ขอเล่าเรื่องการเดินทางไปสุราษฏร์ธานีหน่อยนะครับ วันศุกร์ผู้เขียนเป็นอาจารย์พิเศษ มีสอนภาษาอังกฤษ reading ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม สอนเสร็จก็ไปขึ้นรถตู้ที่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร  ก่อนขึ้นรถคนขับบอกว่า  กระเป๋าผู้เขียนคงเกะกะ เลยให้เอาไปไว้หน้ารถ 

  ตอนลงจากรถตู้ผู้เขียนเลย ลืมกระเป๋าไว้ที่รถตู้ มารู้ตอนรถแท็กซี่จะวิ่งไปสนามบิน เลยไม่มีเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่อคอมฯเนื่องจากอยู่ในกระเป๋าหมด คิดว่าจะไปตายเอาดาบหน้า แต่แล้วรถแท็กซี่ที่ผู้เขียนนั่งก็สั่น  วิ่งไปสักพัก เสียงระเบิดตูม อ้าวซวยแล้ว บนทางด่วนด้วย ลงไปดูล้อรถ แบนสนิท ทำไงละเนี่ย บนทางด่วนด้วย จะไปทันขึ้นเครื่องไหมเนี่ย แต่แล้วก็มีแท็กซี่ว่างวิ่งผ่านมา รอดแล้วเรา

  เมื่อมาถึงที่สแกนกระเป๋า ปรากฏว่า กระเป๋าผู้เขียนมีปัญหา เจ้าหน้าที่เอากระเป๋าไปค้น(คนรุมมองกันเต็มเลย ไม่เคยเห็นสลัดอากาศหน้าตาดีๆหรือไง ฮ่าๆ) จ๊าก นึกว่าเจออาวุธอะไรที่แท้ก็เป็น กรรไกรเล็กๆสำหรับสอนและตัดเพื่อพับกระดาษ origami ว่าแล้วเจ้าหน้าที่ก็ยึดกรรไกรผู้เขียนไป (ยังไม่ได้ฟ้องพี่ชิวเลย แงๆ) ขากลับมากรุงเทพฯ เครื่องบิน delay อีก เวรกรรม…

  ตอนนี้อยู่มหาวิทยาลัยแล้ว  ขอเล่าต่อจากบันทึกนี้นะครับ ตอนเช้าหลังจากที่ผู้เขียนกินโจ๊กแสนอร่อยจานมหึมา(แต่ผู้เขียนกินไปหน่อยเดียว)จากบ้านพัก home stay ของป้าเพียร เจ้าของบ้าน ก็รีบมาที่ศูนย์ของอบต.ลีเล็ด

 

  กิจกรรมแรกเป็นการฟัง การพูด การเขียนและการอ่านที่เรียกว่า running dictation แต่เมื่อผู้เขียนประเมินการจากประสบการณ์เมือวานพบว่านักเรียนพื้นฐานไม่ค่อยดีเลยปรับกิจกรรมมาเป็นแบบวิงไปเขียนอย่างเดียว กลุ่มที่เขียนได้มากที่สุดจะชนะ ได้น้องนักศึกษา 4 คนเป็นพี่เลี้ยงพร้อมอาจารย์จุ๋ม(เสื้อสีเหลืองครับ)

  นักเรียนได้ฝึกการอ่านประโยคและอ่านประโยคเป็นรายบุคคลกับครูและทีมพี่เลี้ยง คุณครูตั้งใจฟังนักเรียนอ่านดีมากๆ(แต่ผู้เขียนพบว่านักเรียนเขียนคำอ่านเป็นภาษาไทยติดไว้ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ทุกคน)

  หลังจากนั้นก็เป็นการฝึกการฟังโดยการกระซิบ และต่อด้วยกิจกรรมแข่งรถไฟ สนุกมาก แต่สายตาเหลือบไปเห็นอาจารย์ณัฐวุฒิ สุวรรณทิพย์ทีมวิจัยมีสมาธิในการอ่านหนังสือมาก  (ดูรูปแล้วคล้ายอาจารย์ดร.เจิมศักดิ์ไหม ฮา)

  ตอนนักเรียนร่วมกันประเมินผลแบบ mind mapping เป็นการทำงานที่ดี ครูและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ ชาวบ้านแอบมาดูอย่างเงียบๆ

 ตอนนักเรียนนำเสนอว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง ได้ประเด็นหลายประเด็น เช่นในเรื่องป่าชายเลนที่นักเรียนได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้เรื่องในท้องถิ่นนอกจากภาษาอังกฤษ

  ตอนนักเรียนนำเสนอ ผู้เขียนเห็นอาจารย์จุ๋มคุยเรื่องเด็ก เราทั้งสองคนสังเกตว่าถุงเท้านักเรียนขาดมากๆ ตอนนี้เลยคิดว่า ถ้าเราช่วยเหลือกันในด้านการศึกษา ด้านความเป็นอยู่ของนักเรียน ความด้อยโอกาสในด้านการศึกษา ในด้านความเป็นอยู่คงดีขึ้น ลองมาคิดดูง่ายนะครับ เรามีเสื้อผ้าตั้งหลายชุด หลายคนมีรองเท้าหลายคู่มาก แต่นักเรียนบางคนฐานะยากจนมีรองเท้าถุงเท้าเพียงคู่เดียว ใช้มานานหลายปีมาก

 ถ้านักเรียนขาดในด้านความรู้ ขาดสิ่งของสำหรับการเรียนรู้เราในฐานะคนหนึ่งในสังคม จะนิ่งดูดายเฉยๆหรือ …

 

  ก่อนกลับมาที่กรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบิน delay มาเกือบทุ่มกว่า ผู้เขียนได้พบคุณแสงแห่งความดีและน้องดวงใจด้วย คุณแสงเอาลูกหยีและกาแฟOTOP ของเขาทะลุ(Kaothalu) มาฝาก ขอบคุณครับ น้องดวงใจจะไม่ยอมกลับบ้าน(เนื่องจากเห็นคนหน้าตาดี ฮา)

  ขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกๆๆท่านที่ช่วยเหลือให้โครงการผ่านไปได้ด้วยดี ขอบคุณทุกๆๆท่านด้วยครับที่เข้ามาอ่าน..