
(๑)
ดูเหมือนตัวเองจะแก่ขึ้นทุกวัน
เพราะในแต่ละวัน
ก็ดูจะเอาจริงเอาจังกับการโหยหาความเยาว์วัยของชีวิตที่ล่วงมาอย่างไม่รู้จบ
ล่าสุดถึงขั้นปักหลักปักฐานปลูกกระท่อมเล็กๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว
พร้อมๆ กับการตั้งคำถามตัวเองว่า “อยากให้กระท่อมที่สมมุติว่าเป็นบ้านมีอะไรบ้าง?”
คำตอบที่ว่านั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องต้นไม้ พืชผัก
สระน้ำ ปลา เป็ด ไก่ วัว ควาย ชิงช้า
หรือไม่ก็สถานที่ผูกเปลนอนอ่านหนังสือ...
แน่นอนครับ
คำตอบเหล่านั้น
คือผลพวงของการที่ผมหลับตาย้อนไปค้นภาพความทรงจำในสมัยที่ตนเองกำลังเป็นเด็กล้วนๆ
และทุกอย่าง
ผมก็ล้วนเคยได้คลุกคลี “ลงมือเลี้ยง ลงมาปลูก”
มาแล้วทั้งสิ้น หากแต่ตอนนี้ สารภาพอย่างไม่กลัวเสียฟอร์มเลยว่า
“ลืม” ไปเกือบสิ้นแล้ว


....................................................................................................
(๒)
ล่าสุดเมื่อสักสองสัปดาห์ที่แล้ว
ผมพาลูกๆ
กลับไปบ้านเกิดที่กาฬสินธุ์อีกครั้ง
ครั้งนั้นเราไปอย่างมีจุดหมายชัดเจน
นั่นคือต้องการกลับไปดูต้นไม้ที่พวกเขาและปู่กับย่าได้ลงแรงช่วยกันปลูกบนแผ่นดินเกิดของต้นตระกูลเมื่อไม่นานมานี้
ครานี้
เราขนเอาต้นไม้ติดรถไปด้วยหลายต้น และที่สำคัญคือการขนเอา
“ไก่บ้าน” ไปด้วยหลายสิบตัว ซึ่งไก่ที่ว่านั้น
ผมได้รับความอนุเคราะห์แบบฟรีๆ จาก “เจ้าก้อง” (วัฒนพงษ์
คงสืบเสาะ)
ด้วยเหตุนี้ รถเก๋งคันเล็กของผม
จึงดูเหมือนไม่ต่างไปจากสวนเล็กๆ ดีๆ นั่นเอง –
นั่งรถไปก็เหมือนกำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนเล็กๆ
ที่อัดแน่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่
แถมยังมีเสียงไก่กังวานใสแทนเสียงนกเป็นระยะๆ...
ครับ,
มันเป็นการเดินทางอันรื่นรมย์
มันเป็นการเดินทางที่มองเห็นจุดหมายปลายทางว่ามีอะไรรออยู่
และเป็นจุดหมายที่มองเห็นชัดว่าเรากำลังจะไปทำอะไร
ส่วนทำแล้วจะได้ผลยังไง
นั่นเป็นอีกโจทย์ของการเรียนรู้ที่ท้าทายและต้องใช้เวลาช่วยในการเติบโตอย่างมากโข


....................................................................................................
(๓)
การกลับบ้านพร้อมไก่หลายสิบตัวในครั้งนี้
ผมชวนให้ตัวเองกลับไปคิดถึงเรื่องราวในสมัยตัวเองเป็นนักเรียนหัวเกรียนที่บ้านเกิด
ครั้งนั้น- ครูประจำชั้น
มอบหมายให้แต่ละคนจับไก่ตัวเมียมาจากบ้านคนละตัว
เพื่อมาหยอดวัคซีน พร้อมๆ
กับการสอนให้รู้ถึงหลักการเลี้ยงไก่ เลี้ยงยังไงให้โต
เลี้ยงยังไงให้มันออกไข่
เลี้ยงยังไงให้ไก่ฟักไข่ออกลูกออกหลาน
และเลี้ยงยังไงถึงจะได้กินทั้งไก่และไข่...
สมัยนั้น
ต้องยอมรับว่าเป็นชีวิตอันรื่นรมย์แห่งการเรียนรู้
ในแต่ละเดือนต้องพาไก่ตัวเดิมกลับไปให้ครูตรวจสอบอยู่เป็นประจำ
ไก่ใครตายคล้ายกับจะไม่ได้คะแนน ไก่ใครไม่ตาย
ก็กลายเป็นเรื่องน่าทึ่งของเพื่อนๆ...

