ปานประหนึ่งแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมาในคราจิตใจที่เหน็บหนาว...

 

ในค่ำคืนอันอบอ้าวของคนผู้ยากไร้  อบอวลไปด้วยทุกอณูแห่งความเหน็บหนาว  ทั้ง ๆ ที่คิดถึงเธอเต็มหัวใจ...ถึงแม้ข่มความคิดว่าจงอย่าคิดอะไรมากเพราะไม่มีอะไรให้คิดแล้วก็ตาม 

 ขอเธอจงจดจำถอยคำสั้น ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำเก้า ๆ อันยาวนานของฉันนี้  แม้ความปรารถนาดีที่ฉันมีให้เธอจักทรงคุณค่าและมั่นคงยิ่งกว่าความเข้มข้นและเค็มของน้ำทะเลหรือหวานหอมอย่างหยาดน้ำแห่งสายฝนที่หล่นลงมาเก็บไว้ในตุ่มน้ำกิน...

      ยามใดเมื่อเธอมีความรู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย  เธอหวาดหวั่นไหวทุกคราวที่เจ็บปวด  เธอผิดหวัง หมดกำลังใจเมื่อคนหมางเมิน  ฉันอยากเอ่ยถึงบางสิ่งบางอย่าง  เพื่อนให้เธอรำลึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างเพียงสดับฟังชั่วขณะหนึ่ง  อาจจะทำให้เธอมีพลังใจขึ้นมาและเข้าใจฉันตลอดกาล

      ได้โปรกเถิด...เธออย่าจดจำอดีตด้วยความขมขื่นใจเพราะจะทำให้เส้นทางเดินของเธอคับแคบในปัจจุบันและขัดข้องขวางทางในอนาคตของเธอ  นั่นคือชีวิตทั้งหมดของเธอย่อมอ่อนไหวและสั่นสะเทือน  ดุจเส้นลวดเก่า ๆ ที่ขึงกางกั้นตัวเธออยู่บนความไม่มั่นคงของความมีมิตรภาพ

      แต่สิ่งอย่างไรก็ตาม...ความเข้มแข็งในตัวเธอมีความหมายต่อการก้าวเดินไปแห่งความมีมิตรไมตรีเสมอเหมือนแสงดาวแห่งความเชื่อส่องสว่างในค่ำคืนเดือนมืดมิดปานประหนึ่งแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมาในคราจิตใจที่เหน็บหนาวเพราะเธอเข้าใจในชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด

      ดังนั้น ฉันขอให้เธอบันทึกถ้อยคำสั้น ๆ อีกบทหนึ่งว่า...คนดีของฉัน.

................................

จากเศษกระดาษ ณ. ริมฝั่งแม่น้ำโขง  บ้านซบฮ้วก  อ. เชียงแสน  ปี พ.ศ. 2529 จำวันเดือนไม่ได้...