หลังจากดิฉันได้เล่าว่าเขาคุยอะไรกันในวันนั้นใน ตอนที่1 วันนี้ของมองในมุมมองผู้จัด ประเด็นความหลากหลายของผู้เข้าร่วมโครงการส่งผลอย่างไรกับโครงการ วันนั้นกลุ่มผู้เข้ามี 4 กลุ่มคน คือ
             1.คนเขียน blog มาระยะหนึ่ง ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบในตัวเอง กลุ่มหนึ่งจะเข้าใจเจตนาของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ของ gotoknow.org และพยายามทำตนเป็นตัวช่วยให้ gotoknow.org อย่างยั่งยืนอยู่ตามเจตนารมณ์เดิม  อีกกลุ่ม เข้ามาอ่าน เขียน ศึกษาผู้คน ไม่ได้มุ่งหวังจะได้อะไรมาพบโดยบังเอิญเห็นว่าน่าสนใจจึงแวะเวียน
            2.กรรมการ KM มอ.(ซึ่งเป็นผู้ใหญ่)และส่วนใหญ่เป็นผู้อ่านยังไม่ได้ลงมือเขียน (ตั้งใจจะให้ ร่วม train การใช้ blog v.2 ในช่วงบ่าย)
            3.คุณเอื้อของคณะ หน่วยงาน(ไม่เคยเข้า blog มาก่อน) 
            4.คนเขียนแลกเปลี่ยน ส่งข่าวในวง psu.km ใน มอ. ยังไม่เคยมาเขียนใน gotoknow.org    
     
         เดิมตั้งใจพูดคุยประเด็นร่วม "blog ขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างไร"  ใน มอ.เท่าที่ดิฉันสังเกตุสังเกตจับตามอง ดิฉันรู้ได้ว่าคนที่เขียนมาสักระยะ จะเริ่มมีตัวตน มีรูปแบบการนำเสนอ มีการเชื่อมโยงเอาประสบการณ์จากการทำงานมาเขียนได้แล้ว (วิเคราะห์เฉพาะคนเขียน ในมอ.นะคะ) คนเขียนมือใหม่จะได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนจาก "คนเขียนติด" แล้วแปลงการเขียนของตนให้นำสู่การขับเคลื่อนองค์กรได้ (นี่เป็นการวางแผนของโครงการไว้ว่าจะให้เกิดประโยชน์จาก วง ในวันนั้น)
         2 ชั่วโมงในช่วงเช้า  คนที่เขียนจริงจะเป็นวัตถุดิบในการแลกเปลี่ยน มีไม่กี่คนส่วนคนที่ร่วมฟังจะเป็นผลพลอยได้ให้เกิดฮึกเฮิมใช้ blog เพื่อการขับเคลื่อนองค์กร
           2 ชั่วโมงในช่วงบ่าย จะเป็นการ train version 2  และเป็นช่วงผู้ใช้พบนักพัฒนาเพื่อสื่อสารสองทางให้เกิดความเข้าใจในเจตนา ของ v. 2 ที่ปรับเปลี่ยนไป พอสมควร ฟ้าเอื้ออำนวยให้มีคนมาเข้าร่วมโครงการ จำนวน 45 คน มากพอควร แต่มีความแต่งต่างกันในที่มา จาก 4 พื้นฐานที่กล่าวข้างต้น ทางผู้จัดเห็นหน้าเห็นตาแล้ว กังวลพอควร "กลัวจะพูดกันคนละภาษา" และแล้วก็เป็นจริง จากที่มุ่งจุดเน้นอยากให้แลกเปลี่ยนประเด็น "blog สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างไร"  กลายเป็น "ท่านรู้จัก gotoknow ในมุมไหน อย่างไร" ได้ความตามที่ เขียนไว้ใน ตอน 1 แล้ว  บรรยากาศดำเนินไปแบบเรียกว่าไม่สะใจดิฉัน อันเกิดจากสถานการณ์ความต่างของกลุ่ม แต่ก็ดำเนินไปได้ในช่วงเช้าโดยมี "คนสายพันธ์นักจัดการความรู้" เป็นตัวช่วย ช่วยกันช่วยกันแบบ"ช่วยจันทร์ถูกราหูอม" เลยหล่ะค่ะ ไม่เชื่อถาม พี่เม่ย พี่โอ๋  อ.หมอปารมี และ  อ.จันทวรรณ คุณรัตติยา คุณตุมปัง ได้  ดิฉันสัมผัสได้ว่าเรารู้ว่าเราต้องช่วยกันให้เวทีนี้มีคุณค่า มีความสมบูรณ์ มีการ ลปรร.มากที่สุด เราช่วยกันโดยมิได้นัดกันล่วงหน้า สิ่งที่เกิดในวันนั้น เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ความเป็นตัวตน การยอมรับผู้อื่น ซึ่งสายสัมพันธ์ที่สร้างสรรสร้างสรรค์นี้ ก่อตัวขึ้นจากการที่ดิฉันติดตามความเป็นตัวตนของท่านที่เอ่ยนามจากการอ่านบันทึกใน blog โดยมิเคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อน
         ช่วงบ่าย การ Train version 2  มีคนที่ติดภารกิจในช่วงเช้าตามมาสมทบ ไม่กังวลมากเพราะกลุ่มคนที่แตกต่างไม่ได้เป็นอุปสรรคซึ่งวางแผนว่าจะเป็นการเรียนรู้ ใน ห้อง lab คอมพิวเตอร์ โดยหมายมั่นว่าจะ Train V.2  เพื่อคนที่ควรเขียนจะได้ลงมือเขียน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง ตัวคูณ วิทยากร  แต่บรรยากาศไม่เป็นใจ เรามิสามารถ ใช้ lab คอมได้ เราต้องสอนกันโดยใช้ powerpiont แทนกลายเป็นปัญหาของผู้เข้าร่วม  ที่ไม่เคยใช้ blog มาก่อน ไม่สามารถเห็นภาพของเข้าใช้และไม่สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่ง(in) กับคำถามที่ผู้ใช้สะท้อนต่อวิทยากร ทำให้ในแบบประเมิน สะท้อนว่า "ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะตนเองไม่เคยใช้ ้blog มาก่อน" 

