ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อ.เมือง จ.ตาก
เวลา ๐๙.๐๐ น. วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓

 

   “นี่เป็นวิธีการตรวจแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั้งโลก วิธีการที่ใช้ในดาวอื่นยังไม่ได้ใช้ที่นี่...”

   เป็นคำตอบที่ผมกับพ่อได้รับจากหมอหนุ่มคนหนึ่ง กับข้อสงสัยที่ผมถามออกไปว่ามีทางเลือกในการตรวจรักษาอื่น ๆ อีกหรือไม่ หลังจากได้รับคำอธิบายถึงผลกระทบข้างเคียงซึ่งอาจมีบ้างจากการเจาะเอาชิ้นเนื้อที่ต่อมลูกหมากไปตรวจหาเซลมะเร็ง

   คำตอบจากน้ำเสียงเย็นชา วาทะเย้ยหยัน มาพร้อมกับท่าทีอันเฉยเมย และสายตาค่อนไปทางดูแคลน ท่ามกลางสายตาผู้ป่วยและญาติที่มารอรับบริการหน้าห้องผ่าตัด โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 

   “จะตรวจหรือไม่คิดดูเอาเอง แล้วบอกด้วย...”

   เป็นคำกล่าวสุดท้ายก่อนที่หมอหนุ่มคนนั้นจะสะบัดก้นหันหลังเดินออกจากประตูบานเดิมที่เข้ามาเมื่อครู่

   ผมคิดในใจว่า อะไรเกิดขึ้นกับหมอหนุ่มคนนี้หนอ ลูกป่วน เมียป่วย หรือวงศ์วานผิดแผกไปจากปกติ จึงแสดงท่าทีแบบนี้ออกมากับคนป่วยที่กำลังต้องการการเยียวยาทั้งทางกายและใจ

   ระยะเวลาการสนทนาระหว่างผมและพ่อกับหมอหนุ่มคนนั้นเพียงไม่กี่นาที แต่ก็ทำให้จิตใจผมขุ่นมัวได้ไม่น้อย ซึ่งจำต้องสะกดกลั้นอารมณ์พร้อมไปกับการเก็บรักษาทัศนคติทางบวกต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ก่อตัวขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ มิให้หลุดร่วงหล่นหายไปในคราวเดียวกัน

 

   เมื่อราวเดือนเศษที่ผ่านมา พ่อผมป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ทุกข์ทรมานจากการปัสสาวะไม่ออกเป็นอันมาก เคยเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลนี้แล้วครั้งหนึ่ง แต่อาการไม่ดีขึ้น และเป็นเพราะไม่มั่นใจกับการให้บริการของโรงพยาบาลนี้ จึงตัดใจเสียเงินเสียทองเพิ่มมากขึ้นเดินทางไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่จังหวัดใกล้เคียง กลับจากการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ได้รับคำแนะนำจากหมอที่นั่นว่าให้กลับไปรักษาที่เดิม เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

   พ่อกลับมารักษาด้วยการกินยาที่บ้าน แต่อาการไม่ดีขึ้น นอกจากปัสสาวะขัดแล้ว ยังเกิดอาการข้างเคียงทั้งมีไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัวอย่างรุนแรง สภาพจิตใจก็ย่ำแย่ลงไป จนต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ไปคราวนี้นอกรักษาอยู่หลายวัน ออกจากโรงพยาบาลมาพร้อมกับการต่อสายปัสสาวะ และยาอีกหลายขนานกลับมาบ้าน อาการก็ยังไม่สู้ดีนัก ในที่สุดก็กลับเข้าไปนอนโรงพยาบาลอีกเป็นครั้งในระยะเวลาไม่ห่างนัก

   การรักษาคราวหลังนี้ได้ผล อาการพ่อดีขึ้นเรื่อย ๆ ปัสสาวะคล่องขึ้น อาการเจ็บปวดร่างกายบรรเทาลง นอนพักรักษาตัวที่บ้านไม่กี่วันก็ลุกขึ้นมาทำงานทำการเล็ก ๆ น้อย ได้

   พ่อไปพบหมอตามนัด หลังตรวจเลือดหมอบอกว่าผลเลือดไม่สู้ดี แล้วนัดหมายอีกครั้งเพื่อทำการเอาชิ้นเนื่อที่ต่อมลูกหมากไปตรวจหาเซลมะเร็ง มีคำแนะนำสำหรับการเตรียมตัวมาพบหมอในคราวต่อไปด้วย

 

