ศิลปะทำให้เรารู้จักอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของเรา เป็นการสนทนากับตัวเองว่าเราเป็นใคร ช่วยให้เราก้าวออกจากภายในตัวเรามาข้างนอก และมองตัวเราเอง เราก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองครั้งที่ยิ่งใหญ่จากการตระหนักรู้ตนเอง

จันทร์เพ็ญ จีระวรารักษ์

 

 

           โลกทัศน์ของหนู อาจมีมุมคิด และมุมมองไม่กว้าง เพราะหนูใช้เวลาเรียนรู้โลกภายนอกมาไม่กี่ปี

 

            หนูจึงต้องใฝ่รู้และเรียนรู้ในมุมมองที่ พ่อและแม่เป็นผู้หยิบยื่นให้ มากกว่า หรือ มากพอ ๆ กับการเรียนรู้ด้วยตัวตนของหนูเอง (หรือจะน้อยกว่า!!..ก็ได้นะ …มันคงอยู่ที่ตัวหนูเป็นแน่แท้เชียว!!)

           

             หนูเป็นดวงใจของคนในครอบครัว…ที่ถูกบ่มเพาะความรัก ด้วยพลังกายและพลังใจที่ทุ่มเทตลอดมา หนูคงไม่รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของคนรอบตัวหนู ที่ลงแรงเทใจและกายให้… เพราะวัน ๆ หนูจะหมกมุ่นอยู่กับกิจกรรมของหนู ทั้งกิจกรรมการเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโลกของหนู และกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีผู้หยิบยื่นให้

 

ศิลปะสอนอะไรหนูได้บ้างนะ

            

             แต่ที่รู้อยู่แก่ใจ ศิลปะเป็นความรู้สึกชอบมานานแสนนาน แต่ไม่เคยได้มีโอกาสได้ทำอะไรมากมายแบบนี้เท่าหนู ณ ช่วงเวลาและอายุขนาดนี้

 

             ศิลปะการเรียนรู้ในโลกของหนูปัจจุบัน… มันอาจไม่แตกต่างจากมุมมองของพ่อหนูมากนักก็ได้

.....

             ศิลปะจึงมีจุดมุ่งหมายไม่ห่างไกลกันเลย …ถ้าหากมองศิลปะเหมือนกับว่า...

 

ศิลปะคือความงาม คือความพึงพอใจที่ได้กระทำ

ศิลปะคือความงาม คือความพึงพอใจที่ได้กระทำ

 

            ถ้าอย่างนั้น ความรู้สึกชอบมานานแสนนานของพ่อเมื่อครานั้นคงมองแคบไปนะ หนูว่ามั้ย!!

 

 

             วันนี้ พ่อจึงมองศิลปะใหม่อีกครั้ง  นั้นคือมองศิลปะที่ความงาม และความพึงพอใจที่ได้กระทำ

 

             หนูเห็นมั้ยว่า!! ศิลปะงามเพียงใด เมื่อยามที่หนูจรดดินสอลงบนกระดาษ จรดปลายพู่กันลงบนรูปที่หนูวาดด้วยจินตนาการของหนูเอง

 

 

ความงามแบบนี้ ทำให้หนูอารมณ์ดี

 

             ความงามแบบนี้ ทำให้หนู สดชื่น มีสมาธิ มีสติ และที่แน่ๆ ที่พ่อเห็นทุกครั้งที่หนูนั่งอยู่บนเก้าอี้ ที่มีกระดาษ ดินสอ พู่กัน และสีอยู่บนโต๊ะ หนูมีมุมสังคมของหนูที่กว้างขึ้นด้วย ใช่มั้ย!!

 

 

             พ่อเคยได้ยินเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับหนู พูดชมหนูว่า…น่ารัก….

แล้วเค้าก็บิดตัวไปมา  พ่อจึงรู้ต่ออีกว่า….เค้าคงเขินอายในความน่ารักของหนูเป็นแน่แท้

 

             ช่วงชีวิตหนู ณเวลานี้จึงได้มีเพื่อนและได้มีสังคมของหนูตามเหตุตามปัจจัย

 

 

ทุกครั้งที่หนูเข้าเรียนศิลปะ ครูจะกำหนดหัวข้อให้

 เช่น

“วันนี้ เราจะวาดแมลงเต่าทองกัน”

พ่อเคยได้ยินครูถามตัวหนูว่า

“ดวงใจเคยเห็นแมลงเต่าทองไหม”

หนูตอบด้วยความรวดเร็วว่า

“เคยเห็นคะ…มันอยู่ในผลส้มปลอม”

 

               คำพูดของหนูทำให้พ่ออดยิ้มไม่ได้ว่า…ที่สวนของเรามีตั้งเยอะแยะเจ้าแมลงเต่าทองเนี่ย!! และพ่อยอมรับว่าพ่อละเลยบางสิ่งบางอย่างไป จึงทำให้หนูจดจำแมลงเต่าทองด้วยการเรียนรู้จากผลส้มปลอมที่เปิดออกมาเป็นตัวแมลงเต่าทองที่ขากระดุกกระดิกได้

 

               แต่พ่อก็ทึ่งในไหวพริบปฏิภาณของหนูนะ ที่หนู ตอบครูด้วยความเชื่อมั่นในตัวหนูเองโดยไม่ต้องหันมามองหน้าพ่อเลย

 

 

 

               และนี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อคิดต่ออีกว่า…ศิลปะคือธรรมชาติที่งดงามรอบตัวของเรานี่เอง

               เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว… พ่อจึงล้มเลิกความคิดว่า…พ่อผิดหวังในตัวของพ่อเองที่อยากเรียนรู้ศิลปะในรูปแบบของหนู

 

 

              พ่อจึงอยากเห็นหนู เป็นเด็กอารมณ์ดี ซึมซับสิ่งรอบตัวของหนูด้วยไหวพริบและปฏิภาณ เรียนรู้สิ่งรอบกายด้วยศิลปะ นั้นคือความงามและความพึงพอใจที่ตัวหนูเป็นผู้กระทำ ด้วยสติและปัญญาที่หนูมี แค่นี้พ่อก็ภูมิใจในตัวของหนูแล้ว

 

 

 

จะรอคอยวันที่หนูเติบโตเป็นผู้ใหญ่

และพ่อจะเฝ้าดูหนูอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

ไปตลอดชีวิตของพ่อ