อาจยังไม่ต้องบอกเขาว่าทั้งต้นไม้และไก่เหล่านั้นคือ “ทรัพย์สมบัติ” หรือ “ของรัก” ของเขา เพราะผมเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้นั้น เขาคงเข้าใจเองได้อย่างไม่ยากเย็น

 

(๑)

ดูเหมือนตัวเองจะแก่ขึ้นทุกวัน  เพราะในแต่ละวัน ก็ดูจะเอาจริงเอาจังกับการโหยหาความเยาว์วัยของชีวิตที่ล่วงมาอย่างไม่รู้จบ
       
ล่าสุดถึงขั้นปักหลักปักฐานปลูกกระท่อมเล็กๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว  พร้อมๆ กับการตั้งคำถามตัวเองว่า  “อยากให้กระท่อมที่สมมุติว่าเป็นบ้านมีอะไรบ้าง?” 
        คำตอบที่ว่านั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องต้นไม้  พืชผัก  สระน้ำ ปลา เป็ด ไก่  วัว ควาย  ชิงช้า หรือไม่ก็สถานที่ผูกเปลนอนอ่านหนังสือ...
        แน่นอนครับ  คำตอบเหล่านั้น  คือผลพวงของการที่ผมหลับตาย้อนไปค้นภาพความทรงจำในสมัยที่ตนเองกำลังเป็นเด็กล้วนๆ 
        และทุกอย่าง  ผมก็ล้วนเคยได้คลุกคลี “ลงมือเลี้ยง ลงมาปลูก”  มาแล้วทั้งสิ้น  หากแต่ตอนนี้ สารภาพอย่างไม่กลัวเสียฟอร์มเลยว่า “ลืม” ไปเกือบสิ้นแล้ว

 

 

....................................................................................................

 

(๒)


ล่าสุดเมื่อสักสองสัปดาห์ที่แล้ว  ผมพาลูกๆ  กลับไปบ้านเกิดที่กาฬสินธุ์อีกครั้ง 
         ครั้งนั้นเราไปอย่างมีจุดหมายชัดเจน  นั่นคือต้องการกลับไปดูต้นไม้ที่พวกเขาและปู่กับย่าได้ลงแรงช่วยกันปลูกบนแผ่นดินเกิดของต้นตระกูลเมื่อไม่นานมานี้
         ครานี้ เราขนเอาต้นไม้ติดรถไปด้วยหลายต้น  และที่สำคัญคือการขนเอา “ไก่บ้าน”  ไปด้วยหลายสิบตัว  ซึ่งไก่ที่ว่านั้น  ผมได้รับความอนุเคราะห์แบบฟรีๆ จาก “เจ้าก้อง” (วัฒนพงษ์  คงสืบเสาะ)
          ด้วยเหตุนี้  รถเก๋งคันเล็กของผม  จึงดูเหมือนไม่ต่างไปจากสวนเล็กๆ ดีๆ นั่นเอง – นั่งรถไปก็เหมือนกำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่  แถมยังมีเสียงไก่กังวานใสแทนเสียงนกเป็นระยะๆ...
         ครับ,  มันเป็นการเดินทางอันรื่นรมย์  มันเป็นการเดินทางที่มองเห็นจุดหมายปลายทางว่ามีอะไรรออยู่  และเป็นจุดหมายที่มองเห็นชัดว่าเรากำลังจะไปทำอะไร  ส่วนทำแล้วจะได้ผลยังไง  นั่นเป็นอีกโจทย์ของการเรียนรู้ที่ท้าทายและต้องใช้เวลาช่วยในการเติบโตอย่างมากโข

 

 

....................................................................................................

 

(๓)

 

การกลับบ้านพร้อมไก่หลายสิบตัวในครั้งนี้  ผมชวนให้ตัวเองกลับไปคิดถึงเรื่องราวในสมัยตัวเองเป็นนักเรียนหัวเกรียนที่บ้านเกิด
          ครั้งนั้น- ครูประจำชั้น  มอบหมายให้แต่ละคนจับไก่ตัวเมียมาจากบ้านคนละตัว  เพื่อมาหยอดวัคซีน  พร้อมๆ กับการสอนให้รู้ถึงหลักการเลี้ยงไก่  เลี้ยงยังไงให้โต เลี้ยงยังไงให้มันออกไข่  เลี้ยงยังไงให้ไก่ฟักไข่ออกลูกออกหลาน  และเลี้ยงยังไงถึงจะได้กินทั้งไก่และไข่...
          สมัยนั้น  ต้องยอมรับว่าเป็นชีวิตอันรื่นรมย์แห่งการเรียนรู้  ในแต่ละเดือนต้องพาไก่ตัวเดิมกลับไปให้ครูตรวจสอบอยู่เป็นประจำ  ไก่ใครตายคล้ายกับจะไม่ได้คะแนน  ไก่ใครไม่ตาย ก็กลายเป็นเรื่องน่าทึ่งของเพื่อนๆ...

