ผมอยากสร้างวัฒนธรรมปัจเจก (culture of individualism) ให้กับพลเมือง ผมไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องให้คนหันหลังให้กัน แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ แต่หมายถึงการสร้างคนให้รู้จักเคารพตัวเอง รู้จักหน้าที่ อยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างจากตัวเอง ฟังคนอื่นเป็น นึกถึงคนอื่น มีความสามารถในการเรียนรู้ และเคารพกฎระเบียบฯลฯ (ฝันมากไปหรือเปล่าเนี่ย) และผมหวังว่าคนเหล่านี้ จะไปสร้างสังคมใหม่ของตนเองได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปลูกฝังความเป็นโน่นความเป็นนี่ให้ไม่จบสิ้น

 

ใบไม้ย้อนแสงได้อ่านบทความการวิเคราะห์ร ะบบการปกครองไทย และความเห็นเรื่องการสร้างว ัฒนธรรมปัจเจกจากอีกกลุ่มคน ที่ได้แลกเปลี่ยน นำบางส่วนมาแบ่งปันให้อ่านกันค่ะ

....................................................

สำนึกพลเมือง (Version ของผม) 

เมื่อปี 2541 ผมเริ่มเห็นรอยปริบางอย่าง หลังจากกำนันแห่งพื้นที่ไกลปืนเที่ยงอย่างทุ่งสานสะเทือน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ไว้วางใจ มองตาผม ก่อนถามกลับอย่างซื่อๆว่า “ลูกผมจะตาย ลูกบ้านผมจะตาย นักการเมืองช่วยผมในเวลาที่ผมต้องการ ผมจะทดแทนเขาบ้าง มันผิดหรือ...?” 

เราเคยมีมายาภาพเดียวมาตลอดกว่า 700 ปี นั่นคือ พ่อปกครองลูก

มายาภาพนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อตัวมาเป็นระบบการปกครองและถูกพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ระบบนี้เป็นระบบผูกขาด ไม่เคยถูกเปรียบเทียบ หากไปไม่ไหวจริงๆ ก็มีการปัดฝุ่น เช่น สมัยสมเด็จพระบรมไตร-โลกนาถ (จตุสดมภ์: เวียง, วัง, คลัง, นา) สมัย ร.1 (กฏหมายตราสามดวง) สมัย ร.7 (รัฐธรรมนูญฉบับแรก) 

ระบบนี้ทำงานโดยโครงสร้างกลไกขุนนาง ต่อมาเรียกว่า ข้าราชการ เป็นสายอำนาจเดี่ยว

แต่หลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกนี่เอง ที่มีระบบใหม่ก่อตัวอย่างเงียบเชียบ โดยมีนักการเมืองเป็นแกนนำ แต่ยังคงอาศัยโครงสร้างกลไกเดิมในการทำงานแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เมื่อมีสองระบบคู่ขนานกัน ก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มเปรียบเทียบและเลือกใช้บริการ ขณะที่นักการเมืองเองก็เริ่มตั้งคุ้มของตนในแต่ละจังหวัดและจับมือเป็นเครือข่ายโยงใย เมื่ออำนาจกระจายออกนอกสายอำนาจเดี่ยวมาจนถึงจุดหนึ่งที่อั้นไม่อยู่จริงๆ จึงคลอดรัฐธรรมนูญปี 2540 ออกมา รธน.ฉบับนี้มีหัวใจสำคัญคือ การกระจายอำนาจ หลังจากนั้นเครือข่ายนักการเมืองก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระดับประเทศยันระดับหมู่บ้าน  

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะระบบเดิมนั้น อุ้ยอ้าย ตอบสนองช้า ไม่ทันใจและไปไม่ค่อยถึงชาวบ้าน ทำให้แกนนำชาวบ้านเริ่มย้ายสังกัดอย่างเป็นที่รู้กัน แม้ภายนอกยังดูเหมือนว่ายังอยู่ในสังกัดเดิม 

หากลองนำสมมุติฐานนี้มาอธิบายสถานการณ์ร้อนแรงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ก็คือ ปรากฏการณ์ช่วงชิงอำนาจรัฐระหว่างผู้คนที่พอใจระบบเดิมกับผู้คนที่พอใจระบบใหม่ ที่ดูเหมือนขณะนี้จะมีพละกำลังพอๆ กัน ผมทำนายว่า การตีคู่กันไปเช่นนี้ของทั้งสองฝ่ายจะกินเวลาไม่ต่ำกว่าสิบปี  แม้จะมีบางปัจจัยเป็นตัวชี้ขาด แต่คงไม่มีฝ่ายใดยอมกันง่ายๆ ต่างอ้างความถูกต้องของฝ่ายตนและกล่าวร้ายอีกฝ่ายว่าเป็นคนผิด โดยช่วงชิงพื้นที่สื่อเป็นช่องทางการต่อสู้  

