คน คนหนึ่งซึ่งมีวิถีบ้านๆ กับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีวิถีป่า หากขาดความเข้าใจในวิถีป่า และความจริงใจ ยากนักที่จะทำให้คนป่าศรัทธา นับถือเป็นเฒ่า

       คณะเดินทาง เดินออกจากป่ามาสู่ยอดเขาที่มีสายหมอกเหมือนมาสู่เมืองสวรรค์   ลมหนาวปะทะผิวกายเย็นยะเยียบ     ต้นไม้เตี้ยๆมองเห็นเดือนเห็นตะวัน     นายหัวเลิศชี้ยอดเขาที่จะไปพักให้คณะร่วมทางดู 

      กินข้าวเสร็จเดินทางต่อผ่านยอดภูหลายลูก  ชั่วโมงกว่าก็มาถึงที่พัก  ณจุดพัก คณะเดิทางทุกคณะต้องมาพักที่นี้ เพราะเป็นชัยภูมิหลายประการที่เหมาะแก่การผูกเปลของนักเดินทาง 

คุณเอกจตุพรในชุดกับฝนพร้องเดิน

     ประการที่หนึ่งจุดนี้ไกล้กับจุดชมวิว ที่ชมได้ทั้งเช้าและตอนบ่าย ตอนเช้าขึ้นเขาทางทิศตะวันออก มองเห็นพัทลุงและสงขลา   ตอนเย็นเดินขึ้นยอดเขาทิศตะวันตก มองเห็น ตรังและสตูล

 รอบๆที่พักเป็นหุบเขามีต้นไม้ให้ทำฟืน

       ประการที่สอง จุดนี้เป็นที่หลบลมที่พัดผ่านภูเขาทั้งสี่ทิศ

      ประการที่สามไกล้ๆที่พักมีดงเสม็ดซึ่งเป็นไม้ที่มียางเป็นเชื้อไฟเหมาะแก่การทำฟืน 

     ประการที่สี่มีแหล่งน้ำที่ใช้ในการพักแรม

นายหัวเลิศ

ถึงที่พัก ผลปรากฎว่าที่ที่จะหุ่งข้าวก่อไฟ กลายเป็นธารน้ำ  ทุกคนวางสัมภาระไม่พักผ่อน นายหัวเลิศ  กางเต็นท์กลาง หนานเกียรติ ใช้ไม้ปลายแหลมต่างเสียมจอบขุดเซาะร่องน้ำเปลี่ยนทางน้ำ ซากี้เข้าป่าหาฟืน สองสาวเตรียมการหุงข้าว  ผู้เฒ่าสับไม้ทำเหยื่อไฟฟืน  เตรียมกับข้าวเสร็จฝนซาเม็ด 

เดินทางไกลจากดอยมูเซอ มาสูเขาเจ็ดยอด

    นะไรชวนผู้มาเยือนขึ้นไปดูสายลมที่พัดผ่านตรังสตูล  ตกค่ำฝนโปรยไพรตกอีกแล้ว ลงมาจากเขาเปลผูกเตรียมไว้รอแล้ว กินข้าวเสร็จ รู้สึกเหมือนเป็นไข้กับปวดท้อง  คงจะมาจากการกินยาคลายกล้ามเนื้อมากไป  จึงขึ้นเปลนอน ด้วยความหนาวเหน็บ ใต้เปลเป็นธารน้ำไหล  บนอากาศฝนตกไม่ขาดสาย ลมใต้พัดผ่าน แม้นอยู่ในถุงนอนก็ยากที่จะอุ่น เพราะความชื่น  ตีสามกว่าท้องฟ้าเปิด มองเห็นดาวคาดหวังว่ารุ่งเช้าฟ้าคงเปิด  ....

