ด้วยหวังว่ากิจกรรมห่อข้าวต้มมัดนั้น จะเชื่อมโยงให้คนหลากวัยได้เรียนรู้กันและกันอย่างเป็นมิตร มีการถ่ายโยงภูมิปัญญาต่างๆ จากผู้ใหญ่ให้เด็กๆ มีการเสวนาพาทีถึงสาระทุกข์สุขดิบของชีวิต

 

ผมเป็นคนประเภทคิดไปเรื่อย  อยากทำโน่นทำนี่อยู่ไม่รู้จบ  ทำเอาคนรอบตัวออกอาการเหนื่อยและท้อไปก็บ่อย  แต่ทั้งปวงนั้น  มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเพียรพยายามที่จะสร้างงานและสร้างองค์กรเป็นที่ตั้ง 

ปีที่แล้ว,  ผมฝากแนวคิดให้ชาวหอพักได้ทบทวนเรื่องกิจกรรมที่มีขึ้นอยู่หลายประเด็น
โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมพัฒนานิสิตในหอพักนั้น  ควรต้องเปิดโอกาสให้หลายๆ ส่วนมีบทบาทต่อการร่วมคิดร่วมทำมากกว่าที่ผ่านมา
 

ผมพูดเช่นนั้นเพราะส่วนใหญ่แล้ว  กิจกรรมต่างๆ มักจะถูกสร้าง หรือรังสรรค์ขึ้นจากเจ้าหน้าที่
หอพักแทบทั้งสิ้น เรียกได้ว่านิสิตหอพัก หรือกรรมการหอพักก็แทบไม่มีโอกาสได้เข้ามาร่วมคิดด้วยตั้งแต่แรก  กิจกรรมบางกิจกรรมดูดีมีสาระ แต่พอถึงเวลาลงแรงจริง กลับกลายเป็นว่าไม่บรรลุผลเท่าที่ควร  ทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีสาเหตุหลายประการ อาทิ  กิจกรรมไม่ตอบสนองความต้องการของนิสิต เพราะไม่ได้คิดจากมุมของนิสิต  อีกทั้งนิสิตไม่ได้มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเรื่องเหล่านั้นด้วยวิธีของเขาเอง จึงพลอยให้ดูเหมือนว่า  มันมีช่องว่างในเรื่องของการมีส่วนร่วมอย่างเห็นได้ชัด

 

 

ทันทีที่ผมถูกมอบหมายให้เข้ามารับงานในหน่วยงานของหอพักเพิ่มอีกงานหนึ่ง  ผมไม่ลังเล
ที่จะเปิดเวทีในเรื่องนี้ชัดเจน  โดยฝากย้ำเป็นแนวคิดว่ากิจกรรมของชาวหอพัก  ควรเปิดโอกาสให้ “พลเมืองของหอพัก” ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงทั้งเจ้าหน้าที่ นิสิต พ่อบ้าน แม่บ้าน หรือแม้แต่ รปภ. ก็ไม่เว้น 

เช่นเดียวกันนั้น  ผมยังพยายามสร้างกุศโลบายให้พลเมืองหอพักได้รู้สึกว่าตนเองเป็น
คนบ้านเดียวกัน” อย่างสนิทแน่น  ไม่มีการแบ่งขั้ว ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ  ด้วยการซ่อนซุกแนวคิดไว้ในกิจกรรม “ทำบุญหอพัก”
...
 

ปีที่แล้ว,  ผมชวนคิดชวนคุยในเวทีประชุมประจำเดือนว่า  ในทุกปีกิจกรรมนี้มักมีแต่เฉพาะการตักบาตรและเลี้ยงพระเท่านั้น  หรืออย่างมากก็นิมนต์พระมาเทศน์ เสร็จแล้วก็มีการรับประทานอาหารร่วมกัน  ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นมานานหลายปี...

