วันนี้ (๑๘ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕.๒๐ น) ผู้เขียนได้เดินทางจากสุวรรณภูมิมาถึงสนามบินชางฮี (Chan Gi) ประเทศสิงค์โปร์พร้อมกับคณะผู้บริหารของมหาจุฬาฯ ซึ่งนำโดยพระศรีคัมภีรญาณ,รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ, พระครูปลัดเถรานุวัตร, พระศรีธวัชเมธี, ดร.พระครูพิพิธสุตาทร (บุญช่วย) และศ.ดร.จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์

       สำหรับวัตถุประสงค์ของการเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อร่วมประชุมกับคณะกรรมการสถาบันสมทบวิทยาลัยสงฆ์พระพุทธศาสนา (Buddhist College of Singapore) ซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดก๊ก เมง ซาน (Kong Meng San) http://www.kmspks.org/kmspks/index.htm  วิทยาลัยแห่งนี้ได้เข้าเป็นสถาบันสมทบของมหาจุฬาฯ ตามประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๑

         ในขณะเดียวกัน มหาจุฬาฯ ได้อนุมัติหลักสูตรพระพุทธศาสนาจีน (สามารถดูรายละเอียดหลักสูตรได้ใน http://www.mcu.ac.th/site/curriculum/Bachelor_of_Arts/01_Buddhism_Fac/12_Chinese_Buddhism.pdf) ปัจจุบันนี้ได้มีนิสิตที่กำลังศึกษาในหลักสูตรนี้จำนวน ๕๗ รูป ซึ่งทั้งหมดเป็นพระภิกษุฝ่ายมหายาน ซึ่งปีหน้าจะสำเร็จการศึกษาและเข้ารับปริญญา ณ มหาจุฬาฯ วังน้อย  สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประชุมนั้นประกอบด้วยแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน การแลกเปลี่ยนอาจารย์ และการเรียนผ่านทางไกล เป็นต้น

        ในช่วงบ่ายหลังจากที่เดินทางมาถึง ผู้เขียนได้ถือโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับอารยธรรมของเอเซีย  ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ "พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวมประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ในเอเซียมานำเสนอ เช่น พุทธศิลป์ทั้งเถรวาทในพม่า ไทย และมหายานในจีน และธิเบต  รวมไปถึงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ และโบราณวัตถุในประเทศต่างๆ

       ย่อมประจักษ์ว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อเด็กเยาวชนรุ่นใหม่ของสิงค์โปร์ที่จะสามารถมองเห็นรอยต่อของประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของประเทศต่างๆ ในเอเซีย  เยาวชนรุ่นใหม่จะมีวิสัยทัศน์ที่มองข้ามความเป็นสิงค์โปร์ มองข้ามความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง มองเห็นว่าตัวเองมีความเป็นมาอย่างไร เชื่อมและสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ อย่างไร อีกทั้งจะสามารถเข้าใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาติอื่นๆ ในเอเซีย และจะส่งผลต่อท่าที มุมมอง และแนวปฏิบัติต่อชาติอื่นๆ ในอนาคต แนวคิดเช่นนี้สอดรับกับหลักปฏิจจสมุปบาท อันเป็นการมองเห็นความเชื่อมโยมและความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ

 ภาพนกสำหรับประกอบในพิธีสำคัญที่จังหวัดปัตตานี และหัวนกที่ทำด้วยไม้ประดิษฐ์ซึ่งมีความเก่าแก่ แต่สมบัติชิ้นนี้ได้สะท้อนความโดดเด่นที่สิงค์โปร์ให้เยาวชนและคนสิงค์โปร์ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์วัตนธรรมของภาคใต้ของไทย

 ภาพประเพณีและวัฒนธรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของประเทศพม่า ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างชาวพม่ากับพระพุทธศาสนา

ข้อสังเกต และคำถาม

       ๑. ทำอย่างไร เราจึงจะมี และนำเสนอรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ให้เด็กรุ่นใหม่ของเราได้มองเห็นและสามารถเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย ชาติพันธุ์ไทย กับชาติพันธุ์อื่นๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจะได้เข้าใจความสัมพันธ์อย่างตลอดสาย