    เช้าแล้วทุกคนกำลังหลับอุ่น ยกเว้น น้องเอก น้องหนานและซากี้ เกิดอุบัติ ฝนหลงเวลาไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้เปลเปียกนอนต่อไม่ไหว ต้องลุกมาผิงไฟหาใออุ่น  นะไร ชวนขึ้นไปชมวิวทะเลหมอก ทั้งที่ฟ้าปิด แต่ทุกคนทนหนาวอยู่ไกล้กองไฟ ไม่อยากออกไป จน นะไรต้องบอกว่า "เสียเวลาเดินมาแทบตาย มานั่งเฝ้ากองไฟไม่ไปชมสิ่งสวยงาม"  ทุกคนต้องขึ้นตามนะไรไป ส่วนนายหัวเลิศ เก็บสัมภาระ เมื่อกลับลงมา นายหัวเลิศก็ชวนขึ้นเขาทิศตะวันออก ดูทะเลหมอกพัดผ่านเขายอดนมสาว หมุนวนเป็นเกลียวหมอกสวยงามยิ่งนัก หนานเกียรติ นำอุปกรณ์ชงกาแฟมาบริการ ผู้เขียนขอเป็นโอวัลติน เพราะเมื่อคืนกินข้าวไม่ค่อยลง แต่พอโอวัลตินลงท้อง ต้องรีบหลบมุมไปอาเจียน ไม่อยากให้ใครเห็นกลัวเป็นกังวล แต่ นะไรอีกแล้วเอาน้ำมาให้ล้างปากล้างคอ ถามว่าไหวมั้ย

คุณน้องเพื่อนนะไร พบกันครั้งแรกที่บาหลี

    เมื่อเก็บภาพจนพอใจ นายหัวบอกว่าจะพาลงทางตรังซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ แปดชั่วโมง  และมีข่าวดีเพิ่มว่าจะพาไปพบซาไก โทรนัดให้ทีมงานบอกเงาะว่าไม่ต้องออกไปหามันทราย  นายหัวต้องการพบ เก็บสัมภาระเดินทางกลับขากลับแม้จะเดินลง ดูเหมือนสะดวกกว่าขาขึ้น แต่ขาลงมักทำให้นักเดินป่าหลายคนต้องถอดเล็บมาแล้วหลายคน นายหัวเลิศ ให้ลูกน้องขับรถจาก พัทลุง มารอรับที่ตีนควน อำเภอปะเหลียนจังหวัดตรัง ทำให้ไม่เปลืองแรงเดิน  แล้วนำนักเดินป่า  ไปพบชาวป่า ที่อาศัยป่าเทือกเขาบรรทัดมาหลายสิบปี วนเวียน อยู่ ตามเขต ตรัง สตูล พัทลุง ตามฤดูกาลเนิ่นนานตลอดมา......

 

     เงาะป่า วิถีเงาะป่าเงาะกลุ่มนี้ คุ้นชินกันดีกับพวกเรา  นายหัวเลิศ เคยเป็นดาราแสดงนำ ในเรื่อง ซาไกยูไนเต็ดเป็นหัวหน้าเผ่า ไปอยู่ไปกินกับเงาะ ครั้งละหลายวัน  เฒ่าเงาะบอกกับนายหัวว่า "หมึงให้กูไปไหนหมึงมารับ คนเอินมารับกูไม่ไป"

    คนๆหนึ่งซึ่งมีวิถีบ้านๆ กับคนกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีป่า หากขาดความเข้าใจในวิถีป่าและความจริงใจยากนักที่จะทำให้คนป่าศรัทธา นับถือเป็นเฒ่า  เฒ่าเลิศ นายหัวเลิศ เพื่อนเลิศ  ผู้ทรนงแห่งเทือกเขาบรรทัด

       ผู้เขียนซึ่งมีความคุ้นชินกันมานาน กับนายหัวเลิศ เดินป่า หลงป่ามาด้วยกันหลายครั้ง ทริปนี้วัดใจกันกับผู้มาเยือนในการเดินป่า หน้าฝน น้ำตกสายรุ้งทำให้ผู้คนเสียขวัญมาแล้ว  แต่ไม่สามารถทำให้เดินป่าครั้งนี้ต้องเสียขวัญในการเดินป่าหน้าฝนของคณะเรา  จึงขอคารวะเพื่อนบุญเลิศ ชายเกตุ ผู้ทรนงแห่งเทือกเขาบรรทัด ณ.บรรทัดนี้ แทนพรรคพวกทุกคน......

 

 

ดงมหาดดำ

ดอกอะไรไม่รู้

 

นายหัวเลิศ นัดกับเฒ่าเงาะในการเดินทาง