ที่บ้านผู้เขียนมี ต้นนมแมว อยู่สองต้น ที่จริงน่าจะเรียกว่า กอ มากกว่า ปีนี้มีดอกดกน่าอัศจรรย์ใจ และที่รู้ก็เพราะเผอิญเดินเล่นชมสวนตอนใกล้พลบค่ำ แล้วได้กลิ่นหอมฟุ้งจนต้องตามหาที่มา จึงได้เห็นดอกนมแมวที่ขนาดก็เล็ก ประมาณแค่ข้อนิ้วก้อย แล้วแถมยังไปออกตามข้อใต้ใบที่ใหญ่กว่าดอกมากมาย

อยากบอกเล่าเรื่องราวของ ดอกนมแมว เพราะเชื่อว่า ดอกไม้โบราณเช่นนี้คนยุคใหม่ไม่ค่อยจะรู้จักกัน และการพูดถึงดอกนมแมวยังเป็นการให้ชีวิตแก่ความทรงจำครั้งเป็นเด็กของผู้เขียนอีกด้วย

 

เจ้าเป็นใคร มาจากไหน

ข้อมูลจากหนังสือ ไม้ดอกหอม โดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น สำนักพิมพ์บ้านและสวน กล่าวถึง ดอกนมแมว ว่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Melodorum siamense (Scheff.) Ban อยู่ในวงศ์ ANNONACEAE 

แค่ข้อมูลตรงนี้ก็น่าสนใจแล้วนะคะ ชื่อ siamense บอกว่าน่าจะเป็นดอกไม้ถิ่นไทย

ผู้เขียนจึงไปค้นต่อจากกูเกิ้ล พบบทความข้อมูลสุขภาพของมูลนิธิหมอชาวบ้าน เรื่อง นมแมว :ความหอมอย่างไทยที่น่าดมและดื่มกิน เขียนโดย คุณเดชา ศิริภัทร (แห่ง มูลนิธิข้าวขวัญ) ซึ่งให้ข้อมูลไว้ว่า “...พระยาวินิจวนันดร บันทึกไว้ว่า นมแมวเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่พบเฉพาะในป่าดิบภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย ปกติพบขึ้นอยู่ตามชายป่าชื้น คนไทยนิยม นำมาปลูกในบริเวณบ้าน จึงนับได้ว่า นมแมวเป็นต้นไม้ของไทยอย่าง แท้จริง” 

นอกจากนี้ ดอกนมแมว ยังมีเพื่อนร่วมวงศ์วาน ANNONACEAE  กับไม้ดอกที่เราคุ้นเคยกันดี คือ สายหยุด การเวก กระดังงาต่างๆ

ต้นนมแมวนั้นประหลาดตรงที่ ปกติเขาเป็น ไม้รอเลื้อย เลื้อยได้ไกล ๒-๕ เมตร มีลักษณะการเลื้อยที่ต่างจากไม้เลื้อยอื่นๆ คือ กิ่งพันกันเองจนดูเป็นไม้พุ่ม แล้วหากเขาอยู่ที่ร่มเขาจะเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้ เหมือนต้นนี้ที่เลื้อยไปบน ต้นโมกป่า จนแทบแยกกันไม่ออก ต้นนี้ดอกจะหอมมาก

 

 

หากขึ้นอยู่กลางแจ้งห่างจากต้นไม้อื่นจะกลายเป็นไม้พุ่มอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้นนี้ดอกแทบไม่ส่งกลิ่นเลย 



ต้นนมแมวมีความแข็งแรงทนทาน ปลูกง่าย อายุยืนนาน น้ำท่วมก็ไม่ตาย โดนน้ำท่วมใหญ่มาสองรอบยังรอดมาได้ ออกดอกตลอดทั้งปี หากได้น้ำมากพอ ดอกจะดกมากที่สุดในฤดูฝน ปีนี้คงจะอัดอั้นตันใจกับความร้อนมหาโหดยาวนานที่เพิ่งสิ้นสุดลง ได้ฝนไม่กี่ครั้งชวนกันผลิดอกทำลายสถิติ

