ก้าวแรก
เมื่อฉันตื่นลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ และจากวันที่ฉันนอนอยู่ในที่นอนอันแสนจะนุ่ม บ้างก็อยู่ในเปลที่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียกว่า "แม่" คอยนั่งไกวเปลให้ไม่เคยแม้แต่จะบ่นว่าเหนื่อย แม่คอยเฝ้าปรนนิบัติทะนุถนอมอยู่ไม่ห่างจากฉันเลย
จนถึงวันที่ฉันต้องหัดเดินแล้วสินะ และบุคคลแรกที่สอนและหัดให้ฉันเดิน ไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน แต่นั่นคือ คนที่เป็นพ่อและแม่นี่เอง ฉันรู้ว่า ก้าวแรก ของฉัน ทำให้พ่อและแม่ลุ้นแทบตายกลัวว่าลูกจะล้มท่านคอยประคับประคองไม่เคยห่างจากฉันเลย แต่บางครั้งท่านต้องถอยห่างออกจากเราไปบ้าง เพื่อให้เราสามารถยืนและก็ก้าวเดินไปข้างหน้าที่มีท่านคอยยื่นมือสองข้างรอรับเราอยู่ ซึ่งในตอนแรก ก้าวแรก ของฉันอาจจะล้มบ้าง เจ็บบ้าง เนื่องจากขายังไม่แข็ง และฉันก็รู้ดีว่าคนที่เป็นพ่อและแม่ก็เจ็บไปไม่น้อยไปกว่าลูกเลย แต่ท่านก็ต้องทนฝืน เพื่อให้เราสามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่วและค่อยๆ เดินเก่งขึ้นๆ
จนเมื่อฉันโตขึ้น ฉันเดินคล่อง ฉันวิ่งได้ และฉันก็สามารถทำอะไรได้ตั้งหลายๆ อย่าง แต่พ่อและแม่ก็ยังไม่เคยหมดความรัก ความเอื้ออาทร ความห่วงใย และความหวังดี ต่อฉันเลยแม่แต่น้อยนิด ต่อให้การกระทำที่ผ่านมาของฉันต้องทำให้ท่านเสียใจอย่างที่สุด ท่านก็ไม่เคยคิดแม้แต่จะรังเกียจหรือคิดที่จะละทิ้งลูกคนนี้เลย ท่านยังคงคอยประคับประคองเหมือนอดีตที่ฉันเคยเป็นเด็ก แต่คราวนี้ท่านไม่ได้สอนหรือหัดให้ฉันเดินอีกแล้ว แต่ท่านคอยชี้แนะแนวทางที่จะให้ฉันเดินไปสู่อนาคตอันงดงามของตัวเอง ทั้งๆที่ท่านรู้ดีว่า วันข้างหน้าลูกอาจจะเดินหนีออกจากอกพ่อและแม่ไป ไม่ได้เดินและก้าวเข้ามาหาท่านเหมือนตอนยังเล็กอยู่ แต่ท่านก็ยังคงสอนให้เราเดินไปข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนพบกับอนาคตที่สดใส และทำให้ฉันมีก้าวต่อๆ ไปอีก
และในเมื่อปีที่ผ่านมา ฉันได้ผ่านการสอบคัดเลือกเรียนในสาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งการเรียนที่มาผ่านๆ มา ฉันไม่เคยสนใจในอาชีพครูเลยแม้แต่น้อยนิด เพราะฉันคิดว่า ครูเป็นคนที่จู้จี้ ขี้บ่น คอยดุ คอยว่า อยู่ตลอดเวลา ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าท่านไม่เหนื่อยบ้างรึไง แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสกับความเป็นครู แต่การเรียนการสอนในห้องเรียนที่เป็นทฤษฎีก็ไม่ได้ทำใหฉันรู้สึกว่าอยากจะเป็นครูขึ้นมาสักเท่าไหร่ จนเมื่อมาถึงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เป็นเทอมที่นักศึกษาจะต้องฝึกประสบการณ์เกี่ยวกับการสอน ในช่วงแรกฉันกังวลเหลือเกิน กลัวว่าจะสอนได้ไหม เด็กจะชอบเราไหม คิดไปต่างๆ นานา แต่เมื่อได้สอนเข้าจริงๆ ฉันเริ่มสนุกและชอบกับการสอนแล้วสิ ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยกับการแก้ไขสถานการณ์ในห้องเรียนควบคู่ไปด้วย ฉันเริ่มกลับมานั่งคิดว่า เอ...หรือว่าการเป็นครูจะเหมาะกับเราเข้าแล้วล่ะมั้ง
