นาย ชัยเนตร ระวีวรรณ
การส่งเสริมเศรษฐกิจแนวพุทธตามนัยแห่งกูฏทันตสูตร
๑.ส่งเสริมอาชีพ
จัดการเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีด้วยการ ส่งเสริมเกษตรกรรม ส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้าให้พืชพันธ์แก่เกษตรกร ส่งเสริมทุนของเกษตรกรโดยการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ให้กู้ยืมเงินไปลงทุนและประกันราคาพืชผลทางเกษตรไม่ให้ตกต่ำเมื่อมีผลิตผลออกมาล้นตลาดส่งเสริมสวัสดิภาพและรายได้ของข้าราชการชั้นผู้น้อยเพิ่มรายได้เงินเดือนให้พอฐานะแก่การยังชีพเมื่อข้าราชการมีรายได้เพียงพอการทุจริตคอรัปชั่นก็จะมีน้อยลงซึ่งเป็นการช่วยเหลือกลุ่มฐานใหญ่ที่สุดของประเทศที่คอยรับนโยบายและความช่วยเหลือจากเบื้องบน คือ กลุ่มประชาชนที่มีอาชีพเกษตรกรกลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อย กลุ่มพ่อค้าย่อยและผู้ประกอบอาชีพอิสระการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพนี้ทำให้ให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุนทางเศรษฐศาสตร์มหาภาคให้เกิดสภาพคล่องตัวในทางเศรษฐกิจ ตามทัศนะของพุทธศาสนิกชน การงานมีหน้าที่อย่างน้อยสามประการ คือ เพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ใช้และพัฒนาความสามารถส่วนตนเพื่อช่วยให้มนุษย์ขจัดอัตตาด้วยการทำงานร่วมกับผู้อื่น และเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตผลและบริการอันจำเป็นแก่การดำรงอยู่ทัศนะคติเช่นนี้ก่อให้เกิดผลพลอยได้อย่างปราศจากจุดจบ
๒.ให้องค์กรชุมชนช่วยเหลือ
กระจายอำนาจการบริหารแผ่นดินโดยแบ่งแยกอำนาจออกเป็น ๓ ทางได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ สอดคล้องกับทฤษฏี The Spirits of the Law ของ มองเตสกิเออร์ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส อำนาจเท่านั้นที่จะหยุดอำนาจได้ โดยจัดองค์กรขึ้นเป็นอิสระมีการตรวจสอบเพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกัน(Check and Balance)เมื่ออำนาจไปรวมอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งก็จะทำให้ง่ายต่อการละเมิดสิทธิมนุษย์ชน เป็นการวางรากฐานทางสิทธิมนุษย์ชนโดยการแบ่งอำนาจนำเอาหลักนิติรัฐอันเป็นการประกันสิทธิมนุษย์ชนของประชาชนไม่ให้ถูกล่วงละเมิดโดยผู้มีอำนาจรัฐ พระเจ้ามหาวิชิตราชทรงปกครองแบบธรรมาธิปไตยหมายถึงการปกครองที่ถือความถูกต้องเป็นธรรม ยึดหลักการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยมีคุณธรรมอยู่ในใจ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางอำมาตย์ข้าราชการ พราหมณ์ที่แต่งตั้งได้รับมอบหมาย อำนาจบริหาร มอบให้ทางผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆให้เป็น หู ตา ดูแลให้ อำนาจตุลาการ มอบให้ทางอำมาตย์ข้าราชการ พราหมณ์ ราชบัณฑิตที่เป็นนักวิชาการมีบารมีมากที่ได้รับมอบหมาย และยังมีกลุ่มพ่อค้ามีฐานะมั่นคงคอยสนับสนุน ส่วนพระองค์เองเป็นประมุขควบคุมอำนาจสูงสุดไว้ทั้งหมด เพื่อปกครองดูแลให้มีการใช้อำนาจให้ถูกต้องที่สุด
๓.หาผู้เชี่ยวชาญ
มีฝ่ายดำเนินการรู้เท่าทันเหตุการณ์ปัจจุบันและมองการณ์ไกลไปในอนาคตมุ่งเน้นให้ประชาชนประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนมีวินัยในการใช้จ่ายเงิน ถ้ามีเงินเหลือ ก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน ช่วยเหลือผู้อื่นบางส่วน ภาคเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนการเกษตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น สร้างความร่วมมือระหว่างภาคแรงงาน เอกชนและภาครัฐโดยดูแลโอกาสในการเรียนรู้การศึกษา ตลอดจนการฝึกอาชีพคนเหล่านี้และลูกหลาน หัวใจของระบบเศรษฐกิจของสังคมต้องเป็นระบบการสร้างอรรถประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่สมาชิกในสังคม นี้คือจุดหมายที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจของสังคม ไม่ว่าเศรษฐกิจของสังคมหนึ่งจะมีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่สามารถทำให้สมาชิกของสังคมมีความผาสุกได้โดยทั่วถึงแล้ว สังคมนั้นยังมีความล้มเหลวทางด้านเศรษฐกิจอยู่นั่นเอง พระพุทธศาสนาได้เสนอหลักทางศีลธรรมที่เนื่องด้วยหลักเศรษฐกิจนี้เป็น ๒ทาง คือ ขั้นต่ำ หลักสนอง(To satisfy)กับชั้นสูง หลักบำบัด(To subdue)หลักสนอง