 

ครั้งนั้น  ผมชวนให้ทุกคนคิดถึงคำว่า “งานบุญ” ร่วมกันอย่างเข้มข้น  ด้วยการชูประเด็นว่าสัญลักษณ์งานบุญของคนอีสานมีอะไรบ้าง  เจ้าหน้าที่หอพักดูจะเงียบไปนานกับคำถามนี้  ตรงกันข้ามกับเหล่าบรรดากลุ่มแม่บ้านต่างชูไม้ชูมือบอกกับผมว่า “ข้าวต้มมัด!”

ครับ, มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ  เพราะในวิถีแห่งงานบุญนั้น  คนอีสานต้องมาจับกลุ่มรวมตัวกันห่อข้าวต้มอย่างคึกคัก  ใครมีกล้วย มีข้าวสาร มีน้ำตาล ...ใครมีถั่ว มีใบตอง ก็ถือติดไม้ติดมือมาคนละนิดคนละหน่อย  ช่วยกันห่อช่วยกันมัด ช่วยกันต้มอย่างอิ่มสุข  แถมยังได้ตั้งวงเสวนาพาทีถึงเรื่องราวนานาประการอย่างออกรสออกชาติ

 


ครั้งนั้น  ผมยังชวนคุยไปยาวไกลเลยว่า  ในสังคมไทยนั้นผูกพันกับใบตองกันอย่างไร ข้าวต้มมัดคือสัญลักษณ์ใดในชีวิต รวมถึงการผูกโยงเรื่องราวไปถึงภาพอดีตที่ยังไม่มีวัฒนธรรมของการ “แจกซอง”  กันสักเท่าไหร่  ใครมีปลาในหนอง ใครมีไก่ มีผัก มีผลไม้ในสวนก็หอบหิ้วเอามาช่วยเจ้าภาพกันอย่างอบอุ่น ใครมีเงินมีทอง ก็ช่วยกันไปตามศักยภาพ  ครั้นช่วยงานบุญเสร็จสิ้นแล้ว  ขากลับก็ได้ข้าวต้มมัดนี่แหละถือติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากให้กับคนทางบ้านที่ไม่ได้มาด้วย 

ดังนั้น  ในปีที่แล้วผมจึงฝากให้ทุกคนได้นำพาเอากิจกรรม “ห่อข้าวต้มมัด” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญหอพัก  ด้วยหวังว่าข้าวต้มมัดจะสร้างเวทีแห่งการทำงานร่วมกันของพลเมืองหอพักได้เป็นอย่างดี  รวมถึงชวนให้เจ้าหน้าที่หอพักและนิสิตที่เป็นคนวัยหนุ่มวัยสาวได้หวนคิดถึงเรื่องบางเรื่องที่กำลังหล่นร่วงออกไปจากสังคมอีสานของตนเอง

เสียดายก็แต่ปีที่แล้ว  ผมไม่มีโอกาสได้เข้าไปสังเกตการณ์บรรยากาศนั้นด้วยตนเอง  เพราะต้องเดินทางลงพื้นที่  จึงได้แต่ฝากคิดฝากย้ำให้ทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างจริงใจ

 

ปีนี้ผมยังคงยึดมั่นในวิธีการดังเดิม  แต่ตั้งเป้าว่าจะไปขลุกอยู่กับวิถีงานบุญนั้นด้วยตนเอง พร้อมๆ กับการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของพลเมืองหอพักอย่างใกล้ชิด  ด้วยหวังว่ากิจกรรมห่อข้าวต้มมัดนั้น จะเชื่อมโยงให้คนหลากวัยได้เรียนรู้กันและกันอย่างเป็นมิตร  มีการถ่ายโยงภูมิปัญญาต่างๆ จากผู้ใหญ่ให้เด็กๆ มีการเสวนาพาทีถึงสาระทุกข์สุขดิบของชีวิต  รวมถึงการซ่อนนัยยะเรื่องการสำรวจความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อการให้บริการด้านหอพักอย่างนุ่มเนียนไปในตัว 

