ทฤษฎีพหุปัญญา (multiple intelligence) เป็นความพยายามในการอธิบายมนุษย์ของ นักจิตวิทยาที่ชื่อ Howard Gardner ผู้ปลุกนักการศึกษาทั่วโลกให้หันไปมองในความแตกต่าง หลากหลายของเด็กมาตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๘๓ ในปัจจุบันคำอธิบายดังกล่าวเป็นที่ยอมรับกัน ค่อนข้างแพร่หลาย แต่ในแง่ของการปฏิบัติแล้วก็มีผู้ตีความกันไปต่างๆ จึงเกิดเป็นการพัฒนาแนวคิดนี้ไปใน ๒ แนวทาง ใหญ่ๆ ที่มีความแตกต่างกัน คือ
แนวทางแรก เน้นไปในประเด็นที่มนุษย์แต่ละคนมีความถนัดในความฉลาดแต่ละด้าน ที่แตกต่างกัน ซึ่งหมายความว่า แนวทางนี้ส่งเสริมความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละปัจเจก
แนวทางที่สอง เน้นไปในประเด็นที่ว่ามนุษย์แต่ละคนมีโอกาส ในการพัฒนาความฉลาด ที่หลากหลายภายในตนเอง และในบรรดาความฉลาดที่มีอยู่หลายด้านนั้น ก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยง กันอยู่ ดังตัวอย่างที่ ดร.เราส์เชอร์ได้นำเสนอไว้ในงานวิจัยของเธอว่า การฝึกทักษะทางดนตรี ซึ่งเป็นความฉลาด ๑ใน ๘ ด้าน จะช่วยให้ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ และความฉลาดด้านคณิตศาสตร์ พัฒนาขึ้นด้วย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน ฉลาดได้ด้วยดนตรี ตอน ๑,๒,๓)
ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้ ได้ก่อให้เกิดแนวทางการจัดการศึกษาที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก
แนวทางแรกที่มุ่งพัฒนาความฉลาดเฉพาะทาง ก็จะมุ่งเน้นลักษณะเด่นของผู้เรียนแต่ละคน ให้แหลมคมมากยิ่งขึ้น โดยทำการส่งเสริมความสามารถเฉพาะของแต่ละบุคคลให้งอกงาม มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แนวทางที่สองที่เน้นการพัฒนาความฉลาดอย่างรอบด้าน ก็จัดโปรแกรมการเรียนรู้ที่มีลักษณะ ของการบูรณาการความรู้ต่างๆเข้าด้วยกัน ให้สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้หมดหรือใน พรบ.การศึกษา แห่งชาติ ได้กำหนดไว้ให้ผู้เรียนต้องเรียนสาระให้ครบทั้ง ๘ สาระ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ หรือชั้น ๑ จนกระทั่งชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ หรือชั้น ๑๒ โดยไม่แบ่งเป็นสาย/โปรแกรมวิทย์ สาย/โปรแกรมศิลป์เหมือนแต่ก่อน หรือการที่มหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้มีโครงการปริญญาเอกที่เรียกว่า สหวิทยาการ ที่กำหนดให้ผู้เรียนต้องใช้ความรู้ ๓ สาขาขึ้นไปมาตอบคำถามที่ตั้งไว้ตั้งแต่ก่อน เข้าศึกษาต่อว่า ต้องการศึกษาค้นคว้าในเรื่องอะไร เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องใด