สำหรับผมแล้ว การต้องจับไก่ไปโรงเรียนตามการเรียนนั้น
มันเป็นเรื่องสนุกและท้าทายไม่ใช่ย่อย
เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมี “ทรัพย์สมบัติ” หรือ
"ของรัก" เป็นของตัวเอง
และสมบัติที่ว่านั้นก็คือ “ไก่” นั่นแหละ
แทบไม่น่าเชื่อ ไก่เพียงตัวเดียว มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมมี
“ทรัพย์สมบัติ” หรือ “ของรัก”
เป็นของตัวเอง เคยกระทั่งพยายามตื่นแต่เช้าๆ ให้ทันไก่ขัน
เพื่อลุ้นว่า
เสียงไก่ที่ขันนั้นเป็นเสียงไก่ที่เราเลี้ยงหรือเปล่า
พอเลิกเรียนก็ฉวยเอาข้าวเปลือก หรือข้าวเหนียวแห้งๆ
มาโปรยมาหว่านให้ไก่ได้กินอย่างไม่อิดออด
รวมถึงการปกป้องไก่แสนรักตัวนี้ด้วยตนเอง
โดยการประกาศห้ามไม่ให้คนในครอบครัวจับมันมาเชือดเป็นอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของทุกคน
หรือแม้แต่ห้ามจับมาทำเป็นกับแกล้มเลี้ยงเจ้าขุนมูลนายที่มาจากทางจังหวัด...



....................................................................................................
(๔)
ครั้งนี้ ผมและลูกๆ
หรือแม้แต่ปู่กับย่าของน้องดินและน้องแดน
หันกลับไปสู่ห้วงบรรยากาศเช่นนั้นอีกครั้ง
น้องดินและน้องแดนลงแรงทำเล้าไก่ (คอกไก่)
ช่วยปู่และย่าอย่างสนุก เรียกได้ว่า ทำจริง “เฮ็ดจริง”
ไม่สร้างภาพ
พวกเขาตื่นเต้นกับการงานในครั้งนี้
ตื่นเต้นกับการจะได้เป็นเจ้าของไก่แสนรักคนละตัวสองตัว
น้องดินจับจองไก่ตัวเมียที่กำลังเป็นสาวเต็มตัว
ส่วนเจ้าจุกเน้นย้ำไก่ตัวผู้ที่เป็น “ไก่ชน” แบบไม่ลังเล
แถมย้ำกับคุณย่าหนักแน่นว่าจะอุ้มไก่ตัวที่ว่านั้นไป “ชน”
กับไก่ของเพื่อนร่วมรุ่นในหมู่บ้าน





ครับ, ครั้งก่อนโน้นผมคุยกับลูกๆ
ถึงการเป็นเจ้าของต้นไม้คนละต้นสองต้น พร้อมๆ
กับการหาเวลากลับบ้านเพื่อไปดูแลต้นไม้เหล่านั้น
และให้ถือว่าต้นไม้เหล่านั้น
เป็นเพื่อนของเราเอง...และให้ถือว่าต้นไม้เหล่านั้น
เป็นเพื่อนในครอบครัวของเรา
ถัดจากนี้ไป,
ผมก็ยังจะใช้แนวคิดเดิมๆ กับลูกๆ นั่นคือ
ชวนพวกเขากลับบ้านไปดู “ไก่” ของตัวเอง...