 

          สำหรับผมแล้ว  การต้องจับไก่ไปโรงเรียนตามการเรียนนั้น  มันเป็นเรื่องสนุกและท้าทายไม่ใช่ย่อย  เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมี “ทรัพย์สมบัติ” หรือ "ของรัก"  เป็นของตัวเอง และสมบัติที่ว่านั้นก็คือ “ไก่” นั่นแหละ
          แทบไม่น่าเชื่อ ไก่เพียงตัวเดียว  มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมมี “ทรัพย์สมบัติ”  หรือ “ของรัก”  เป็นของตัวเอง  เคยกระทั่งพยายามตื่นแต่เช้าๆ ให้ทันไก่ขัน เพื่อลุ้นว่า เสียงไก่ที่ขันนั้นเป็นเสียงไก่ที่เราเลี้ยงหรือเปล่า  พอเลิกเรียนก็ฉวยเอาข้าวเปลือก หรือข้าวเหนียวแห้งๆ  มาโปรยมาหว่านให้ไก่ได้กินอย่างไม่อิดออด
          รวมถึงการปกป้องไก่แสนรักตัวนี้ด้วยตนเอง  โดยการประกาศห้ามไม่ให้คนในครอบครัวจับมันมาเชือดเป็นอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของทุกคน  หรือแม้แต่ห้ามจับมาทำเป็นกับแกล้มเลี้ยงเจ้าขุนมูลนายที่มาจากทางจังหวัด...

 



 

....................................................................................................

 

(๔) 

 

ครั้งนี้  ผมและลูกๆ หรือแม้แต่ปู่กับย่าของน้องดินและน้องแดน  หันกลับไปสู่ห้วงบรรยากาศเช่นนั้นอีกครั้ง 
         น้องดินและน้องแดนลงแรงทำเล้าไก่ (คอกไก่)  ช่วยปู่และย่าอย่างสนุก  เรียกได้ว่า ทำจริง “เฮ็ดจริง”  ไม่สร้างภาพ
         พวกเขาตื่นเต้นกับการงานในครั้งนี้  ตื่นเต้นกับการจะได้เป็นเจ้าของไก่แสนรักคนละตัวสองตัว  
         น้องดินจับจองไก่ตัวเมียที่กำลังเป็นสาวเต็มตัว 
         ส่วนเจ้าจุกเน้นย้ำไก่ตัวผู้ที่เป็น “ไก่ชน”  แบบไม่ลังเล  แถมย้ำกับคุณย่าหนักแน่นว่าจะอุ้มไก่ตัวที่ว่านั้นไป “ชน”  กับไก่ของเพื่อนร่วมรุ่นในหมู่บ้าน

 



          ครับ,  ครั้งก่อนโน้นผมคุยกับลูกๆ ถึงการเป็นเจ้าของต้นไม้คนละต้นสองต้น  พร้อมๆ กับการหาเวลากลับบ้านเพื่อไปดูแลต้นไม้เหล่านั้น  และให้ถือว่าต้นไม้เหล่านั้น  เป็นเพื่อนของเราเอง...และให้ถือว่าต้นไม้เหล่านั้น  เป็นเพื่อนในครอบครัวของเรา
         ถัดจากนี้ไป,  ผมก็ยังจะใช้แนวคิดเดิมๆ  กับลูกๆ  นั่นคือ  ชวนพวกเขากลับบ้านไปดู “ไก่” ของตัวเอง...

 


         ถึงตอนนี้  มันอาจยังไม่จำเป็นต้องบอกว่า  นั่นคือกระบวนการของการนำพาพวกเขากลับไปซึมซับอ้อมกอดของแผ่นดินเกิด หรือเรียนรู้ความเป็นรากเหง้าของพวกเขา  และมันอาจยังไม่ต้องบอกเขาว่าทั้งต้นไม้และไก่เหล่านั้นคือ “ทรัพย์สมบัติ” หรือ “ของรัก”  ของเขา  เพราะผมเชื่อว่า  ในอนาคตอันใกล้นั้น  เขาคงเข้าใจเองได้อย่างไม่ยากเย็น 
        วันนี้, ขอเพียงเขามีความสุขกับการได้กลับบ้านไปเยี่ยมปู่กับย่าก็พอแล้ว
        เพราะที่ๆ เขากลับไปนั้น  มันเป็นรากเหง้าของต้นตระกูลของพวกเขาเอง


 

ครับ,  ไม่รู้สิ  ตอนนี้ผมรู้สึกและเข้าใจอย่างแน่นหนักเหลือเกินว่า บ้าน หรืออะไรก็เถอะที่สะท้อนความเป็นรากเหง้าของชีวิตนั้น  มันคือทรัพย์สมบัติ,ทรัพย์สิน หรือของรักของเราอย่างไม่ต้องสงสัย