เหตุใด GT200 จึงเข้าข่ายวิทยาศาสตร์จอมปลอม?


ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

E-mail : [email protected]  
Web : http://portal.in.th/buncha
  

 

ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ คณะกรรมการทดสอบอุปกรณ์ GT200 กำลังดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและจัดหาสถานที่เพื่อทำการตรวจสอบอุปกรณ์ดังกล่าว [ล่าสุด : การทดสอบจะจัดดำเนินการในวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย] สังคมไทยย่อมคาดหวังว่าหลักเกณฑ์การทดสอบจะมีความละเอียดรัดกุมตามหลักวิชาการ และการตรวจสอบจะเป็นไปอย่างรอบคอบและโปร่งใส ซึ่งจะส่งผลให้ผลการทดสอบมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ


อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการทดสอบดังกล่าวเป็นการทดสอบสมรรถนะ (performance) ของ GT200 โดยใช้วิธีการทางสถิติเป็นหลัก ผมจึงขอแสดงความคิดเห็นในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากที่ผมมีพื้นฐานทางฟิสิกส์ และมีประสบการณ์ในการจัดซื้อและใช้งานอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในระหว่างการทำงานที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ทัศนะต่อกรณี GT200 ณ ที่นี้ จะแสดงหลักการและหลักฐาน ประกอบคำอธิบายโดยย่อเพื่อชี้ให้เห็นว่า เหตุใดอุปกรณ์ GT200 จึงไม่เป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ และเข้าข่ายอุปกรณ์ลวงโลก ดังที่มีนักวิชาการบางท่านออกมาทักท้วงก่อนหน้านี้ (ข้อมูลและคำอธิบายเพิ่มเติมจะนำเสนอในโอกาสต่อไป หากมีผู้สนใจ)

 
ลองพิจารณาเอกสารซึ่งระบุข้อมูลทางเทคนิคของ GT200 จากบริษัท GlobalTechnical ในภาพต่อไปนี้

   



ข้อมูลทางเทคนิคของอุปกรณ์ GT200


ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะของเครื่องว่าจะสามารถทำงานได้ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ (เช่น ตรวจจับวัตถุระเบิด และ/หรือ สารเสพติด ฯลฯ) มีอย่างน้อย 4 อย่าง ได้แก่  

  • แหล่งพลังงาน (Power Source)
  • วิธีการตรวจจับ (Detection Method)
  • ระยะห่างที่สามารถตรวจจับได้ (Detection Distance)
  • ปริมาณน้อยที่สุดที่ตรวจจับได้ (Minimum Detection Quantity)


อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสำคัญนี้ทั้ง 4 อย่างนี้เองที่ส่อพิรุธ และทำให้ผู้ที่เข้าใจหลักการและขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันเกิดข้อกังขาอย่างยิ่งว่า GT200 ไม่สามารถตรวจจับวัตถุระเบิด สารเสพติด และอื่นๆ ได้จริง


ข้อมูลทั้ง 4 อย่างนี้จะขอเรียกว่า  “จุดพิรุธ” โดยจะแสดงเหตุผลสำหรับจุดพิรุธที่หนึ่งแยกออกมาต่างหาก ส่วนจุดพิรุธที่สอง ที่สามและที่สี่จะพิจารณาร่วมกันดังเหตุผลที่จะปรากฏต่อไป

 

จุดพิรุธที่หนึ่ง - แหล่งพลังงาน (Power Source) : ไฟฟ้าสถิต (Static Elctricity)


เหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าไม่จริง
: ไฟฟ้าสถิตที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง ไฟฟ้าสถิตบนร่างกายของผู้ใช้ (โดยที่ผู้ใช้จะต้องตระเตรียมร่างกายให้พร้อมอย่างถูกต้องตามวิธีการที่บริษัทกำหนดไว้) อย่างไรก็ตาม แม้ไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นจะมีอยู่ตลอดเวลา แต่ปัญหาก็คือ ประจุที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสถิตดังกล่าวมีปริมาณน้อยมากจนเป็นไปไม่ได้ว่าจะสามารถนำไปใช้ในการทำให้ชิ้นส่วนของอุปกรณ์ขยับเขยื้อนได้   (หากยังเชื่อว่าสามารถนำไฟฟ้าสถิตดังกล่าวไปใช้ได้จริง ก็ต้องถามต่อถึงกลไกการถ่ายโอนประจุระหว่างร่างกายกับอุปกรณ์ GT200 นี้ว่าเป็นอย่างไร)