เป็นที่น่าสงสัยว่า ทั้งแนวทางที่มุ่งพัฒนาความฉลาดเฉพาะทาง และแนวทางที่มุ่งพัฒนาความฉลาดอย่างรอบด้าน ต่างก็มีความเกี่ยวพันอยู่กับทฤษฎีพหุปัญญาด้วยกันทั้งคู่ แต่เหตุไฉนจึงมีความ แตกต่างกันถึงเพียงนี้ ดังนั้น จึงขอกลับมาทบทวนหลักการใหญ่ๆของทฤษฏีนี้สักเล็กน้อย เพื่อที่จะหาทางออกที่ไม่เหวี่ยงไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่สามารถเก็บประโยชน์จากทั้ง ๒ แนวทาง ที่กล่าวมาแล้วได้อย่างเต็มที่
ทฤษฎีพหุปัญญา กล่าวถึงมนุษย์และความชาญฉลาดทั้ง ๘ ด้านของมนุษย์ ว่า มนุษย์มีความฉลาดอย่างน้อย ๘ ด้าน
มนุษย์มีโอกาสที่จะพัฒนาพหุปัญญาได้ครบทุกด้าน ปัญญาหรือความฉลาดทั้ง ๘ ด้าน ล้วนส่งผลถึงกันในลักษณะสนธิพลัง ความถนัดอันเนื่องจากผลสะสมของการเรียนรู้ และพันธุกรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ มีความถนัดในปัญญาด้านต่างๆที่แตกต่างกัน
การปรากฏของมนุษย์แต่ละคน เป็นผลสังเคราะห์ของโยงใย และผลที่กระทำต่อกันของปัญญาทุกๆด้านที่มีอยู่ในตัวบุคคล ซึ่งสังเคราะห์ออกมาเป็นprofile ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งส่วนที่เป็นจุดเด่นของ profile ของแต่ละคนก็มักแสดงออกมาให้เห็นเป็นความโดดเด่นของปัญญาในด้านใดด้านหนึ่ง หรือ ชุดใดชุดหนึ่ง
จากหลักคิดดังกล่าวอาจนำมาสู่หลักปฏิบัติที่เป็นการก้าวพอดี ที่สามารถประสานทั้ง ๒ แนวทางข้างต้นเข้าด้วยกัน คือ
การจัดการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาปัญญาในทุกๆด้าน ตามวิถีการเรียนรู้ของแต่ละคน
ทำให้การพัฒนาปัญญาในทุกด้านมีความเชื่อมโยงถึงกัน เพื่อให้เกิดลักษณะของการสนธิพลังเข้าด้วยกัน
เมื่อผู้เรียนแต่ละคนมีความถนัด และความรักในปัญญาที่แตกต่าง ก็ควรให้เขาได้เริ่มจากด้านที่เขา มีความถนัด และมีความรัก (เริ่มจากฉันทะ)เป็นปฐม หลังจากนั้นก็ค่อยๆเชื่อมโยงไปสู่ปัญญาด้าน อื่นๆต่อไปจนครบทุกด้าน ในลักษณะของการสนธิพลังเช่นกัน
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้สังเคราะห์ปัญญาทุกๆด้านออกมาเป็น profile เฉพาะของแต่ละบุคคล ที่มีความแตกต่างกันเฉกเช่นเดียวกันกับลายนิ้วมือของแต่ละคนที่ไม่มีใครเหมือนกันเลย
เมื่อความแตกต่างเกิดขึ้นแล้วก็สร้างให้ความแตกต่างนั้นโดดเด่นยิ่งๆขึ้นไป (อย่างมีความเชื่อมโยงกับปัญญาด้านอื่นๆ) จนกระทั่งกลายเป็น ลักษณะเฉพาะที่พัฒนาขึ้น จากฐานของ ความเข้าใจในปัญญาทั้ง ๘ ด้านอย่างบูรณาการ
เป็นที่หวังได้ว่าผู้เรียนที่เติบโตขึ้นจากวิถีการศึกษาที่บูรณาการพหุปัญญาเข้าด้วยกัน และสามารถสังเคราะห์ออกมาเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตนได้เช่นนี้ จะเป็นผู้ที่สามารถเข้าใจในเรื่องราว ต่างๆได้อย่างแยบคาย เพราะไม่มองอะไรแบบแยกส่วน อีกทั้งยังสามารถใช้ส่วนของปัญญา ที่โดดเด่นของตนเข้าไปจัดการกับปัญหาได้ เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาทั้งหลาย เพราะมีทั้งความรอบรู้ ตลอดทั้งสติปัญญาที่เฉียบคม ที่เข้ามาหลอมรวมอยู่ในบุคคลคนเดียวกัน นั่นเอง
ได้ความรู้มากเลยครับ อยากอ่านต่อครับ
ดิฉันเคยเขียนเรื่องพหุปัญญา ในหัวข้อฉลาดได้ด้วยดนตรีเอาไว้ ๓ ตอน ไม่ทราบว่าอาจารย์เคยอ่านหรือยังคะ