เป็นผลสัมพันธ์เชื่อมโยงมาจากการที่ผู้จัดโครงการไม่ตัดสินใจ  ไม่ตรวจเช็คอย่างดีพอให้คนที่คุณสมบัติไม่ตรงกับที่กำหนดไว้ เข้ามาในเวทีจำเพาะ เราควรแยกวัตถุประสงค์ที่จะประชาสัมพันธ์ ชักจูงเชิญชวนให้ประชาคมใน มอ.ของเราใช้ blog ออกจากการจัดในวันนั้น
ดิฉันเรียนรู้ว่า กลุ่มผู้เข้าที่ คุณสมบัติไม่ตรงเราไม่ควรรับ เราควรยืนยันตามความประสงค์ จำนวนผู้เข้ามากๆ อาจทำให้ดูอบอุ่นแต่ไม่ตอบว่าจะได้ตามเนื้อหาคุณภาพที่ตั้งไว้ทีหลังอย่ายอมให้แน่นด้วยจำนวนคน แต่ขอให้รักษาความแน่นในเนื้อหาสาระแทน 

และจากวันนั้นเอง ดิฉันแยกได้ว่า มีผู้ใช้ 2 ประเภท แบบอ่านติดตามคนเขียนจะไม่สนใจว่าจะเขียน เกี่ยวกับเรื่องอะไร ขอให้เป็น คนนี้หล่ะข้าพเจ้าจะขอตามอ่านทุกเรื่อง ทุกชาติ ทุกชาติไป อีกแบบจะติดตามอ่านตามเนื้อหา สาระเลือกอ่านตามความรู้ที่เกี่ยวกับงานของตัวเอง เชิญชมภาพบรรยากาศ ค่ะ  

<p align="justify"> </p>