดี หรือ ติดตั้งจานดาวเทียมที่บ้าน (ในปัจจุบันแถบชนบทที่เป็นชาวสวนยางก็มีจานดาวเทียมรับชมทีวีให้เห็นกันอย่างดาษดื่น)

     “อยู่เย็นเป็นสุข” เมื่อจะนอนก็นอนหลับได้ดี ไม่วิตกกังวลว่าจะมีโจรผู้ร้าย ไม่เคลือบแคงสงสัยในความอคติของสังคม ไม่เกรงกลัวว่าลูกจะติดยา หรือติดอบายมุข หากไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อตามกระแส แถมด้วยการมีวัฒนธรรมชุมชนที่ดีงามสอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรมชุมชนอย่างเช่นในอดีต มีการอยู่ร่วมกันอย่างไว้เนื้อเชื่อใจกัน แม้จะต่างวัฒนธรรมกัน แต่จะเคารพกันและกัน ให้เกียรติกัน มีการคิดถึงผู้อื่นว่าหากเราดำเนินการไปตามที่ตั้งใจไว้ แม้จะเป็นไปตามสิทธิ ใครจะเดือดไหม หากมีจะได้หาทางป้องกัน หรือล้มเลิกได้ก็ล้มเลิกเสีย ใช่จะฝืนต่อไปจนเกิดความแตกแยกเสียหาย ดังที่ท่าน ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กว่าวไว้ว่า “การรู้จักคิดถึงผู้อื่นก็เป็นสุขอย่างยิ่ง” เป็นอาทิ

     “ความพอดีที่พอเพียง อย่างเป็นสุข” คงต้องมองในทุกมิติทั้งที่เป็นเศรษฐกิจ สังคม ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม ความพอดีที่พอเพียงไม่ใช่การสันโดษ ก็ยังอยู่ในสังคมได้ตามปกติ อยู่กันหลาย ๆ คนเช่นเดิม แต่เป็นการอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน การแบ่งปันความสุขกันโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นความสุขที่ไม่ได้จากการบริโภค เช่น ความสุขจากการพูดคุยสนทนากัน ความสุขจากการชวนกันไปทำบุญ ทำศาสนกิจ ตามความเชื่อในแต่ละวัฒนธรรม ความสุขในการพบปะกันบนลานกีฬาของชุมชน ความสุขที่ได้ดูแลผู้เฒ่าผู้แก่ ความสุขที่ได้มาประชุมกันในแต่ละเดือน ณ ศาลาประจำหมู่บ้าน ฯลฯ

     หมายเหตุ: ปรุงขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้รับรู้รับฟังการสนทนากัน เวที ลปรร.ของชาวบ้าน หรือของเครือข่ายฯ ในแต่ละพื้นที่ ในการเดินเรื่องตามโครงการไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน ตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน ผนวกเข้ากันกับความรู้จากเอกสารของ สำนักงานปฎิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.)