   พ่อรู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็ง ในระยะแรกจิตตกเป็นอันมาก หน้าตาหมองเศร้าดูผิดไปเป็นคนละคน บรรดาญาติและคนรู้จักที่ทราบข่าวต่างให้คำแนะนำและให้กำลังใจมากมาย ญาติสนิทคนหนึ่งได้พิมพ์เอกสารซึ่งได้รับอีเมล์ส่งต่อมีเนื้อหาเกี่ยวกับมะเร็ง ที่อ้างว่าเป็นความรู้ที่ได้จากการวิจัยของโรงพยาบาลจอห์นฮอปกิ้นมาให้

   ข้อมูลจากเอกสารที่มีผลต่อพ่อมาก ๆ มีอยู่สัก ๒ ประการ

   ประการแรก การกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับอวัยวะต่อมลูกหมากอาจเป็นการรบกวนเซลมะเร็งให้แพร่ขยายกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น พ่อคิดว่าการนำชิ้นเนื้อไปตรวจด้วยวีใดก็ตามจะเป็นการไปรบกวนเซลมะเร็ง และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการล้มป่วยอย่างเฉียบพลันตามมาได้ พ่อบอกว่าเคยพบเห็นเรื่องราวทำนองนี้อยู่หลายครั้งจากคนรู้จักที่ทำการรักษามะเร็ง

   ประการที่สอง ในเอกสารมีคำแนะนำต่าง ๆ หลายประการ ที่พ่อนำมาปรับใช้ ผมเห็นชัดชัดอยู่ ๒ เรื่อง

   เรื่องแรก เรื่อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ระยะหลังพ่องดกินอาหารหลายจำพวกที่จะทำให้เซลมะเร็งเติบโต ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ของหวานนานาชนิด รวมไปถึงน้ำชา กาแฟ และนม สำหรับข้าวก็ค่อยลดปริมาณลงด้วย (ปกติแล้วพ่อเป็นคนกินข้าวจุมาก) อาหารที่พ่อกิน ส่วนใหญ่เป็นพวกผักและปลา น้ำพริกและผักกลายเป็นอาหารหลักในแต่ละมื้อไปโดยปริยาย

   เรื่องที่สอง เรื่องการออกกำลังกาย แม้จะถูกหมอสั่งมาว่ามิให้ทำงานหนัก ในระยะแรก ๆ พ่อนอนพักผ่อนเพียงอย่างเดียว นอนกลางวันวันละหลายชั่วโมงซึ่งส่งผลให้กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ และนอนน้อย ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ตื่นเช้ามาไม่ค่อยสดชื่น ในเอกสารให้ความรู้พ่อว่า การออกกำลังกายและการสูดอ๊อกซิเจนลึก ๆ ถือเป็นการบำบัดและทำลายเซลมะเร็งได้ ระยะหลังมาพ่อเริ่มลุกขึ้นมาทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น กวาดใบไม้ เก็บข้าวของเศษวัสดุต่าง ๆ เข้าที่เข้าทาง ฯลฯ ผมสังเกตุว่าระยะหลังที่พ่อได้ทำโน่นทำนี่ พ่อดูสดใสมากขึ้น นอนหลับในตอนกลางคืนได้ยาวนานมากขึ้น เช้าตื่นขึ้นมาดูแช่มชื่นแจ่มใส

 

   ข้อมูลจากเอกสารดังกล่าว รวมทั้งประสบการณ์ที่พบเห็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทำให้พ่อไม่อยากทำอะไรที่จะเป็นการรบกวนเซลมะเร็ง แม้ว่าจะไม่รู้แน่ชัดว่าตัวเองเป็นหรือไม่ก็ตาม และตั้งใจไว้ว่าจะไม่กระทำการใด ๆ ที่จะส่งผลให้เซลมะเร็งกระจายตัวลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

   การไปพบหมอตามนัดคราวนี้ พ่อมีความกังวลใจไม่น้อย ทีแรกพ่อตั้งใจจะไม่ไปพบหมดที่โรงพยาบาลด้วยซ้ำ

   พ่อเป็นคนบ้านนอก เรียนไม่สูงนัก ความรู้อื่นนอกเหนือจากการทำมาหากินแล้วก็มีอย่างจำกัดจำเขี่ย ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการทำงานของสรีระร่างกาย และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ คำว่า “หางอึ่ง” ยังดูเยอะด้วยซ้ำไป และผมเองก็ไม่ต่างจากพ่อมากนัก

   การเดินทางเกือบชั่วโมงไปพบหมอที่โรงพยาบาลในวันนี้ ทั้งผมและพ่อต่างคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษา ได้รับคำแนะนำทางเลือกต่าง ๆ ทั้งนี้มิได้คาดหวังว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ดี ด้วยเหตุที่ทัศนคติเชิงบวกต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ผมรับเข้ามาใส่ไว้ในเนื้อในตัวว่า เดี๋ยวนี้สถานพยาบาลต่างก็ปฏิบัติกับผู้ป่วยและญาติด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ที่เขาเรียกกันเก๋ ๆ ว่า “Humanize Healthcare” กันทั้งสิ้นอยู่แล้ว

