นิทาน  เป็นสิ่งที่ทุกเพศ ทุกวัยชื่นชอบ เห็นได้จากการที่แต่ละชาติ แต่ละภาษาต่างมีนิทานที่เล่าสืบต่อกันมา จนถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่เดิมนิทานเป็นเพียงวรรณกรรมมุขปาฐะที่เล่าถ่ายทอดกันมา โดยอาศัยความจำเท่านั้น นิทานจึงเป็นอีกประเภทหนึ่งของวรรณกรรมมุขปาฐะ

            ต่อมามีการบันทึกนิทานด้วยตัวอักษรและมีการพิมพ์เผยแพร่ขึ้น นิทานบางเรื่องจึงเปลี่ยนจากวรรณกรรมมุขะปาฐะมาเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ แต่ก็ยังมีนิทานจำนวนอีกไม่น้อยที่ยังเป็นการเล่าโดยอาศัยความจำถ่ายทอดต่อๆกันไป

            จุดมุ่งหมายของการเล่านิทานหลักๆ ก็คือ  เพื่อความเพลิดเพลิน และเพื่อเป็นคติสอนใจ  ซึ่งผู้ใหญ่ในอดีตมักใช้นิทานเป็นสื่อในการสั่งสอนปลูกฝังสิ่งดีงามต่าง ๆ นิทานจึงไม่ได้เป็นเรื่องไร้สาระ  หรือเป็นเรื่องหลอกเด็ก    แต่การเล่านิทานให้เด็กฟังจึงมีประโยชน์มากมายทั้งในด้านการสั่งสอนอบรม เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก และเป็นความทรงจำที่ดีติดตัวเด็กไปจนโต ผลพลอยได้อีกทางก็คือ นิทานเป็นสิ่งที่คอยกระตุ้นเตือนผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นผู้เล่าได้ซึมซับคุณธรรมอย่างลึกซึ้ง นิทานสำหรับเด็ก จึงกลายเป็น “นิทานสอนผู้ใหญ่” ไปด้วย  เพราะผู้ใหญ่ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างให้เด็กๆ ได้มองเห็น  นิทานจึงมีสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาอบรมคนและช่วยลดความขัดแย้งของคนในสังคมได้แล้ว ยังเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่สั่งสอนบุตรหลานผ่านนิทานต่างๆ  ด้วยกลวิธีอันแยบยลทำให้นิทานพื้นบ้านมีคุณค่าทั้ง ด้านอารมณ์   ด้านความคิด   ด้านความรู้ และด้านภาษา

 

การส่งเสริมให้นักเรียนได้อ่านนิทานพื้นบ้านและฝึกเขียนนิทาน 

 จึงเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยอีกวิธีหนึ่ง

 

                    ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการพัฒนาการเขียนของนักเรียน โดยใช้สื่อจากนิทานพื้นบ้าน ทั้งการเล่าให้นักเรียนฟังและนำมาให้นักเรียนอ่านนอกเวลา  เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ฝึกเขียนนิทานเพื่อส่งเสริมการอ่าน โดยตั้งจุดมุ่งหมายว่า นิทานที่เขียนนั้นต้องมี “ เนื้อหาสาระ  ค่านิยม  ความคิดสร้างสรรค์  ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเหมะสมกับการปลูกฝังความดีงาม  ”

  

         ข้อสรุปจากการที่นักเรียนได้ฝึกเขียนนิทานที่ผ่านมา......พบว่ามีปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการเขียนหลายประการ  เช่น นักเรียนขาดทักษะพื้นฐานทางภาษา ต้องได้รับการแก้ไขทั้งการอ่านจับใจความ  การคิดวิเคราะห์  การใช้ภาษาในการเขียน  ผลงานนักเรียนอยู่ในเกณฑ์พอใช้เท่านั้น จึงต้องกลับมาตั้งต้นสอนกันใหม่  เริ่มจากการให้เด็กๆได้เกิดความตระหนักด้วยการให้อ่านนิทานอย่างหลากหลายเสียก่อน  แล้วจึงนำเสนอคุณค่าของนิทานที่ได้อ่านมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นเรียน มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น การจัดนิทรรศการหนังสือนิทาน การประกวดนิทานเล่มเล็ก (หนังสือทำมือ) เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดความรักในนิทานและมองเห็นคุณค่า อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟูและเผยแพร่นิทานพื้นบ้าน  เป็นการช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนฝึกเขียนนิทานให้ดีต่อไปได้

 

            ผู้อ่านท่านใด  มีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้  เกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน ขอความกรุณาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เพื่อเป็นวิทยาทาน     และเพื่อร่วมกันสืบสานนิทานพื้นบ้านในอดีตให้เชื่อมต่อภูมิปัญญาคนรุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดวิถีไทยจากรุ่นสู่รุ่นตามยุคสมัย  ให้เป็นตำนานนิทานไทย อันเป็นมรดกจากภูมิปัญญาคนไทยให้สืบต่อกันไปได้อีกนานเท่านาน