ถึงตอนนี้
มันอาจยังไม่จำเป็นต้องบอกว่า
นั่นคือกระบวนการของการนำพาพวกเขากลับไปซึมซับอ้อมกอดของแผ่นดินเกิด
หรือเรียนรู้ความเป็นรากเหง้าของพวกเขา
และมันอาจยังไม่ต้องบอกเขาว่าทั้งต้นไม้และไก่เหล่านั้นคือ
“ทรัพย์สมบัติ” หรือ “ของรัก” ของเขา
เพราะผมเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้นั้น
เขาคงเข้าใจเองได้อย่างไม่ยากเย็น
วันนี้,
ขอเพียงเขามีความสุขกับการได้กลับบ้านไปเยี่ยมปู่กับย่าก็พอแล้ว
เพราะที่ๆ
เขากลับไปนั้น
มันเป็นรากเหง้าของต้นตระกูลของพวกเขาเอง

ครับ, ไม่รู้สิ ตอนนี้ผมรู้สึกและเข้าใจอย่างแน่นหนักเหลือเกินว่า บ้าน หรืออะไรก็เถอะที่สะท้อนความเป็นรากเหง้าของชีวิตนั้น มันคือทรัพย์สมบัติ,ทรัพย์สิน หรือของรักของเราอย่างไม่ต้องสงสัย
อิ่มเอม อมยิ้ม ได้เห็นภาพสองหนุ่มน้อย ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แน่นอนค่ะ
เป็นการเดินทางอันรื่นรมย์ มันเป็นการเดินทางที่มองเห็นจุดหมายปลายทางว่ามีอะไรรออยู่ และเป็นจุดหมายที่มองเห็นชัดว่าเรากำลังจะไปทำอะไร ส่วนทำแล้วจะได้ผลยังไง นั่นเป็นอีกโจทย์ของการเรียนรู้ที่ท้าทายและต้องใช้เวลาช่วยในการเติบโต
... ส่วนเรื่องแก่ ๆ ไม่เอาไม่พูดค่ะ หุ หุ .. เดินทางปลอดภัย ค่ะ ;)
พี่ชอบใจนะคะ ที่อาจารย์สอนลูกให้รู้จักธรรมชาติ สอนให้เป็นเจ้าของไก่เลี้ยงไก่ ปลูกต้นไม้
เจ้าตัวเล็ก ในภาพตอนแรก คงจะคิดว่าจะทอย่างไร เลี้ยงไก่ แบบไหน พอปู่พาทำเล้าไก่แล้ว ดูท่าจะชอบใจ
บ้านในฝันของพี่เลยคะ พี่อยากได้บ้านแบบนี้ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ มีสระน้ำ เลี้ยงปลา ทำสวนแบบพออยู่ได้ ผูกเปลญวน นอนอ่านหนังสือ
คุณแผ่นดิน
ถ้าหลายๆคนเราหันกลับมาใช้วิถีชีวิตแบบดังเดิมโลกของเราจะน่าอยู่ไม่เกิดภาะโลกร้อน
ประทับใจกับการเอาใส่ใจดูแลต้นไม้ของต้นกล้าต้นนี้มากค่ะ..
สวัสดีค่ะอ.แผ่นดิน
*** เคยฝึกให้ลูกสาวเลี้ยงไก่บ้านเหมือนน้องดิน แต่มันซนมากเลยค่ะ เลยต้องให้คนอื่นไป
*** การมีบ้านที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางเช่นนี้ ดูเหมือนมีอาณาจักรเป็นของคนเองเลยนะคะ น่าอิจฉาจัง
สวัสดีครับ คุณปู poo
เป็นการเดินทางอันรื่นรมย์ มันเป็นการเดินทางที่มองเห็นจุดหมายปลายทางว่ามีอะไรรออยู่ และเป็นจุดหมายที่มองเห็นชัดว่าเรากำลังจะไปทำอะไร ส่วนทำแล้วจะได้ผลยังไง นั่นเป็นอีกโจทย์ของการเรียนรู้ที่ท้าทายและต้องใช้เวลาช่วยในการเติบโต
ถ้อยคำข้างต้นนั้น มาจากแนวคิดสองประการหลักคือ (1) ผมเชื่อว่า หากลงมือทำสิ่งใดแล้ว ผลพวงของการลงมือ มันย่อมมีทั้งที่ทำได้-ทำไม่ได้ แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจในผลพวงของสิ่งนั้นๆ อย่างน้อยก็ต้องเข้าใจแหละว่า.... "ยังได้ทำ" ซึ่งมันดีกว่า "ไม่ทำ" หรือ "ไม่ลงมือทำ" (2) ผมเชื่อว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ การเรียนรู้คือเครื่องมือ หรือกระบวนการของการมีชีวิตอยู่...
นั่นคือที่มาของกระลวนคิดในข้างต้น นะครับ...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ไก่ประกาย~natachoei ที่~natadee
ช่วงหลังผมเหมือนพร่ำบ่น,พร่ำเพ้อถึงแนวทางการใช้ชีวิตในทำนองนี้ จนบางคนแซวว่า แก่แล้ว,...ปลงแล้ว
จริงๆ ผมว่าเรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ ไม่ใช่เรื่องของคนที่ปลงตกกับโลกและชีวิต แต่ผมเห็นว่า มันเป็นความหมายของการใช้ชีวิตที่เราค้นพบ และสิ่งที่เราค้นพบ ก็เป็นจุดแรกเริ่มของชีวิตในเยาว์วัยของเรานั่นเอง...