   การพบปะพูดคุยกับหมอหนุ่มคนนั้น มิได้ทำให้ผมและพ่อบรรลุความคาดหวังดังที่ตั้งไว้ หนำซ้ำยังทำให้ทัศนคติเชิงบวกของผมนั้นสั่นคลอนลงไปด้วยจากการพูดคุยไม่กี่นาทีนั้น

   พ้นจากการพูดคุยกับหมอ เมื่อรู้ว่าข้อมูลไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ผมได้โทรศัพท์หากัลยาณมิตรหลายคนเพื่อขอความรู้และคำปรึกษาเพิ่มเติม กระทั่งได้ข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจว่าขอรอดูผลเลือดอีกสักครั้ง ก่อนที่จะเจาะนำชิ้นเนื้อไปตรวจ ผมนำคำตัดสินใจนั้นไปหารือกับพยาบาลว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ พยาบาลหายไปพักใหญ่เพื่อถามความเห็นจากหมอหนุ่มเจ้าของคนไข้ ซึ่งหมอนั่นก็ตกลงตามนั้น พร้อมกับเขียนใบจ่ายยาและใบนัดหมายเพื่อมาเจาะตรวจเลือดอีกครั้ง

   บอกตามตรงว่าในขณะนั้น ผมรู้สึกไม่ประทับใจหมอหนุ่มคนนั้นแล้ว ในใจคิดอยากจะเปลี่ยนหมอที่จะทำการรักษาพ่อ แต่ก็คิดว่าปลาที่อยู่ในน้ำเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแบบเดียวกัน น่าจะมีโอกาสสูงที่จะเจอปลาแบบเดิมอีก ถึงตอนนั้นก็ต้องมานั่งจิตตกอีก ก็เลยทำใจ...

   อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็มิได้ทำให้ทัศนคติเชิงบวกต่อบุคลากรทางการแพทย์หล่นหายไป ทั้งนี้เพราะได้รับการปฏิบัติที่ดีจากบรรดาเจ้าหน้าที่คนเล็กคนน้อยที่ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวก ตั้งแต่ห้องผ่าตัด ห้องจ่ายยา ห้องตรวจสิทธิการรักษา ฯลฯ ผมรับรู้ “Humanize Healthcare” ได้กับผู้คนเหล่านี้ ตรงกันข้ามกับการพูดคุยกับหมอนั่น

   ผมมีเพื่อนทำงานอยู่ในโรงพยาบาลนี้หลายคน ทั้งหมอ เภสัชกร พยาบาล ฯลฯ เป็นเพราะมิได้ใช้เส้นสายอำนวยความสะดวกให้ตัวเอง ทำให้ผมเห็นภาพของโรงพยาบาลนี้ชัดขึ้น

   ผมทราบมาว่าโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานสถานพยาบาลในขั้นต้นไปแล้ว ซึ่งกว่าจะผ่านได้ว่ากันว่าหืดขึ้นคอ ใช้เวลายาวนานมาก ผมพอจะทราบสาเหตุบางประการแล้วว่าเพราะเหตุใดการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลจึงเป็นไปอย่างล่าช้า อืดอาด

   เจอเหตุการณ์นี้เข้ากับตัวเอง พาลนึกเลยไปถึงประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสไปเรียนรู้กับสองโรงพยาบาลตามตำเชิญชวนของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ทำให้รู้สึกชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งกับประชาชนชาวจังหวัดพิจิตรและสุพรรณบุรี ที่มีสถานพยาบาลคุณภาพอย่างโรงพยาบาลพิจิตรและโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ขณะที่ไม่รู้จะแสดงความรู้สึกอย่างไรดีกับชาวตาก

   ขณะนั่งรอรับยา ผมเหลือบเห็นป้ายวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลว่า

   “เราจะเป็นโรงพยาบาลคุณภาพที่ประชาชนเชื่อมั่น ศรัทธา”

   ในป้ายเดียวกันนั้นเขียนพันธกิจไว้ว่า

   “ให้บริการสุขภาพครอบคลุม ๔ มิติ (ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสภาพ) อย่างมีคุณภาพ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน เครือข่ายบริการสุขภาพและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และเป็นศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษาที่ได้มาตรฐาน”

   คงไม่ต้องบอกว่าผมรู้สึกอย่างไรเมื่ออ่านข้อความนั้นจบลง