เมื่อมาถึงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ฉันได้มีโอกาสกลับเข้าไปสอนในโรงเรียนแห่งนี้อีกครั้ง เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยของฉันคือนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 คราวนี้ฉันต้องเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ เนื่องจากภาคเรียนแรกฉันสอนม.3 เด็กก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง คือ มีความกึ่งความเป็นเด็กกับผู้ใหญ่ แต่ครั้งนี้เป็นเด็กม.1 ซึ่งยังคงมีความเป็นเด็กอยู่มาก บางครั้งก็สมกับคำพูดของคนโบราณที่ว่า "จับปูใส่กระด้ง" ซะจริงๆ ฉันไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมครูจะต้องบ่น ต้องว่าอยู่ตลอด เพราะอยากให้เด็กมีระเบียบวินัยนั่นเอง แต่นั่นก็คือธรรมชาติของเด็ก และช่วยทำให้ห้องเรียนมีสีสัน และมีบรรยากาศที่ครื้นเครงไม่เครียด ฉันค่อยๆ เก็บรวบรวมประสบการณ์ในการสอนแต่ละครั้ง ฉันได้เริ่มเรียนรู้คำว่า "ให้" และ "เสียสละ" อย่างแท้จริงก็คราวนี้ล่ะ ทั้งให้ความรู้ ให้กำลังใจ ให้ความรัก ให้ความหวังดี ให้คำปรึกษา เสียสละเวลาส่วนตัวมาอยู่กับนักเรียนหลังเลิกเรียนเพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเข้ามาพูดคุย ขอคำปรึกษาต่างๆ ซึ่งฉันคิดว่ามันเป็นประโยชน์มากทีเดียว และการสอนครั้งนี้ทำให้ฉันเกิดความประทับใจและความสุขมากมายเหลือเกิน ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยบ้าง แต่เพื่ออนาคตของเด็กๆ ฉันอยากทุ่มเทให้เต็มที่ที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงนักศึกษาฝึกสอนก็ตาม แหละนี่ก็คือ "ก้าวแรก" ที่แท้จริงที่ทำให้ฉันอยากจะมีก้าวต่อๆ ไป ซึ่งฉันรู้ดีว่าการสอนจริงๆในอนาคตมันอาจจะไม่สนุก และอาจจะเหนื่อยมากกว่านี้หลายต่อหลายเท่า ถ้ามีโอกาสที่ดีในวันข้างหน้าฉันจะทำหน้าที่เป็นครูที่ดีให้ได้
ลูกสาวน่ารักแถมยังใจดีอีกนะคะ
ขอบคุณ คุณ teacheer มากนะคะ
และก็จะพยายามทำดีต่อไปค่ะ
เป็นชีวิตที่น่าค้นหานะครับ สำหรับชีวิตของน้องด้ามชอล์ก
เขียนดีครับ อ่านเข้าใจง่าย ใช้ภาษาได้ดีครับ
ขอบคุณมากนะคะ คุณครูเพื่อชีวิต
ที่เข้ามาแสดงความคิดให้
เดินทางไกลแสนไกล ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก
ขอบคุณนะครับ
ขอบคุณ คุณราชิต สุพร นะคะ
ที่แวะเข้ามาทักทายกันค่ะ