ก็จะพยายามทำในสิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุด...
จะสำเร็จได้หรือไม่ ก็คงตอบตอนนี้ไม่ได้ รู้แต่เพียงว่า "คิดและอยากทำ" เช่นนี้จริงๆ...
ยิ่งเมื่อคืนได้นอนดูดาว, ได้นอนฟังเสียงฝนตกกระทบหลังคา ยิ่งมีความสุข
มันนานมากแล้วที่ชีวิต ไม่เคยได้สัมผัสความสุขเช่นนั้น
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณ ท้องฟ้า
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ...
วันก่อนเราจับเข่าคุยกับนิสิต และน้องๆ ในที่ทำงาน
สิ่งหนึ่งที่ผมเกริ่นไว้ก็คือ เสียดายเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ผมไม่ได้ปลูกต้นไม้ไว้เลย..
ถ้าปลูกไม้สัก 10-20 ต้น วันนี้ ต้นไม้เหล่านั้น ก็คงโตใหญ่เป็นร่มเงาอยู่หลายต้น หรือแม้แต่การได้ใช้ประโยชน์จากต้นไม้เหล่านั้นในแง่มุมต่างๆ
ตอนนี้ มันเหมือนเริ่มต้น
บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า สายไปแล้วหรือยัง...
แต่กระนั้น ก็ยังดีใจที่รู้สึกว่า ได้เริ่มต้นบ้างแล้ว...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ครูแป๋ม
การกลับบ้านในแต่ละครั้ง จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากการเติมพลังชีวิตให้กับตัวเอง และคนที่บ้าน...
เมื่อคืนนอนที่กระท่อม อบอุ่นกันมาก...
หลังเที่ยงคืน ตื่นมาเดินเล่น ดูดาวเกลื่อนฟ้า...
ฟังเสียงจิ้งหรีด และเขียดเปล่งเสียงร้องแบบสมถะ...
สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้สัมผัสมาอย่างยาวนานแล้ว
มันเหมือนเรียกความทรงจำอันแสนสุขกลับมาสู่ชีวิต...
นั่นคือสิ่งที่บ้านเกิด หรือรากเหง้าไม่เคยเปลี่ยนไป...
...ขอบคุณครับ...
สวัสดีครับ อ.กิติยา เตชะวรรณวุฒิ
หลังจากผ่านพ้นไปได้สักสัปดาห์เศษ ปรากฏว่าไก่ถูกปล่อยอิสระ และทุกตัวก็กลับเข้าเล้าอย่างเป็นปกติ มีเพื่อนบ้านเอาไก่อีกหลายตัวมาให้เลี้ยง พลอยให้ตอนนี้เริ่มมีไก่หลายตัวมากแล้ว...เสียดายก็แต่ตอนนี้ ยังหารถมาขุดสระไม่ได้ พอๆ กับลุ้นระลึกว่าปีนี้จะมีน้ำทำนากันหรือเปล่า...
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม นะครับ
-อ่านและมองภาพแล้วทำให้เกิดมุมคิดดังนี้ "ทรัพย์สินบางอย่างเป็นทรัพย์สินทางปัญญา" ควรดูแลรักษา
-ถ้าหากว่าเกิดถูกทำลาย เรานึกสงสารคนที่สร้าง....เคยอ่านบทความหรือหนังสือ ของท่าน ว.วชิรเมธี
"ความกตัญญู..ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
แต่เราทุกคนควรบัญญัติไว้ในชีวิต
ในฐานะคุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ที่ดี"
-ถ้าคุณกตัญญูต่อชาติ
ไม่มีทางเลยที่คุณจะฉ้อราษฎร์บังหลวง
-ถ้าคุณกตัญญูต่อศาสนา
ไม่มีทางเลยที่คุณจะเป็นคนเลว
-ถ้าคุณกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์
ไม่มีทางเลยที่คุณจะจาบจ้วงล่วงเกิน
-ถ้าคุณกตัญญูต่อมารดาบิดา