      
จุดพิรุธที่สอง - วิธีการตรวจจับ (Detection Method) : สภาพแม่เหล็กไดอา-พารา (Dia-Para Magnetism)

จุดพิรุธที่สาม - ระยะห่างที่สามารถตรวจจับได้ (Detection Distance) : พื้นดิน (Land) 700 เมตร, ทะเล (Sea) 850 เมตร, อากาศ (Air) 4000 เมตร, ใต้น้ำ (Underwater) 500 เมตร และใต้ดิน (Underground) 60 เมตร

จุดพิรุธที่สี่ - ปริมาณน้อยที่สุดที่ตรวจจับได้ (Minimum Detection Quantity) : พิโคกรัม (Picogram)


เหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าไม่จริง
: ลองมาทำความเข้าใจคำว่า สภาพแม่เหล็กไดอาและสภาพแม่เหล็กพารา กันก่อน


สภาพแม่เหล็กไดอา (diamagnetism)
หมายถึง การที่สสารที่อยู่ในสนามแม่เหล็กภายนอกแสดงการต่อต้านสนามแม่เหล็กภายนอกนั้น โดยโมเมนต์แม่เหล็ก (magnetic moment) ขององค์ประกอบของสสารจะชี้ในทิศทางที่สวนทางกันกับทิศทางของสนามแม่เหล็กภายนอก (ในภาพประกอบ ลูกศรใหญ่แทนสนามแม่เหล็กภายนอก ส่วนลูกศรเล็กแทนโมเมนต์แม่เหล็ก)

จริงๆ แล้วสภาพแม่เหล็กไดอาเป็นสมบัติพื้นฐานของสสารทุกชนิด แต่หากสสารชนิดหนึ่งๆ มีสภาพแม่เหล็กแบบอื่นที่โดดเด่นกว่าก็จะไม่แสดงสภาพแม่เหล็กไดอาออกมา สำหรับสสารที่แสดงสภาพแม่เหล็กไดอาอย่างชัดเจน เช่น ไฮโดรเจน ทองแดง ทองคำ ปรอท และน้ำ เป็นต้น  


 

แผนภาพอย่างง่ายแสดงสภาพแม่เหล็กไดอา

ซ้าย : สนามแม่เหล็กภายนอกเป็นศูนย์ (H = 0)
ขวา : สนามแม่เหล็กภายนอก H (ลูกศรใหญ่) ชี้ไปทางขวามือ (โปรดสังเกตทิศทางของลูกศรเล็กซึ่งแทนโมเมนต์แม่เหล็ก)


สภาพแม่เหล็กพารา (paramagnetism) หมายถึง การที่สสารบางชนิดเมื่ออยู่ในสนามแม่เหล็กภายนอกจะแสดงการยอมตามสนามแม่เหล็กนั้น โดยโมเมนต์แม่เหล็กขององค์ประกอบของสสารนั้นจะชี้ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางของสนามแม่เหล็กภายนอก ทั้งนี้สภาพแม่เหล็กพาราจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิอย่างมาก หากอุณหภูมิสูง ก็จะทำให้สภาพแม่เหล็กพาราลดลงจนกระทั่งหมดไปได้ สำหรับสสารที่แสดงสภาพแม่เหล็กพาราอย่างชัดเจน เช่น อะลูมิเนียม ทังสเตน และแมงกานีส เป็นต้น  




แผนภาพอย่างง่ายแสดงสภาพแม่เหล็กพารา

ซ้าย : สนามแม่เหล็กภายนอกเป็นศูนย์ (H = 0) โมเมนต์แม่เหล็ก (ลูกศรเล็ก) ชี้อย่างสุ่มๆ  
ขวา : สนามแม่เหล็กภายนอก H ชี้ไปทางขวามือ (โปรดสังเกตทิศทางของลูกศรเล็กซึ่งแทนโมเมนต์แม่เหล็ก)

 
ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกรณี GT200 ได้แก่

       หนึ่ง – การที่สภาพแม่เหล็กไดอาและสภาพแม่เหล็กพาราจะปรากฏให้ตรวจวัดได้นั้น สสารจะต้องอยู่ในสนามแม่เหล็ก

