วันนี้ (๙ กพ. ๕๓: ๑๓.๓๐-๑๖.๒๐) ได้เดินทางไปเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพธ์ เรื่อง "ปัญหาการล่วงละเมิดจริยธรรมของพระภิกษุสามเณร: ศึกษากรณีที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์" ของพระปรียะพงษ์ คุณปัญญา สาขาวิชาจริยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
บรรยากาศด้านหน้าของคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
นี่เป็นเอกสารปกหน้าของร่างวิทยานิพนธ์ที่ใช้ในการสอบ ซึ่งผู้เขียนได้พยายามตั้งประเด็นคำถามเอาไว้ด้านหน้าปกว่า งานเล่มนี้มีประเด็นหลักๆ ที่จะต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง
นี่เป็นป้ายประกาศที่ติดเอาไว้ทั่วคณะแห่งนี้ เพื่อเชิญให้นิสิตทั้งปริญญาโทสาขาอื่นๆ เช่น ศาสนาเปรียบเทียบ จริยศาสตร์ และปริญญาเอกสาขาพุทธศาสนศึกษาได้เข้าร่วมรับฟังการสอบเพื่อปกป้องวิทยานิพนธ์ ซึ่งแนวคิดและหลักการเ่ช่นนี้จะำทำให้นิสิตที่ยังไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์หรือกำลังทำ ได้มีโอกาสที่จะได้รับมุมมองและแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงในโอกาสต่อไป ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ต่างจากสมัยก่อนที่ผู้เขียนเคยเป็นนิสิตปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งคณะกรรมการไม่อนุญาติให้นิสิตเข้าไปฟังด้วย แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่า ที่คณะศิลปศาสตร์ได้เปลี่ยนรูปแบบแล้วหรือยัง
ผู้เขียนได้ถ่ายรูปด้านหน้าของสำนักงานของบัณฑิตวิทยาลัยในส่วนของสาขาจริยศาสตร์และศาสนาเปรียบเทียบ
รศ.ดร. วิริยา ชินวรรโณ (ขวา) ในฐานะประธานกรรมการที่ปรึกษาหลัก และผศ. นาถฤดี เด่นดวง (ซ้าย) ในฐานะกรรมการควบคุมและทำการสอบ ท่านแรกจะเชียวชาญในประเด็นเรื่องจิตวิทยาเชิงพุทธ และมีประสบการณ์เป็นอาจารย์มาเกือบสามสิบปี ผู้เขียนเคยฟังอาจารย์นี้เมื่อครั้งยังเป็นนิสิตปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนอาจารย์นาถฤดี เป็นอาจารย์ที่เชียวชาญด้านสิทธิสตรีอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับสตรีกับพระพุทธศาสนา
รศ.ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวัฒน์ ในฐานะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ อาจารย์ท่านนี้มีความเชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนากับศาสตร์ต่างๆ และได้นำเสนอประเด็นปัญหาระหว่างภิกษุณีกับพระพุทธศาสนา โครงสร้างทางการเมืองและสังคมกับพระพุทธศาสนา สุขุมและลุ่มลึกมาก
พระปรียะพงษ์ คุณปัญญา เจ้าของวิทยานิพธ์ เรื่อง "ปัญหาการล่วงละเมิดจริยธรรมของพระภิกษุสามเณร: ศึกษากรณีที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์" หลวงพี่รูปนี้มีความพยายามสูงมากในการทำวิทยานิพนธ์และตั้งใจนำเสนออย่างดี อย่างไรก็ดี ท่านค่อนข้างจะตื่นเต้นมาก แต่สุดท้ายของการสอบนั้น คณะกรรมการได้ให้หลวงพี่ "ผ่านแบบมีเงือนไข" และให้ไปปรับแก้เป็นระยะเวลา ๙๐ วัน (๓ เดือน) แล้วนำมาให้คณะกรรมการทุกท่านพิจารณาอีกครั้ง