ไม่มีทางเลยที่คุณจะทำให้ท่านน้ำตาตก
-ถ้าคุณกตัญญูต่อครูบาอาจารย์
ไม่มีทางเลยที่คุณจะไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ
-ถ้าคุณกตัญญูต่อตนเอง
ไม่มีทางเลยที่คุณจะตกเป็นทาสยาเสพติด
-ถ้าคุณกตัญญูต่อเวลา
ไม่มีทางเลยที่คุณจะหายใจทิ้งไปเพียงวันๆ
-ถ้าคุณกตัญญูต่ออาหาร
ไม่มีทางเลยที่คุณจะกินทิ้งกินขว้าง
-ถ้าคุณกตัญญูต่อความรู้
ไม่มีทางเลยที่คุณจะนำความรู้ไปทำความเลว
-ถ้าคุณกตัญญูต่อความรัก
ไม่มีทางเลยที่คุณจะนอกใจคู่รักของตน
-ถ้าคุณกตัญญูต่อความนับถือ
ไม่มีทางเลยที่คุณจะทำตนเป็นคนสองหน้า
-ถ้าคุณกตัญญูต่อความซื่อสัตย์
ไม่มีทางเลยที่คุณจะทุจริตประพฤติมิชอบ
-ถ้าคุณกตัญญูต่อครอบครัว
ไม่มีทางเลยที่คุณจะทำให้ครอบครัวแตกแยก
-ถ้าคุณกตัญญูต่อสิ่งแวดล้อม
ไม่มีทางเลยที่คุณจะตัดไม้ทำลายป่า
-ถ้าคุณกตัญญูต่อผืนดิน
ไม่มีทางเลยที่คุณจะปล่อยสารพิษลงสู่แผ่นดิน
-ถ้าคุณกตัญญูต่อผืนน้ำ
มีทางเลยที่คุณจะปล่อยของเสียลงในแม่น้ำ
-ถ้าคุณกตัญญูต่อผืนฟ้า
ไม่มีทางเลยที่คุณจะปล่อยมลพิษขึ้นสู่นภากาศ
-ถ้าคุณกตัญญูต่อโลก
ไม่มีทางเลยที่คุณจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์
-ถ้าคุณกตัญญูต่อมนุษยชาติ
ไม่มีทางเลยที่คุณจะก่อสงครามทุกรูปแบบ
-ถ้าคุณกตัญญูต่อชีวิต
ไม่มีทางเลยที่คุณจะปล่อยให้ชีวิตไม่ได้ลิ้มอมตะธรรม
อิอิอิ นับว่าทุกอย่างถือเป็นความกตัญญูได้หมดเลย
สบายดีนะ...ไม่ได้ทักทายนานแล้วนะ
สวัสดีค่ะน้องอาจารย์
ช่วยหล่อหลอมให้เด็ก ๆ ภาคภูมิใจในรากเหง้าและวิถีชีวิตแห่งบรรพชน
@ รอยทางบนรอยใจ
หล่อหลอมให้ไม่ลุ่มหลง
จุดยืนอันมั่นคง
ย่อมเสริมส่งให้ยั่งยืน...
@รากเหง้าแห่งตัวตน
เคี่ยวให้ข้นมิฝืดฝืน
ผ่านพ้นทุกวันคืน
เพื่อรู้ตื่นรู้เบิกบาน
ดอกไผ่
สวัสดีค่ะอาจารย์
* ความทรงจำเมื่อครั้งยังเยาว์ ที่เติบโตมาท่วมกลางธรรมชาติ แวดล้อมด้วยครอบครัว ญาติมิตรเพื่อนบ้านที่มีน้ำใจไมตรีเอื้ออาทรต่อกัน วิถีชีวิตที่แสนเรียบง่ายสงบ เป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมได้ ยิ่งวันเวลาผ่านไปก็ยิ่งถวิลหาวันเวลาเก่าๆ นั้น
* ชื่นชมกระบวนการปลูกฝังลูก ให้ซึมซับอ้อมกอดของแผ่นดินเกิด พาไปเยี่ยมปู่ย่า เรียนรู้ในความเป็นรากเหง้าของบรรพบุรุษ ฝึกให้เขาใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์
* ชอบบันทึกของอาจารย์ ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่จบด้วยถ้อยความที่เป็นเชิงรำพึงอยู่ในห้วงคำนึงเสมอ.... ประทับใจและอิ่มเอมใจที่ได้อ่านเรื่องราวของอาจารย์ค่ะ แม้ว่าจะไม่ค่อยมีโอกาสมาเยี่ยมได้บ่อยเท่าที่ควร แต่มาคราใดอิ่มใจ และได้สิ่งดีๆ กลับไปด้วยใจที่เบิกบานทุกครั้ง
ขอบคุณมากค่ะ
ด้วยความระลึกถึงค่ะ
สวัสดีครับ อ.ภัทรานิษฐ์
ขอบพระคุณสำหรับการนำพาข้อคิดอันงดงามและเต็มไปด้วยพลังมาฝากนะครับ...