ส่วนมากเราแทบจะเห็นแต่ใบค่ะ

ใบของนมแมวเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ดอกออกเดี่ยวตามกิ่งก้านเยื้องกับใบ ดอกมีขนาด ๑-๒ เซนติเมตร ปลายกลีบดอกงุ้มเข้าด้านใน มีดอกสองชั้น ชั้นละ ๓ กลีบ นานๆก็จะออกผล ลักษณะผลกลมรีเป็นกลุ่ม ๘-๑๕ ผล ขนาดผลก็พอๆกับดอก สุกแล้วเป็นสีเหลือง ข้างในมีเมล็ดสีดำ เขาว่ารสหวานทานได้ แต่ยังไม่เคยลองเลยค่ะ

 

 

แม้จะไม่มีผลในช่วงนี้ แต่เจ้า กระรอกน้อย ก็มากิน ดอกนมแมว ไม่ทราบว่าอร่อยตรงไหน เห็นตั้งหน้าตั้งตาแทะไส้ดอก

หนังสือ พืชสมุนไพรในประเทศไทย ของ สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามีการใช้ในตำรายาแผนโบราณ โดย ใช้ใบหรือรากปรุงยาสำหรับสตรีหลังคลอด

ความทรงจำ

เมื่อครั้งเป็นเด็ก(เป็นคนเมืองกาญจน์)มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพอยู่กับคุณปู่ คุณย่าที่บ้านริมคลองบางกอกน้อย จำได้ว่าจะมีเรือพายมาขายขนมหวานไทยๆหลากชนิด พวกผู้ใหญ่จะชอบขนมพวกใส่น้ำเชื่อม ใส่น้ำกะทิ และขนมไทยอีกหลายอย่างที่หอมกลิ่น “น้ำนมแมว” ซึ่งเด็กๆมักไม่ชอบการแต่งกลิ่นที่หอมจัดแบบนั้น ในความทรงจำของผู้เขียนจึงไม่ชอบขนมที่มีกลิ่นเช่นนั้น เอ...แต่พออายุเข้าวัยนี้กลับชอบกลิ่นหอมกรุ่นของดอกนมแมวมากค่ะ

จากบทความเดียวกันนี้เลยได้ความรู้อีกประการว่า “น้ำนมแมว” ที่นำมาใช้แต่งกลิ่นขนมไทยนั้น เป็นเพียง กลิ่นที่สังเคราะห์ ให้ความหอมเหมือนกลิ่นดอกนมแมว ดังที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายไว้ว่า "น้ำ-นมแมว น. ของเหลวชนิดหนึ่งประกอบด้วย เอทิล อะซีเทต (ethyl acetate) มีกลิ่นหอมคล้าย ดอกนมแมว ใช้ประโยชน์เป็นตัวปรุงกลิ่นขนม เป็นต้น"

คนสมัยก่อนคุ้นกับการปรุงกลิ่นขนมด้วย น้ำนมแมว เหมือนคนสมัยนี้คุ้นกับการใช้ กลิ่นวานิลลาซึ่งได้จากฝักต้นวานิลลาที่เป็นกล้วยไม้ชนิดหนึ่ง นำมาแต่งกลิ่นขนมพวกเบเกอรี่และไอศกรีม แต่ส่วนใหญ่มักใช้กลิ่นวานิลลาสังเคราะห์เพราะราคาถูกกว่ามากและหาง่าย

อะไรที่มาจากการสังเคราะห์ย่อมหอมละเมียดละไมสู้ของจากธรรมชาติแท้ๆไม่ได้นะคะ

 

ที่มาแห่งชื่อ

คุณเดชา ศิริภัทร เขียนถึงที่มาของชื่อ นมแมว ว่า
“...ชื่อ นมแมว คงมาจากลักษณะ บางอย่างของต้นไม้ชนิดนี้ ที่คล้าย นมของแมว ซึ่งคงเป็นดอกขณะยังตูมมีขนาดเล็ก เพราะยังมีชื่อต้นไม้ที่ชื่อคล้ายๆ กันอีก เช่น นมวัว นมควาย นมชะนี และนมช้าง ที่อยู่ในวงศ์ Annonaceae เช่นเดียวกัน มีรูปทรงดอกคล้ายกัน แต่มีดอกขนาดใหญ่กว่าดอกนม แมวทั้งสิ้น หากพืชเหล่านี้ไม่ได้ตั้งชื่อตามลักษณะรูปร่างของดอก ก็คงตั้งชื่อตามลักษณะของผลนั่นเอง”
 (http://www.doctor.or.th/node/2575)

ดอกก็น่ารัก กลิ่นก็หอมหวาน อยากฝากความหอมมาพร้อมภาพได้จังเลยค่ะ