ที่กล่าวมาทั้งหมดเพื่อจะบอกเพียงว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงสะท้อนถึงการมี สำนึกพึ่งพา (ไพร่) อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม เพียงแต่มีพัฒนาการเป็นไพร่รุ่นใหม่ที่เลือกสังกัดได้, ต่อรองได้, เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้, ลงล่างขึ้นบนได้ ซึ่งสร้างความปวดหัวให้มูลนายเจ้าสังกัดได้ไม่น้อย 

สำนึกพึ่งพา ช่วยให้ปลอดภัย มั่นคง มีชื่อเสียงเกียรติยศและรู้สึกว่าตนมีอำนาจ  ช่วยให้ดูเป็นคนดีที่ได้ช่วยเหลือแบ่งปันความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้คนที่ด้อยกว่า สำนึกพึ่งพารับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในภาวะปกติได้พอสมควร แต่ทว่ามันกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่ออยู่ในภาวะผิดปกติเช่นใน พศ.ปัจจุบัน!   

แต่ในความล้มเหลว กลับมีบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ... 

เมื่อเกิดสึนามิที่ภาคใต้  ระบบทั้งสองล้มเหลวสนิท คนที่เข้าไปในพื้นที่เป็นกลุ่มแรกและออกมาเป็นกลุ่มสุดท้าย กลายเป็นพวกผู้รากมากดีและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ต่อมารู้จักในนาม “กลุ่มจิตอาสา”  

เมื่อเกิดการไม่เข้าใจกันระหว่างชาวบ้านกับระบบ ระบบทั้งสองล้มเหลวสนิท การเข้าไปประสานความเข้าใจและพาออกจากสถานการณ์ กลายเป็นข้าราชการระดับรองๆ จากบางองค์กรที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใดๆ ที่ต่อมารู้จักในนาม “ประชาคม” 

เมื่อเกิดการไม่ลงรอยทางผลประโยชน์ระหว่างชาวบ้านกับระบบ  ระบบทั้งสองล้มเหลวสนิท ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกัน กลายเป็นนักธุรกิจบางคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กลับได้รับการยอมรับให้นั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ คุยกันไม่กี่คำ ทุกฝ่ายก็ Happy Ending ที่ต่อมารู้จักในนาม “ CSR หรือ นักธุรกิจเพื่อสังคม” 

เมื่อเกิดปัญหาหยุมหยิมในชุมชน เกินกว่าคนภายนอกจะเข้าใจและคนในชุมชนก็ปิดปากเงียบ ระบบทั้งสองล้มเหลวสนิท ชาวบ้านบางคน เช่น คนหนุ่มสาวหรือผู้สูงวัยบางคน ที่ไม่มีตำแหน่งทางการใดๆ แต่กลายเป็นคนที่ทุกฝ่ายนึกถึงก่อนและเชิญมาไกล่เกลี่ยหรือหาทางออก ต่อมารู้จักในนาม “แกนนำชุมชน” 

เมื่อเกิดปัญหาร้อนๆ เกินไป เช่น ยาเสพติด หรือปัญหาเย็นๆ เกินไป เช่น สิ่งแวดล้อม ระบบทั้งสองล้มเหลวสนิท ดูเหมือนผู้ที่รับผิดชอบจะยุ่งเกินกว่าจะเหลียวแล กลายเป็นคนแต่งกายแปลกๆปอนๆ เข้าไปซอกแซกอย่างไม่เป็นเวล่ำเวลา ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เกาะติดปัญหายิ่งกว่าแตงเม แม้หลายฝ่ายจะไม่ค่อยชอบนัก แต่ผลงานของพวกเขาก็การันตีตัวเอง ต่อมารู้จักในนาม “NGOs” 

  

พวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่า จิตอาสา, ประชาคม, CSR, แกนนำชุมชน, NGOs (ในไม่นาน อาจมีรูปแบบอื่นๆอีก) จะมีจริตต่างกัน ทำงานด้วยกันได้บ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ในภาพรวมก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นยาดำสอดแทรกอยู่ทุกแห่งหน บางครั้งจะแสดงตัวก็ต่อเมื่อมีสถานการณ์ เมื่อหมดสถานการณ์ก็หลบฉากคล้ายล่องหน พวกเขาจะเปลี่ยนรูปไปตามสถานการณ์ จับต้องไม่ค่อยได้ ธรรมชาติของพวกนี้คล้ายหิ่งห้อย หากถูกจับ จะเป็นเพียงหนอนตัวหนึ่ง จัดเป็นพวกปิดทองหลังพระ ที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า “ภาคประชาสังคม”   

พวกนี้ไม่ยี่หระชื่อเสียง มากเท่ากับ การได้ทำกับมือ เห็นกับตา และสรุปด้วยตัวเอง

พวกนี้ไม่ยึดขอบเขต ไม่ยึดติดประเด็น ไม่ยึดติดตัวบุคคล มากเท่ากับ การได้รับโอกาสให้ทำในสิ่งที่คิดไว้ในหัว

พวกนี้เกิดมาเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ข้อเสียคือ เบื่อง่าย เมื่อทำอะไรซ้ำๆ หรือได้ข้อสรุปแล้ว จะเริ่มสอดส่ายมองหาคนมารับช่วงต่อ เพื่อจะได้โบยบินไปหาสิ่งที่ท้าทายใหม่กว่า

พวกนี้มีสำนึกอีกแบบ อาจเป็นแบบที่ผู้รู้หลายคนเรียกว่า “สำนึกพลเมือง”  

กล่าวโดยสรุป...

