อธิบายภาพ : การนวดข้าวด้วยควายเดินวน ใช้ตะเกียงเจ้าพายุ ระหว่างนวดด้วยควายเดินวน ชาวนาก็จะใช้คันฉายรุฟางข้าวเพื่อพลิกให้ฟางขึ้นมาอยู่ด้านบนและสงเมล็ดข้าวให้หล่นลงด้านล่าง คนเฒ่าคนแก่นั่งกินหมากเป็นกำลังใจ เด็กๆเล่นเงาตะเกียง มีน้ำแข็งเป็นมือใส่กระติกแช่น้ำยาอุทัยหมอมี

  การนวดข้าว    รุข้าวที่แต่ละบ้านมีลอมข้าวฟ่อนขนาดใหญ่มากๆ ปริมาณข้าวฟ่อนเป็นพันสองพันฟ่อนนั้น หากต้องนวดด้วยครอบครัวเดียวสามสี่คน ก็จะต้องหมดแรงกันเลยทีเดียว เมื่อก่อนใช้ควายนวดทั้งคนและควายเหนื่อยหอบตามๆกัน ควายนวดข้าวหลายๆวันเข้าเมื่อยมากๆถึงกับนอนคาตกข้าวในกองฟางเลยหนา เดินมากจนเล็บควายที่เหยียบฟ่อนข้าวฟางข้าวหลายวันนั้นเล็บเลื่อมเป็นมัน เล็บคมเพราะเสียดสีฟางข้าว

ควายชอบกินเมล็ดข้าวเปลือกเวลาหยุดพักเอาฟางลอยออก ฟางลอยคือฟางที่เมล็ดข้าวร่วงแล้ว เมื่อสง(เขี่ย)ฟางด้านบนออกนอกลาน ควายแต่ละตัวก็จะบุ๋นฟางจนถึงเมล็ดข้าวกินอย่างสบายโดยเจ้าของก็จะถือว่าเป็นรางวัลค่าตอบแทนการนวดข้าว แต่ถ้ามูมมามกินมากเกินไปก็จะถูกเตือนเล็กๆน้อยๆย้ายที่ซะ ควายบางตัวกินข้าวเปลือกมากเราจะสังเกตได้เวลาถ่ายมูล(ขี้)จะเหลวสีเหลืองเหมือนข้าวเปลือกเลย

วิธีที่ที่จะช่วยให้เราเหนื่อยน้อยหน่อยในการนวดข้าวก็คือการเอาแรงกัน ขึ้นแรงกัน เรียกว่าเอาแรงรุข้าว เพราะข้าวแต่ละตก(จำนวนฟ่อนข้าวที่นำมานวดแต่ละครั้ง)นั้น ตกน้อยก็เป็นร้อยสองร้อยฟ่อน ถ้าลานใหญ่ก็ตกใหญ่หลายร้อยฟ่อน ตอนรุข้าวนี่แหละเล่นเอาลิ้นห้อยเลย ต้องงัดข้าวฟ่อนที่ยังไม่ได้ตัดตอก ทุบ ตี ฟาด เขย่าฟ่างฟ่อนข้าวให้เมล็ดข้าวที่ร่วงไม่หมดให้ร่วงหล่น เมื่อยจนแขนจะหลุด ทั้งคายทั้งคันทั้งร้อนทั้งฝุ่นลองข้าว นี่แหละรสชาตินวดข้าวละ

ฉะนั้นการเอาแรงกันขึ้นแรงกันนวดข้าวในหมู่ญาติเพื่อนบ้านจะสนุก ได้พูดคุยเสวนาหัวเราะกันในขณะรุข้าวนี่เลย ไม่มีซีเรียด ไม่เคร่งเครียด เรียกว่าเหนื่อยแต่ก็สนุก

การนวดข้าวรุข้าวมีทั้งเหมือนและแตกต่างจากชุมนุมสมัยนี้แลยแหละ เหมือนอย่างไรละ ที่เหมือนก็คือมันคึกคักเพราะช่วยกันรุข้าวหลายคนนั่นเอง ที่ต่างก็เห็นจะเป็นเรื่องสีรุข้าวส่วนมากสีเขียว สีดำ สีน้ำเงิน กางเกงจีนสีดำ(ม่อฮ่อม)

                                          พระมหาแล ขำสุข(อาสโย) วัดศรีโสภณ จังหวัดพิษณุโลก 
                                          ใน เวทีสร้างสุขภาวะคนหนองบัว
http://gotoknow.org/blog/nongbua-community/295169

  ตอนเป็นเด็ก   ผมก็มีคันฉายประจำตัวเหมือนกันครับ มีการจุดตะเกียงเจ้าพายุ ใช้ควาย (วน ๆ ) นวดข้าวเหมือนกัน เหมือนในภาพของท่านอาจารย์ ดร.วิรัตน์เปี๊ยบเลยครับ

ที่บ้านออกเสียง...คันฉาย.....ได้กันทุกคน เพราะมีพ่อเป็นคนไทย/พูดภาษาไทยกับลูก ๆ ตลอด แต่ญาติพี่น้องที่มีพ่อแม่เป็นลาว เป็นพวน เป็นยวน เป็นแง้ว เป็นโซ่ง ออกเสียงเป็น....คันสาย.....กันทั้งนั้น

แต่ที่สำคัญ พวกแม่ครัวก็จะช่วยกันเตรียมอาหารไว้เลี้ยงแขกที่มาช่วยนวดข้าว ซื้อน้ำแข็งเป็นมือ ๆ มาแช่ในถังน้ำขาดใหญ่ไว้ให้แขกได้ดื่มกินยามเหน็ดเหนื่อย ส่วนใหญ่บ้านใหนก็บ้านนั้นครับ อาหารหลัก ๆ มักจะเป็นแกงไก่ใส่หน่อไม้เปรี้ยว/ใส่ฟักทอง/ใส่ฟักแฟง น้ำพริกปลาร้า/ผักต้ม ประเภทผักบุ้ง/ผักตำลึง/สะเดา ส่วนอาหารหวานนั้นก็พื้น ๆ ครับเป็นจำพวกข้าวเหนียวเปียกใส่แห้ว/มะพร้าว/ลำใยแห้ง/เผือก

                                             สมบัติ ฆ้อนทอง นักวิชาการศุลกากร ชำนาญการ  ด่านศุลกากรหนองคาย
                                             ใน เวทีสร้างสุขภาวะคนหนองบัว
http://gotoknow.org/blog/nongbua-community/295169

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                          ข้อมูลและบรรยาย  : พระมหาแล ขำสุข(อาสโย) วัดศรีโสภณ พิษณุโลก
                                                                                        สมบัติ ฆ้อนทอง นักวิชาการศุลกากร ชำนาญการ หนองคาย
                                                         
               วาดภาพ  : ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์
                                                                                        ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 
                                                                                        มหาวิทยาลัยมหิดล