ครับ  เรื่องบางเรื่องผมไม่ได้พูดชัด แต่ผมก็กำหนดโจทย์การเรียนรู้ไว้ในใจอย่างจัดแจ้ง  โดยเฝ้ามองว่าใครแต่ละคนจะเข้าใจและค้นพบโจทย์ หรือกุศโลบายเหล่านั้นได้บ้าง  ยิ่งในกระบวนการทางภูมิปัญญาชาวบ้านในแบบวิถีไทนั้น  ผมยิ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด  ผมเฝ้ามองการสอนงานจากแม่บ้านพ่อบ้านไปยังเจ้าหน้าที่และนิสิตแบบลูกแบบหลาน ทั้งการปลอกเปลือกลูกมะพร้าว การขูดมะพร้าว  การฉีกใบตองและตากใบตอง  การห่อและมัด  การก่อไฟ การตั้งเตา การควบคุมอุณภูมิ  รวมไปถึงอะไรๆ อีกจิปาถะ 

งานครั้งนี้  ผมเฝ้ามองและอมยิ้มอยู่อย่างแสนสุข  เพราะภาพที่เกิดขึ้น  มันคือภาพแห่งชีวิตของพลเมืองหอพักที่เทใจมาร่วมคิดร่วมทำกิจกรรมด้วยกันอย่างสนิทแน่น  นี่คือภาพสะท้อนที่ฉายให้เห็นความไม่มีชนชั้น  นี่คือภาพสะท้อนแห่งมิตรภาพของคนต่างวัย  นี่คือความงามของความเป็นไทย ทั้งความเป็นศิลปะ และความเป็นสายสัมพันธ์แห่งวันวัยของชีวิตที่งดงามแบบไม่แยกชั้นวรรณะ... 


แน่นอนครับ งานนี้กลายเป็นว่าพ่อบ้านแม่บ้าน สวมบทบาท “ครูภูมิปัญญา” อย่างน่าทึ่ง  ซึ่งผมถือว่า  เพียงข้าวต้มมัดในงานบุญเล็กๆ เท่านี้ ก็สามารถเป็นโจทย์แห่งการเรียนรู้ได้อย่างมากมายก่ายกอง  มันช่วยให้เราเห็นคุณค่าและศักยภาพของกันและกัน  และเห็นความงามในตัวตนของคนแต่ละคนอย่างไม่ต้องสงสัย รวมถึงเห็นความเป็นไทยเล็กๆ น้อยๆ ที่คนหนุ่มคนสาวกำลังลืมเลือน

  

และเหนือสิ่งอื่นใดในปีนี้  ไม่เพียงเรื่องข้าวต้มมัดเท่านั้นที่ผมผูกเป็นโจทย์ให้พลเมืองหอพักได้เรียนรู้ร่วมกัน  แต่ผมยังหยิกแซวว่า  มันจะดูดีมีเสน่ห์แค่ไหนถ้าเราร่วมรณรงค์ให้แต่งชุดออกไทยๆ มาตักบาตร  บอกกล่าวให้นิสิตไม่ใส่ขาสั้นมาตักบาตร อาจจะยังไม่ต้องเน้นมาก แต่เริ่มจากพวกเรานี่แหละ...รวมถึงทานข้าวทานปลาร่วมกันแล้ว  ก็ลองชวนกันทำความสะอาด เก็บกวดขยะเล็กๆ น้อยๆ ร่วมกันบ้างก็น่าจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ทั้งนี้ยังรวมถึง การชักชวนให้พ่อบ้านแม่บ้าน หรือ รปภ.มาร่วมทำบุญตักบาตรและทานข้าวร่วมกัน  ใครมีลูกมีหลานก็ชวนกันมาอย่าได้เคอะเขิน เพราะเรามัน “คนบ้านเดียวกัน”  ไม่มีแบ่งชั้นวรรณะ... 

