เช้ามืดวันอาทิตย์ ผมถูกปลุกด้วยเสียงกระดานปูพื้นเถียงนาลั่น จากการเดินของใครสักคน ผมลืมตามองไปทางต้นเสียง เห็นเงาตะคุ่มของชิน กำลังจะเดินลงบันได

    "ไปไหน ชิน"  ผมถามพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง

    "ไปยามหลุมดักปลา ครู"  ชินชงักที่บันได ตอบคำถามและหันหน้ามองมาทางผม

     "ไปด้วยซี"  ผมรีบเอาผ้าห่มออกจากตัว แล้วยืนขึ้น เดินตามชินโดยไม่สนใจที่จะล้างหน้า

 

 

      ผมเพียงก้าวลงบันได ก็ได้รับสัมผัสลมเย็นจากท้องนาที่พัดมาเบาๆ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินมาสมทบกับชินที่ยืนรอผมที่คันนาแรก พอผมใกล้จะมาถึง ชินก็เดินนำ

      "เดี๋ยวก่อน..ชิน" ผมเรียกไว้ เพราะขณะนั้นผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แปลกและมั่นใจว่าไม่เคยได้กลิ่นที่หอมอย่างนี้มาก่อน

      "ได้กลิ่นอะไรไหม"  ผมถาม ชินยืนนิ่งสักครู่แล้วตอบว่า ไม่ได้กลิ่นอะไร

      "ครูได้กลิ่นหอม.....หอมชื่นใจมาก..... หอมเหมือนกลิ่นน้ำนม เพียงแต่ กลิ่นนี้ หอมกว่ามาก.....ชื่นใจจริงๆ...."

      "อ้อ...." ชินหัวเราะ แล้วพูดต่อว่า "กลิ่นข้าวน่ะ ครู...ข้าวที่ออกรวงใหม่ๆ จะหอมอย่างนี้แหละ ไปกันเถอะ"

       ผมเดินตามชินพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า สายลมเย็นที่กระทบตัวเบาๆ กลิ่นรวงข้าวที่หอมชื่นใจ เสียงนกหลากชนิดที่ร้องมาจากพุ่มไม้ กิ่งไม้ ใกล้บ้างไกลบ้าง และไกลออกไปด้านทิศตะวันออก แสงเงินแสงทองเริ่มทาทับขอบฟ้า นี่กระมังที่เป็นสวรรค์ของชาวนา

 

 

       ครั้งนี้เราไม่ได้ปลาในหลุมเลย ชินบอกว่าฝนไม่ตก ปลาไม่ลง เราคงกินข้าวกับน้ำพริกผักสดจากท้องนา ผมไม่ว่าอะไร เพราะผมไม่เลือกกินอยู่แล้ว มีอะไรก็กินได้

       แต่... เช้าวันนั้นนอกจากข้าวกับน้ำพริกผักสดแล้ว เรายังมีอ่อมปลาซิวที่ "หลิน" ช้อนได้จากมุมคันนา แน่ละ...อร่อยมากสำหรับผม เช่นเคย

       บ่ายวันนั้น ผมต้องกลับเข้าบ้านคำบาก เพื่อทำหน้าที่สอนเด็กในวันรุ่งขึ้น 

       พ่อเหรียญ หลิน ชิน เดินกลับ ส่วนผมขี่ม้า โดยพ่อเหรียญเป็นคนจูงม้ามาให้ผมขึ้นขี่เหมือนเดิม

       พอผมขึ้นนั่งสองมือจับสายบังเหียนดีแล้ว พ่อเหรียญก็ปล่อยมือจากเชือกม้า เท่านั้นแหละครับ ม้าก็พาผมวิ่งไปทางลำธารอย่างเต็มฝีเท้า

       ผมตกใจ พยายามจับสายบังเหียนให้แน่น ดึงให้ม้าวิ่งช้าลง แต่ไม่ได้ผล เจ้าม้าบักจ้อนคงวิ่งอย่างสุดฝีเท้า ผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ทรงตัวอยู่บนหลังม้าและหมอบหลบกิ่งไม้ที่ม้าวิ่งผ่านไป

       ม้าวิ่งผ่านชินกับหลินที่เดินมาก่อน ผมได้ยินเสียงชินโห่ร้องด้วยความยินดี แต่ผมไม่ได้หันไปดูเขาเลย

       จนม้าวิ่งมาถึงลำธาร มันก็หยุดก้มลงดื่มน้ำอยู่นาน จนชินและหลินเดินมาถึง 

       "โอ้โฮ..ครู ควบม้าเหมือนหนังคาวบอยเลย" ชินพูด  แต่.. ผมไม่ตอบ กลัวเขาจะรู้ว่า ตอนนั้นผมกลัวมาก.... คิดเพียงว่า ผมรอดตายแล้ว..

       หลังจากม้าดื่มน้ำจนพอแล้ว มันก็เดินลุยน้ำไปอีกฟากหนึ่ง แล้วเดินกลับบ้าน ผมถอนหายใจโล่งอก พอเดินได้สักพัก ผมนึกสนุกอยากให้ม้าวิ่ง จึงใช้เท้ากระตุ้นที่ท้องม้า เหมือนที่เห็นในภาพยนตร์ แต่..มิใยที่ผมจะกระตุ้นอย่างไร ม้าก็เฉย ยังคงเดินต้วมเตี้ยมๆ จนถึงบ้าน

         นี่ละหนอ... ม้าเขาก็ชีวิตหนึ่ง มีหิว มีกระหาย พอได้ดับความกระหาย เขาก็ไม่ดิ้นรนอีกต่อไป

         ต่างจาก "คน" แม้ได้ดับกระหายไปแล้ว แต่ยังเกิดกระหาย "ต่อ" มีความต้องการที่จะดับกระหายในชั้นต่อไปอีกเรื่อยๆ  ไม่มีที่สิ้นสุด

อ่านต่อ ตอน 40. เพลงพิณล้อลาย..ลีลาตำข้าวเม่า