ล่าสุดในเวทีวิชาการแห่งหนึ่ง มีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมมากกว่า 50 แห่ง มีจำนวนคนมากกว่า 200 คน โดยมีการประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดกันในประเด็นต่างๆ ที่ควรขับเคลื่อนอย่างมีระบบ มีกระบวนการและเป็นรูปธรรมแก่นิสิตนักศึกษา นั่นก็คือประเด็นเกี่ยวกับ "ความกตัญญู" ...
แต่มีข้อสังเกตว่า พอถามว่า "กตัญญู" คืออะไร หรืออะไรบ้างที่ต้องชี้เป้า หรือนำมาขับเคลื่อน เพราะคำว่ากตัญญูเป็นคำที่กว้าง ควรมองให้ชัด เอาให้ชัดว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งก็น่าคิดครับ มันไม่ชัดจริงๆ...
แต่ที่อาจารย์หยิบยกมานี้ คือประเด็นที่เกี่ยวข้องชัดแจ้งเลยทีเดียว...ไม่ว่าจะเป็น
ขอบพระคุณอีกครั้ง นะครับ
สวัสดีค่ะ
เด็กๆน่ารัก น่าชม มากค่ะกับธรรมชาติ บ้านอาจารย์ เด็กๆคงคิดถึงไก่ ทุกวันนะคะ ต้นไม้งามแล้ว ปลูกมากๆนะคะ ให้เป็นป่าน้อยๆเลย ไม้ผลที่กินได้ อีกหน่อยเด็กๆก็ไป ขึ้นต้น เด็ด สอย จากต้นที่ปลูกเอง มีน้ำที่ตักง่ายใช้สะดวกหรือเปล่าค่ะ ที่บ้านพี่ดาที่สุพรรณขนาดมีคลองหน้าบ้านแต่มีถนนกั้น มีร่องน้ำชลประทาน ติดบ้าน และบ่อน้ำเล็กๆในบ้าน ตอนนี้มีปัญหาน้ำไม่พอรดต้นไม้ ผัก ฯ ที่ของอาจารย์คงมีบ่อบาดาลหรือสระน้ำ นะคะ อากาศร้อนมากๆ เมื่อน้ำเข้าบ่อน้ำในบ้านก็แห้งเร็วเพราะบ่อน้ำไม่ลึก ส่วนที่น้องชายทำนาและสวนมะม่วงมะพร้าว น้ำก็น้อยมาก ตรงนั้นมีสระน้ำกว้างแต่น้ำทำร่องน้ำไปไม่ถึงกันหากน้ำแห้ง ฝนไม่ตกเลยที่สุพรรณ พี่ดาเห็นข่าว ในหลวง พระองค์ท่านมีพระดำริเพิ่มในการทำฝนเทียมให้ได้ผลมากขึ้น พระองค์ท่านนึกถึงความเดือดร้อนของประชาชนเสมอ พร้อมแก้ปัญหาให้ทุกอย่าง เกษตรกรตอนนี้เดือดร้อนเรื่องน้ำมากหลายแห่งนะคะ คงปลูกมะกรูดมะนาวแล้วนะคะ
ความสุขของคนเราอยู่ที่การได้ทำในสิ่งที่เราหวัง และตั้งใจ
คนรอบข้างมีความสุข
สำคัญคือเราไม่ได้สร้างภาระให้กับใคร
น่าอิจฉาในอนาคตข้างหน้าถ้าคุณแผ่นดินเติมกระท่อมหลังนี้ลงไปให้ครบตามส่วนประกอบที่วางไว้
จะเป็นที่ ที่น่าอยู่ที่สุดเมื่อเราต้องการักผ่อนจากการงานที่เหนื่อยมานานแสนนาน
สวัสดีค่ะ อดีตเด็กมมส.ค่ะ
แวะมาให้กำลังใจค่ะ สบายดีน่ะค่ะ
ได้อ่านแล้วทำให้คิดถึงบ้านจังเลยค่ะ
สวัสดีท่านอาจารย์ครับ
อ่านแล้วอิ่ม สุขใจนะครับ
บ้านที่เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ อยู่อย่างเงียบๆ เรียบง่าย
ได้ลงมือทำอะไรหลายอย่างด้วยตัวเอง
เป็นฝันของหลายๆคนนะครับ รวมทั้งผมด้วยครับ
ขอบพระคุณที่ร่วมแบ่งปันความฝันนะครับ..