"โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่  เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน..." ฉันชอบเพลงนี้ตลอดทั้งเพลงเพราะเป็นเพลงปลุกใจเพื่อทหารตำรวจ  ฉันได้ยินได้ร้องมาตั้งแต่วัยเด็ก  และชื่นชอบที่จะร้องหรือท่องบ่น  และนึกถึงเสมอยามที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ  และทำให้ฉันมีแรงสู้ขึ้นมาใหม่อีกทุกครั้ง

          "การทำความดีนั้น แม้จะไม่มีใครรู้เห็น แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้ผลดีที่เกิดขึ้น ยิ่งเพิ่มพูน และแผ่ขยายกว้างออกไป เป็นประโยชน์ เป็นความเจริญมั่นคงที่แท้แก่ตน แก่ส่วนรวมตลอดถึงชาติบ้านเมือง พร้อมทุกส่วน ข้าราชการทุกคน จึงต้องตั้งใจ หนักแน่น เที่ยงตรง ที่จะกระทำความดีทั้งในการประพฤติตนและการปฏิบัติงานด้วยความอุตสาหะ เสียสละ ไม่หวั่นไหว ย่อท้อ ต่ออุปสรรคปัญหา หรือความลำบากเหนื่อยยาก"   พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่ฉันนำมาเป็นข้อเตือนใจตนเองให้ทำความดีและเป็นกำลังใจในการทำงาน หรือเมื่อเจอปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ

            ฉันจึงมีความตั้งใจที่จะทำดีตามที่ฉันสามารถ  และฉันเป็นคนที่มีความอดทนสูง ไม่ใช่คนอ่อนแอ จึงไม่เคยคิดว่าปัญหาจะมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน  ไม่มีเลยสักครั้งที่ฉันจะพบกับความสำเร็จได้ง่าย ๆ ในการทำงาน  กว่าจะสำเร็จแต่ละครั้งฉันต้องต่อสู้มากมาย และฉันก็พบกับความสำเร็จทุกอย่าง  ไม่ว่าจะช้านานแค่ไหน 

          ส่วนชีวิตราชการฉันมีความตั้งใจไว้ ๒ อย่างคือ  ประการแรกจะขอทำหน้าที่รับใช้ในราชการด้วยความตั้งใจจนครบเกษียณอายุราชการ  และหลังจากที่เกษียณแล้วก็จะไปรับใช้ที่โรงเรียนนั้นต่อไปอีกเรื่อย ๆ โดยไม่คิดค่าตอบแทนนอกเหนือไปจากเงินเดือนบำนาญ  เพราะมีความฝันที่ผุดขึ้นมาแข่งกับความคิดของฉันที่อยากจะทำงานเพื่อเด็ก...นี่คือความไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจ

           ภายหลัง...ประมาณ ๓ ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่า "ฉันมักจะถูกระบบเล่นงานเสมอ" แต่ฉันก็ทนสู้ด้วยกำลังของสติปัญญา แต่ได้พบว่า "การที่ฉันทำถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ" เพราะฉันเป็นครูเป้าหมายของการทำงานของฉันคือเพื่อประโยชน์ของเด็กและชุมชน  ทำให้ฉันต้องทุกข์ ต้องทน และไม่อยากจะสู้อีกแล้ว  ประกอบกับฉันได้เรียนรู้ความต้องการและเข้าใจตัวเองมากขึ้น  จึงตัดสินใจเลือกสิ่งที่ต้องการ  เพื่อนำเวลาที่เหลืออยู่มาทำประโยชน์ให้กับชีวิต

           ฉันเคยลาออกจากราชการในวาระปกติ  มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๒ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ  ครั้งนี้ฉันได้ตัดสินใจอีกครั้งอย่างแน่วแน่  วันนี้จึงเป็นวันที่ฉันยื่นใบสมัครลาออกจากราชการตั้งแต่วันที ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓  ขณะที่ฉันเขียนเสร็จและส่งให้พนักงานธุรการของโรงเรียน  ฉันรู้สึก "โล่งใจ" อย่างประหลาด ๆ และมีความสุขมากที่ได้เขียนเล่าผ่านบล็อก

          สาเหตุของการลาออกจากราชการฉันอ้างไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยลงเหตุผลว่า "สุขภาพไม่แข็งแรง" ซึ่งฝืนใจเขียนมาก เพราะขัดแย้งกับความเป็นจริงว่า "ฉันไม่สามารถอยู่ในระบบราชการได้ หรือไม่มีความสุขในการทำงาน" หากเขียนด้วยเหตุผลจริง  ฉันคงไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาขั้นต้นแน่นอน 

          เนื้อเพลงและพระบรมราโชวาทข้างต้น  ฉันไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ในชีวิตราชการเสมอไป  ฉันอาจจะนำไปใช้กับการดำรงชีวิตด้านอื่น ๆ ภายหลังที่มีชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา ๆ แต่รวมความแล้ว "ฉันเป็นผู้ยอมแพ้" อย่างยับเยิน  และ "เป็นผู้ไม่หนักแน่นดั่ง"  ในพระบรมราโชวาทดังกล่าว

           ฉันพร้อมแล้วที่จะมีชีวิตอยู่อย่างอิสระและเรียบง่ายแบบชาวบ้านธรรมดา และฉันได้ผ่านการเตรียมการโดยฝึกใช้ชีวิตของ "คนแบบบ้าน ๆ" ที่มีเงินเดือนบำนาญเพียงไม่มาก  ซึ่งผ่านการทดสอบมาเป็นเวลากว่า ๑ ปีแล้ว และฉันมีเป้าหมายว่าจะไม่ประกอบอาชีพใหม่ใด ๆ อีกเลย แต่จะทำในสิ่งที่อยากทำอย่างอิสระเสรี ทำดีแค่ไหนก็ได้ถ้าหากเราไม่รับสิ่งตอบแทนหรือการถูกข้อจำกัดทางความคิด และแม้กระทั่งจิตใจ

           ความหวังที่จะอยู่รับใช้ราชการจนครบเกษียณอายุราชการนั้นได้หมดลง  ตั้งแต่วันนี้ที่ฉันตัดสินใจเขียนใบสมัครลาออกจากราชการ  ระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมาฉันทำงานหนักงาน เพื่อนครูที่โรงเรียนบอกกับฉันว่า "ถ้าเขาเป็นฉันจะไม่ทำแบบนี้ เพราะไหน ๆ ก็จะลาออกแล้ว"  แต่ฉันก็ทำด้วยความตั้งใจไม่ได้คิดอะไร

          หลาย ๆคนได้ถามฉันว่า "ลาออกแล้วไม่สงสารเด็ก ๆ หรือ" ฉันไม่ได้ตอบคำถามจากความต้องการของตัวเอง  เพียงแต่ไม่ให้คำตอบ  โดยความจริงแล้วฉันอยากจะตอบว่า "เวลาต่อจากนั้นฉันอาจจะทำงานเพื่อเด็กได้มากกว่า" เพราะไม่ติดกรอบ ไม่ติดระบบ ไม่ต้องการความมีหน้ามีตาในสังคม  และไม่ทุกข์กับสิ่งที่ให้บ่งบอกว่า "มันไม่ใช่"

         ขอเป็นกำลังใจให้  ข้าราชการและคุณครูทุกท่าน  มีความสุขในการทำงานและการรับใช้แผ่นดินตลอดไป