หากมีโอกาสจะเขียนเรื่องพหุปัญญาเพิ่มเติมอีก ตามคำเรียกร้องค่ะ
ขอบคุณที่โฆษณาให้นะครับ เห็นฉลาก samsung ด้วย
ขอบคุณค่ะที่แนะนำ ดิฉันเคยไปที่สานปฏิรูปและสภาการศึกษาอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ
เห็นอาจารย์เคยตามเข้าไปอ่านบันทึกของ "คุณลิขิต" (อินเทอร์น # ๑) หากอยากรู้จักงานของอินเทอร์น # ๒ เชิญได้ที่ www.gotoknow.org/krumaimai นะคะ อยากจะได้การลปรร. เพิ่มเติมจากหลายๆมุมมองค่ะ
แวะมาเยี่ยมครับ
วันจันทร์ไปเยี่ยมที่โรงเรียนเพลินพัฒนา ได้ฟังครูใหม่บรรยายด้วย ดีใจจัง
แอบเข้าไปอ่านประวัติครูใหม่ จบคณะวิจิตรศิลป์ที่เชียงใหม่ ใช่คณะของไข่ย้อยหรือเปล่าครับ
ถ้าใช่ ชอบหนังสือเรื่อง กล่องไปรษณีย์สีแดง มากเลยครับ
ลองอ่านที่ http://gotoknow.org/blog/preephati/130747
แล้วเคยเป็นครูที่โรงเรียนรุ่งอรุณด้วยหรือครับ เคยคุยกับอดีตนักเรียนโรงเรียนรุ่งอรุณแล้วประทับใจมาก ลองอ่านที่
http://gotoknow.org/blog/preephati/183986
เคยไปเยี่ยมโรงเรียนสัตยาไส ดร.อาจองรับแขกดูงานโดยให้สัมภาษณ์เด็กนักเรียน ดูดีเหมือนกันนะครับ
เคยเอาวิธีนี้มารับแขกอยู่ชุดหนึ่ง ได้ผลดีมาก เหมือนเตรียมกันมาอย่างดี
เผื่อครูสนใจวิธีครับ
ดีใจที่มีโรงเรียนแบบนี้ ไม่รู้จะมีวาสนาได้ส่งลูกไปเรียนบ้างไหม แต่คงมาแอบถามหาความรู้ไปไว้เลี้ยงลูกบ้างนะครับ
ยินดีที่ได้รู้จักครับ
สวัสดีค่ะขอบคุณที่สนใจโรงเรียนเพลินพัฒนานะคะ คณะวิจิตนศิลป์เป็นคณะของไข่ย้อยค่ะ
ใหม่เคยทำง่นเป็นครูที่โรงเรียนรุ่งอรุณตั้งแต่ยุคแรกๆ ค่ะ เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว
เคยไปเยี่ยมโรงเรียนสัตยาสัยมาเหมือนกันค่ะ มีอะไรน่าศึกษามากมาย
เชิญมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันใหม่นะคะ
ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ
blogนี้เป็นบันทึกก่อนการไปฝึกงานจัดการความรู้ที่ สคส.ค่ะ บันทึกล่าสุดจะเขียนอยู่ที่ นี่ http://gotoknow.org/blog/krumaimai ค่ะ
จะตามไปคุยที่ใหม่นะครับ
เพิ่งดูหนัง ดรีมทีม สนุกดี เหมาะกับคนเป็นพ่อแม่ครับ ลองไปอ่านใน Blog นะครับ
สวัสดีค่ะ ได้ความรู้มากๆขอบคุณค่ะ อยากอ่านอีกค่ะ
ความรู้ที่ผมมีอยู่สำหรับทฤษฎีนี้ จึงได้รู้ว่ามีน้อย ก็ตอนที่ได้อ่านนี่หล่ะ ขอบคุณครับ.
ความรู้ที่ผมมีอยู่สำหรับทฤษฎีนี้ จึงได้รู้ว่ามีน้อย ก็ตอนที่ได้อ่านนี่หล่ะ ขอบคุณครับ.
กว่าจะเขียนบรรยายออกมาเป็นเล่มๆ ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์และจินตนาการมากขนาดไหนครับ น่าทึ่งมากครับ อยากเป็นนักเขียนเก่งเหมือนครูใหม่ คงต้องใช้เวลานานมากๆนะครับ ขอบคุณมากที่ให้ความรู้และแนวคิดที่หลากหลายครับ
สวัสดีค่ะคุณคำหมุน
อยากเป็นนักเขียน คงต้องเริ่มต้นจากการเป็นนักอ่าน ที่มีความสุขกับการขยันคิด ขยันเขียน และรักที่จะเรียนรู้ ไม่ยากเท่าไหร่เลยใช่ไหมคะ :)