ระบบคู่ขนานยังคงตีคู่กันต่อไปอีกนานแสนนาน โดยมีภาคประชาสังคมทำหน้าที่ลดการกระทบกระทั่งในระยะต้นและหาทางพาออกจากทางตันในระยะยาว (หวังว่าจะเป็นแบบนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าภาคนี้จะเติบโตทัน...หรือท่านคิดว่าทัน?) 

(หมายเหตุ บทความนี้ลำเอียงและเข้าข้างตัวผู้เขียนมากทีเดียวครับ)

                                                ปกรณ์ สุวรรณประภา

                                                             15 เมษายน 2553

 

.....................................

ส่วนด้านล่างนี้เป็นความเห็นของ อ.โสฬส ม.มหิดล ต่อบทความข้างบนค่ะ 

"อ่านแล้วเห็นภาพทันที ผมก็คลุกคลีอยู่กับชนบทมาทั้งชีวิต เพราะเกิดและโตอยู่กับไอดินกลิ่นหญ้า จึงเข้าใจความรู้สึกของคนธรรมดาๆดี เท่าที่ผมคิดได้ตอนนี้เป็นอย่างนี้ครับ 

สังคมไทยก่อร่างสร้างตัวมาจากระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบนายกับไพร่ (ขอโทษที่ต้องใช้คำนี้ และไม่เกี่ยวอะไรกับวาทกรรมผ่านฟ้า) และพัวพันกันมาตลอด นายผูกใจไพร่ฟ้าด้วยคุณธรรม ไพร่ผูกใจนายด้วยความซื่อสัตย์กตัญญู และระบบความสัมพันธ์นี้ยังอยู่ในจินตนาการของคนแม้รูปแบบ (form) ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไป แต่เนื้อหายังอยู่ สังเกตวิธีการให้ความหมายของคำว่า "ปลอดภัย" ของคนไทยกับของชาวตะวันตก (ที่พัฒนาประชาธิปไตยไปไกลแล้ว) ให้ดีนะครับ คนไทยโดยทั่วไปจะรู้สึกว่าตนเองปลอดภัย เมื่อสามารถพึ่งคนอื่นได้ แต่ฝรั่งจะคิดตรงข้าม เขาจะรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยเมื่อไม่จำเป็นต้องพึ่งคนอื่น เขาจึงให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เป็นหลักประกันความปลอดภัยของทุกคน แต่ดูเหมือนว่าคนไทยเพิ่งมาคิดเองนี้กัน หลังจากที่เอาความปลอดภัยไปแขวนไว้กับคนอื่นมานาน แต่ความคิดแบบพึ่งพาคนอื่น กับความคิดที่จะสร้างระบบ กฏเกณฑ์เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยของทุกคน คงขัดแย้งกันไปอีกระยะหนึ่ง

 ผมคิดว่า ภาคพลเมืองเราคงไม่ไปร่วมต่อสู้กับความคิดสองกระแสนี้ เพราะจะทำให้เหนื่อยแรง ในความเห็นส่วนตัวของผม คือ ผมอยากสร้างวัฒนธรรมปัจเจก (culture of individualism) ให้กับพลเมือง ผมไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องให้คนหันหลังให้กัน แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ แต่หมายถึงการสร้างคนให้รู้จักเคารพตัวเอง รู้จักหน้าที่ อยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างจากตัวเอง ฟังคนอื่นเป็น นึกถึงคนอื่น มีความสามารถในการเรียนรู้ และเคารพกฎระเบียบ ฯลฯ (ฝันมากไปหรือเปล่าเนี่ย) และผมหวังว่าคนเหล่านี้ จะไปสร้างสังคมใหม่ของตนเองได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปลูกฝังความเป็นโน่นความเป็นนี่ให้ไม่จบสิ้น"

.................................

ป.ล. อ่านแล้วไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับบันทึกนี้นะคะ เป็นเพียงความเห็นหนึ่งที่นำมาแบ่งปันค่ะ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปใด ๆ

หากอ่านแล้ว มีอารมณ์ร่วม ก็กรุณาติชม แลกเปลี่ยน ต่อยอดไอเดีย ก็ยิ่งดี จะได้ช่วยกันมอง ช่วยกันหาประตูกลที่ซ่อนอยู่  พากันออกไปจากความมัวซัวซะที

บางทีพวกเราอาจเป็นคนถือกุญแจดอกที่สังคมกำลังหาอยู่ก็ได้นะคะ

...^__^...