หมายถึงการสอนให้ตั้งเนื้อตั้งตัวให้ได้ในทางเศรษฐกิจ พยายามยกฐานะของตนให้สูงขึ้นด้วยความขยันหมั่นเพียรและวิธีอื่นๆส่วนหลักบำบัดนั้นหมายถึงการสอนให้รู้จักบรรเทาความต้องการชนิดรุนแรงที่กลายเป็นความทะยานอยากอันก่อความทุกข์ให้ คือ ถ้าจะมัวแต่หาทางสนองความอยากอยู่อย่างเดียว อย่างไรๆก็ไม่รู้จักพอ ท่านจึงเปรียบความอยากเสมอด้วยไฟไม่รู้จักอิ่มด้วยเชื้อ หรือแม่น้ำไม่รู้จักเต็มแม้เราจะเทน้ำลงไปสักเท่าไรก็ตามเพราะฉะนั้น จึงต้องมีหลักบำบัด หรือบรรเทาความทะยานอยากให้น้อยลงโดยลำดับ อันเป็นการแก้ทุกข์ได้ พระเจ้ามหาวิชิตราชได้มอบหมายให้อำมาตย์ข้าราชการ พราหมณ์ ราชบัณฑิตที่เป็นนักวิชาการมีบารมีมากที่ได้รับมอบหมายเป็นฝ่ายปฏิบัติการโดยใช้ปัญญาในการทำงาน
๔ อุดหนุนงบประมาณ
วิธีปกครองประเทศให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขนั้น จำเป็นจะต้องปราบโจรผู้ร้ายให้สงบราบคาบ การทำให้โจรผู้ร้ายให้สงบราบคาบก็ไม่ใช่โดยการลงโทษประหารชีวิต จองจำ หรือเนรเทศ แต่จะต้องจัดการเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีด้วยการ แจกพืชแก่กสิกร(ส่งเสริมเกษตรกรรม) ให้ทุนแก่พ่อค้า(ส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้า) ให้อาหารและค่าจ้างแก่ข้าราชการ(ส่งเสริมสวัสดิภาพและรายได้ของข้าราชการ) พระพุทธศาสนาเสนอเรื่องทรัพย์อริยทรัพย์ ๗ประการต้องมี ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา ถ้ามีทรัพย์ภายในอริยทรัพย์ ทรัพย์ภายนอกจะหลั่งไหลมาเอง คนมีทรัพย์ภายนอกที่ไม่มีศีลธรรมไม่มีทรัพย์ภายใน ๗ ข้อนี้ทรัพย์ภายนอกจะยั่งยืนอยู่ไม่ได้ เมื่อพระเจ้ามหาวิชิตราชดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัญญาผลสัมฤทธ์ย่อมกลับเข้ามาอย่างมหาศาลทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศเจริญรุ่งเรืองมีผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆนำเครื่องบรรณาการมามอบให้อย่างมากมาย
๕.ส่งเสริมคนดี
ส่งเสริมสนับสนุนคนดีตามหลักกุศลกรรมบท๑๐ประการ ทางทำความดี อันเป็นทางนำไปสู่ความสุข ความเจริญ ขัดเกลา กาย วาจา ใจ ให้สะอาด ประกอบด้วย ทางกายได้แก่ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ทางวาจาได้แก่ ละเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ทางใจได้แก่ ไม่คิดอยากได้ ไม่คิดปองร้าย มีความเห็นชอบ พระเจ้ามหาวิชิตราชส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มประชาชนที่มีอาชีพเกษตรกรแจกพืชแก่เกษตรกรปรับปรุงฐานะข้าราชการชั้นผู้น้อย ให้ทุนแก่นักการค้าพ่อค้าย่อยและผู้ประกอบอาชีพอิสระให้มีอาหารและรายได้เพียงพอแก่อัตภาพที่มีความประพฤติดีและให้ประชาชนตั้งอยู่ในศีลธรรม
๖.หลีกหนีความชั่ว
ไม่ทำในสิ่งที่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นในสังคมไม่ตัดต้นไม้ทำลายระบบนิเวศน์ โลกของเราจัดเป็นระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุด เรียกว่า โลกของสิ่งมีชีวิตหรือชีวภาค (biosphere) ซึ่งรวมระบบนิเวศหลากหลายระบบ และระบบนิเวศเล็กๆ เช่น ทุ่งหญ้า สระน้ำ ขอนไม้ผุ ระบบนิเวศ จำแนกได้เป็น ระบบนิเวศตามธรรมชาติ ได้แก่ ระบบนิเวศบนบก เช่น ป่าไม้ บึง ทุ่งหญ้า ทะเลทราย ระบบนิเวศน้ำ เช่น แม่น้ำลำคลอง ทะเล หนอง บึง มหาสมุทร ระบบนิเวศอีกประเภทหนึ่งคือ ระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ ระบบนิเวศ ชุมชนเมือง แหล่งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น ปัญหาในทางนิเวศวิทยาคือการที่มนุษย์พยายามปรับโครงสร้างระบบไปสู่สภาวะใหม่สร้างความเจริญทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตการเปลี่ยนแปลงกะทันหันหรือการเปลี่ยนสภาวะมีผลกระทบต่อความสมดุลและแหล่งที่อยู่ในระบบนิเวศของโลก พราหมณ์ปุโรหิตแนะนำให้พระเจ้ามหาวิชิตราช ไม่ต้องฆ่าโค แพะ ไก่ สุกร และสัตว์นานาชนิด ไม่ต้องตัดต้นไม้มาทำหลักบูชายัญ ไม่ต้องเกี่ยวหญ้าคาเพื่อเบียดเบียนสัตว์อื่นยัญพิธีนั้นสำเร็จลงเพียงเพราะเนยใส น้ำมัน เนยข้น นมเปรี้ยว น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเท่านั้น เป็นการแนะนำอย่างชาญฉลาดของพราหมณ์ปุโรหิตไม่ต้องเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นตลอดจนสัตว์มีชีวิตและต้นไม้เพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติมิให้เสื่อมสลายไป