       สอง
– เนื่องจากสภาพแม่เหล็กไดอาและสภาพแม่เหล็กพาราของสสารอ่อนมากๆ (วัดเป็นตัวเลขจะได้ค่าน้อย) จึงต้องใช้สนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงเพียงพอในการเหนี่ยวนำให้สสารแสดงสมบัติดังกล่าวออกมา



เมื่อพิจารณาจุดพิรุธที่สาม กล่าวคือ สามารถตรวจจับสารได้ในระยะไกลระดับหลายสิบเมตร (ผ่านใต้ดิน) จนถึงหลายพันเมตร (ผ่านอากาศ) ได้ และจุดพิรุธที่สี่ กล่าวคือ สามารถตรวจจับสารในปริมาณน้อยมากๆ ในระดับพิโคกรัม (picogram) หรือหนึ่งในล้านล้านกรัม (เขียนเป็นตัวเลขคือ 0.000000000001 กรัม) ประกอบกับจุดพิรุธที่สอง (เรื่องสภาพแม่เหล็กไดอาและสภาพแม่เหล็กพารา) จะเห็นว่า 

  • ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับสมรรถนะของ GT200 ขัดแย้งกับหลักการทางฟิสิกส์ที่ว่าสสารนั้นจะต้องอยู่ในสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงเพียงพอ
  • ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีเทคนิคใดๆ ที่มีความไว (sensitivity) สูงเพียงพอที่จะตรวจวัดค่าของสภาพแม่เหล็กที่มีปริมาณน้อยมากๆ ในระยะที่ไกลเช่นนั้นได้ (จริงๆ แล้วหากมีเทคนิคที่มีความไวมากขนาดนั้น สัญญาณรบกวนจากสสารอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กว่าก็จะบดบังสัญญาณที่ต้องการจนไม่อาจวัดค่าได้ เว้นแต่จะมีวิธีการแยกสัญญาณที่ต้องการออกมาได้อย่างชัดเจน)



อนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมามีผู้เสนอกลไกการทำงานในลักษณะอื่นๆ ขึ้นมา เช่น

  • “GT200 อาจใช้หลักการทางควอนตัมฟิสิกส์"

    ข้อสังเกต : ต้องถามกลับไปว่า หลักการข้อไหนของกลศาสตร์ควอนตัมที่ถูกใช้?  การออกแบบอุปกรณ์สอดคล้องกับหลักการที่ว่าอย่างไร? และมีการตรวจสอบโดยนักฟิสิกส์และวิศวกรที่เข้าใจหลักการนั้นแล้วหรือไม่? อย่างไร?

  • "อุปกรณ์นี้ไม่ใช่อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ แต่มันทำงานได้"

    ข้อสังเกต : หากไม่ใช่อุปกรณ์ตรวจจับวัตถุระเบิดหรือสารเสพติดด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว อุปกรณ์นี้มีหลักการทำงานอย่างไรเล่า? และหากหน่วยงานของรัฐยึดหลักการที่ว่าสามารถใช้งานอุปกรณ์ใดๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องรองรับแล้ว จะส่งผลอย่างไรบ้างต่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต?

    ส่วนคำว่า "แต่มันทำงานได้" ก็จำเป็นต้องขอหลักฐานที่มีหลักการทางสถิติเข้าไปจับ เพราะเพียงแค่ความรู้สึกของคนนั้นไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน ดังเช่นในกรณี GT200 นี้



ด้วยเหตุผลหลักที่แสดงไว้ ณ นี้ (และเหตุผลประกอบอื่นๆ)
ผมมีความคิดเห็นตามหลักการทางวิชาการและหลักฐานที่ปรากฏว่า
อุปกรณ์ GT200 ไม่ใช่อุปกรณ์ที่สามารถตรวจจับวัตถุระเบิด (และสารเสพติด และอื่นๆ) ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์
เว้นแต่จะมีหลักฐานใหม่ในทางวิชาการที่เชื่อถือได้มาหักล้างข้อสรุปนี้โดยปราศจากข้อกังขา

 


ประวัติของบทความ

  • ดัดแปลงจากบทความ "เหตุใด GT200 จึงเข้าข่ายวิทยาศาสตร์จอมปลอม?" ซึ่งตีพิมพ์ใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ เซ็คชั่น จุดประกาย เสาร์สวัสดี คอลัมน์ Event Horizon วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553     

บันทึกที่เกี่ยวข้อง