บาป ๙ อย่างของนิสิตปริญญาโท (ที่ต้องทำวิทยานิพนธ์)
๑. หัวข้อกว้างเกินไป และทำให้ขาดทิศทาง (Direction) ในการทำวิจัย
๒. ไม่รู้่ว่าอะไรคือเป็นมาของปัญหาของการวิัจัย เพราะปัญหาของการวิจัย คือปัญหาในทางวิชาการ แต่หลายครั้งเราพบว่า ปัญหาที่ว่าืคือเป็นปัญหาของผู้วิจัยเสียเอง ในขณะเดียวกัน บางครั้งเกิดความสับสนใจว่า อะไรคือปัญหาของการศึกษา และอะไรคือปัญหาของเรื่องที่จะศึกษา
๓. วัตถุประสงค์ในการศึกษาไม่สัมพันธ์กับบทที่จะศึกษา เช่นในเชิงคุณภาพนั้น วัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ จะเป็นบทที่ ๒ วัตถุประสงค์ข้อที่ ๒ เป็นบทที่ ๓ และวัตถุประสงค์ข้อที่ ๓ เป็นที่บทที่ ๔
๔. ขอบเขตของการศึกษาขาดความรัดกุม เพราะผู้ศึกษาไม่ได้ตีกรอบของการศึกษาเอาไว้อย่างชัดเจน จะทำให้การศึกษาคลุมเครือ เช่น ขอบเขตของเอกสารทางวิชาการ ขอบเขตของเนื้อหา หรือปัญหาที่จะศึกษา ขอบเขตของประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นต้น เมื่อขาดความรัดกุมจะทำให้งานขาดทิศทางในการศึกษา
๕. นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัยคลุมเครือ ปัญหานี้เกิดกับนิสิตจำนวนมาก เพราะการนิยามศัพท์จะทำให้การกำหนดกรอบและทิศทางของการนำเสนอชัดเจนว่า แคบ กว้าง หรือลึกมากน้อยเพียงใด เนื้อหาหรือศัพท์กินพื้นที่ขนาดไหน จะกำหนดกรอบในการศึกษามากหรือน้อยอย่างไร เช่น งานที่ไปสอบวันนี้ มีประเด็นเรื่องของคำว่า "จริยธรรมกับคำว่าิวินัย" เพราะเมื่อกล่าวคำว่า "ปัญหาการละเมิดจริยธรรมของพระภิกษุ" คำถามจะเกิดตามมาว่า "ข้อปฏิบัติของพระภิกษุนั้นใช้วินัย ไม่ใช่จริยธรรม" เพราะ "จริยธรรมคือสิ่งที่ควรประพฤติ" แต่คำว่า "วินัยนั้นเป็นสิ่งที่พระภิกษุต้องประพฤติ" นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง
๖. การไม่สรุปประเด็นทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นักวิจัยหลายท่าน เมื่อทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้ว มักจะทิ้งประเด็นเอาไว้ โดยไม่ได้สรุปว่า ทุกคนที่นำมาทบทวนนั้น มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร มีประเด็นที่ทำแล้ววิัจัยแล้ว หรือยังไม่ได้ทำอย่างไร แล้วผู้วิัจััยจะทำในมุมใด จึงจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขาทำมาก่อน หรือสิ่งที่ทำมาความน่าสนใจเพียงใด
๗. กระบวนการในการวิจัย (Research Process) ไม่ชัดเจน และหลงทาง งานหลายเรื่องที่ผู้วิจัยไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นตรงไหน อย่างไร จะไปที่ไหน จะไปถึงเป้าหมายอย่างไร โดยวิธีใด เช่น กรณีที่เราจะเข้าไปในป่าเพื่อหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เบื้องต้นเราต้องรู้ว่า เราจะเข้าไปเอาอะไรในป่า ถ้าเราตอบได้ว่า จะไปหาหน่อไม้ เราจะถามต่อว่า หน่อไม้อยู่ในป่าลึกไหม ต้องใช้ระยะเวลากี่วัน ต้องใช้อะไรไปตัด ใช้เสียม หรือจอบ ต้องนำน้ำ และอาหารไปกี่วัน จะไปด้วยรถ หรือเดินเท้าไป เหล่านี้จะมีผลต่อการเตรียมการทั้งสิ้น