และที่สำคัญ  ปีนี้อย่าลืมเรียนเชิญท่านอธิการบดีและคณบดีมาด้วย  ไม่ใช่ทำแต่เฉพาะเราเหมือนที่เคยทำๆ กันมา  เพราะนี่คือกลยุทธของการเปิดตัวองค์กรไปสู่หน่วยงานในมหาวิทยาลัยไปในตัว 

หรือแม้แต่  จะดีไหม-หากวันทำบุญตักบาตรของชาวหอพักมีดนตรีไทยมาบรรเลงด้วย  (ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยทำกันมาก่อน) 

ผมแค่สะกิดชวนคิดเล่นๆ  เท่านั้น  ไม่ถึงกับสั่งการใดๆ  และไม่ได้ชี้ทางว่าหากจะมีกิจกรรมเช่นนี้  พวกเขาต้องติดต่อประสานงานจากส่วนใดมาบ้าง  เพราะผมกำลังทดสอบว่า พวกเขามองและคิดเรื่องเหล่านี้กันอย่างไร  และมีเครือข่ายในเรื่องเหล่านี้สักกี่มากน้อย  ถ้าเขาอยากมีกิจกรรมทำนองนี้  ด้วยเห็นว่ามันสำคัญ  (ไม่ใช่เพราะไม่เคยทำมาก่อนเลยอยากจะทำขึ้นให้เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่) ผมก็เชื่อมั่นว่า เรื่องนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะติดต่อ หรือขอความอนุเคราะห์จากคณะมาได้


และแทบไม่น่าเชื่อ  ผ่านพ้นไปได้ไม่กี่วัน  ผู้รับผิดชอบโครงการก็รายงานทางโทรศัพท์ว่า  พวกเขาติดต่อประสานงานวงดนตรีไทยชุดเล็กมาร่วมบรรเลงได้  พร้อมทั้งยืนยันว่า “มากันด้วยใจ...ไม่มีค่าจ้าง”  ซึ่งนั่นก็มาจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์นั่นเอง 

ครับ งานทำบุญตักบาตรชาวหอพักผ่านพ้นไปได้ด้วยดี  มีกิจกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างนุ่มเนียน  มีเครือข่ายการทำงานมากขึ้น และที่สำคัญคือมีการเรียนรู้ความเป็นไทยผ่านคนต่างวัยอย่างน่ายกย่อง 

 

สำหรับผมนั้น  ผมยังยืนยันว่า  ผมยังมีความสุขกับการคิดไปเรื่อยเปื่อย คิดโน่นคิดนี่ไม่รู้จบ  รวมถึงมีความสุขกับการสร้างโจทย์การเรียนรู้ไปเรื่อยๆ  บางครั้งก็บอกโจทย์ชัดแจ้ง แต่บางครั้งก็จำต้องแกล้งซ่อนซุกไว้อย่างเงียบๆ รอเวลาให้สถานการณ์จากการลงแรงจริงได้ทำหน้าที่เป็นผู้เฉลยด้วยตัวของมันเอง 


นี่คือเรื่องเล็กๆ ในวิถีความเป็นไทยที่ผมไม่อาจละเลยไปได้ และนี่คือวิธีคิดและวิธีการจัดการความรู้ในแบบฉบับของผม  ที่ผมคิดว่า ยังไงๆ ผมก็ยังมุ่งมั่นที่จะคิดและทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ... 

 

ถามว่าเหนื่อยไหม..
สำหรับผมแล้ว ผมไม่เหนื่อย
แต่สำหรับลูกทีม หรือนิสิตนั้น -
คงต้องให้เขาตอบเองว่า..เหนื่อยมากไหมกับวิธีคิดและวิธีสอนงานของผม
!...

ถามกันเอง นะครับ

 

 
3-4 กรกฎาคม 53
หอพัก มมส.

 

หมายเหตุ
ภาพโดย
พนัส ปรีวาสนา
สวนีย์  แท่นทอง
ทีมงานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