       ๒. การเข้าใจความเป็นมาดังกล่าว จะมีผลต่อท่าที และทัศนคติของเด็กไทยต่อเพื่อนบ้านในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลต่อวิธีปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านในทางที่เหมาะสม และเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น

       ๓. คำถามคือ หลักสูตรและระบบการศึกษาของไทย หรือวัฒนธรรมความเชื่อแบบไทยได้ส่งผลต่อมุมมองในเชิงลบสังคมรอบบ้านเราหรือไม่?  เพราะเหตุใด? เด็กหรือคนไทยบางกลุ่มจึงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนลาว คนพูดภาษาลาว คนกัมพูชา หรือคนพูดภาษาเขมร คนแขก คนพูดภาษาพม่า  สรุปคือ เด็กไทยมองว่า ตัวเองประเสริฐหรือเป็นชาติมีอารยธรรม แต่มองว่าชาติ หรือกลุ่มคนอื่นๆ ไร้อารยธรรม หรือมีชาติพันธุ์ที่ต่ำต้อยกว่า

       ๔. ทำไม พลเมืองลาวเชียร์เวียดนาม เมื่อเวียดนามแข่งกีฬากับไทย ทั้งๆ พลเมืองชาวลาวกับคนภาคอีสานมีวัฒนธรรมที่สอดรับและแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน  หรือว่าแท้ที่จริงแล้ว พลเมืองลาวเชียวชาวอีสาน แต่ไม่เชียร์คนไทยแบบที่เป็นไทย แล้วอะไรคือคำตอบในประเด็นนี้  เด็กไทยหรือเด็กลาวจะตอบปัญหาเหล่านี้ หรือจะเข้าใจปรากฎการณ์ทางสังคมเหล่านี้อย่างไร  หรือว่า ต้องให้เด็กสิงค์โปร์เป็นคนช่วยตอบปัญหาเหล่านี้ในอนาคต

      ๕. ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เด็กไทยจะหันมาเรียนประวัติศาสตร์ของเพื่อนบ้านอย่างเปิดกว้าง และไร้อคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ภาษาของเพื่อนบ้าน เช่น ภาษาลาว (การพูด และการเขียน) ภาษากัมพูชา ภาษาพม่า ภาษามาลายู และภาษาเวียดนาม  ซึ่งประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยไปเรียนภาษาอังกฤษที่อังกฤษพบว่า เด็นในยุโรปพูดได้มากว่าสองหรือสามภาษา ซึ่งเป็นภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เพื่อนร่วมห้องชาวเยอรมัน มาเรียนภาษาอังกฤษ พูดอังกฤษได้ อิตาลีได้ ฝรั่งเศสได้ และพูดภาษาสเปนได้เช่นกัน  คำถามคือ เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษเพื่อจะอยู่กับชาวอังกฤษตลอดไปหรือ? หรือว่า เด็กไทยสนใจแต่อังกฤษ ฝรั่งเศษ แต่ไม่คิดที่จะสนใจว่า เด็กที่อยู่ข้างบ้านเราพูดอะไรกัน  ทำไมเขาจึงพูดแบบนั้น ทำไมเขาจึงคิดและทำแบบนั้น เราไม่คิดจะสนใจ หรือว่าเราแกล้งที่จะไม่สนใจเพื่อนบ้านของเรา หรือว่า เรามอง และดูถูกเพื่อนบ้าน ภาษาของเพื่อนบ้านว่าต่ำกว่าเรา เราจึงไม่สนใจ และใยดีที่จะเรียนรู้  สุดท้ายแล้ว เราไม่เรียนรู้ อาจจะนำไปสู่ "ความแปลกแยกกับเพื่อนบ้านของเรา"  เพื่อนบ้านเขารู้จักกันหมดทั่วหมู่บ้าน แต่มีพวกเรา "ครอบครัวของเรา" ที่เรา และเขาไม่รู้จักกันอย่างเพียงพอจนนำไปสู่การไม่เข้าใจกัน กระทบกระทั่งกัน และทำร้ายกันในที่สุด

         นี่คือ "บาปกรรมของเด็กไทย หรือผู้ใหญ่กันแน่?????????" ใครก็ได้ช่วยตอบและแบ่งปันความคิดด้วยเถิด