๘. ประโยชน์ไม่สอดรับ หรือล้อกับวัตถุประสงค์ ประเด็นนี้ผู้วิจัยมักจะหลงลืม เพราะประโยชน์คือเป้าหมายหรือสิ่งที่เราจะได้รับเมื่อทำสำเร็จ วัตถุึประสงค์คือ สิ่งที่จะกำหนดเป็นกรอบไม่ให้เราหลงทางในการเดินไปหาเป้าหมาย มีงานหลายเรื่องที่วัตถุประสงค์ไปอีกทาง ประโยชน์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวัตถุประสงค์
๙. ไม่นำบทที่ ๒ ไปเป็นกรอบในการอภิปรายผลในบทที่ ๔ จากประสบการณ์การสอบวิทยานิพนธ์ จะพบปัญหาหนึ่งที่แก้ไม่่ค่อยได้คือ เมื่อนิสิตได้ทำวิจัยในเชิงปริมาณ โดยในบทที่ ๒ จะนำแนวคิดและทฤษฏีที่เกี่ยวข้องมาอธิบายและนำเสนอในที่บทที่ ๒ ปัญหาคือ เมื่อผู้วิจัยได้นำมาวางไว้ในบทที่ ๒ แล้ว กลับไม่รู้ว่า ทำไมต้องนำแนวคิดและทฤษฏีที่เกี่ยวข้องมานำเสนอ เพราะในความจริงแล้ว ผู้วิจัยจะต้องนำแนวคิดและทฤษฏีเหล่านี้ไปเป็นกรอบในการอธิบายและตีความในบทที่ ๔ ว่าจากกรณีศึกษาที่เราได้ไปศึกษาในภาคสนามนั้น สอดรับกับองค์ความรู้ในเชิงทฤษฏีอย่างไร แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร หรือได้ค้นพบประเด็นใดที่นอกเหนือจากทฤษฏีที่เราได้ศึกษามา
รายละเอียดของเนื้อหาที่สำคัญ และน่าสนใจจากงานวิจัยของท่านพระปิยะพงษ์จะนำเสนอในโอกาสต่อไป
เป็นประโยชน์มากครับ...กำลังอยู่ในห้วงเวลาของการทำวิทยาินิพนธ์อยู่พอดีครับท่านอาจารย์
ขอบคุณมากครับ
ครูพรเพ็ญ
นมัสการพระคุณเจ้า
นมัสการครับ...
มาถึงคณะฯผมเลยครับ เสียดายไม่ทราบครับว่าท่านเดินทางมา วันนี้ผมเองก็อยู่ที่มหาวิทยาลัยทั้งวันครับ
โยมจตุพร
อ.ประหยัด
นมัสการเจ้าค่ะ
ขอบพระคุณเจ้าค่ะที่พระคุณเจ้าแวะไปเยี่ยมเยียนกัน
บทความเขียนเสร็จและส่งมาที่ [email protected] แล้วเจ้าค่ะ
นมัสการลา
มาอีกทีเจ้าค่ะ
มาเรียนถาม ไม่ทราบว่าอาสาสมัครวันวิสาขบูชาโลกได้จำนวนเพียงพอหรือยังเจ้าค่ะ
พอดีพรุ่งนี้จะไปบันทึกรายการชีวิตสดใส เค้าให้ฝากอะไรในช่วงท้ายได้
ถ้ายังต้องการอาสาสมัครเพิ่มอีก จะขออนุญาตเชิญชวนผู้ชมให้มาสมัครน่ะเจ้าค่ะ
โยมณัฐ
พวกเรายังต้องการเพิ่มอีกเป็นจำนวนมากน่ะ รบกวนช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยน่ะ เจริญพร
มานมัสการพระคุณเจ้าธรรมหรรษา
สิ่งที่บันทึกนี้มีประโยน์ต่อผู้ทำวิจัยมากควรนำออกเผยแผ่ทางเอกสารงานวิชาการด้วยจะดีไม่น้อยนะครับผม...
อาจารย์ยูมิ
ทราบแล้วเจ้าค่ะ
ประสบการณ์ที่เคยได้ผ่านมา
อาจารย์แต่ละท่านก็พยายามให้ผู้ทำวิจัย ปรับไปตามอาจารย์
ปรับไปปรับมา
กว่าจะได้ทางออก....
ผู้ทำวิจัย ไม่แน่ชัดว่า... การเขียนมีอิสระมากน้อยแค่นั้น
มาตรฐานมหาวิทยาลัย..ระดับ..
มาตรฐาน อาจารย์
ศักยภาพนิสิต
หลวงพี่
ได้รับความรู้มากค่ะ อนุโมทนา
เป็นกำลังใจให้ท่านปรียะพงษ์ครับ จากผม อาจารย์ธีรภัทร์ มะกา อาจารย์คณะครุศาสตร์ มจร. เพื่อน พธบ. รุ่น 51 คณะครุศาสตร์ด้วยกัน แต่ตัวกระผมเรียนเอกการสอนภาษาไทย ท่านเรียนเอกจริยศึกษา ยังจำกันได้หรือเปล่าหนอ