พระธาตุศรีสองรัก- ภูเรือ- เกษตรที่สูง- เชียงคาน

ออกจากภูผาหินงามพวกเราเดินทางต่อไปยังอ.ภูเรือและเลยไปไหว้พระธาตุศรีสองรักซึ่งอยู่ในเขตอ.ด่านซ้ายห่างจากอ.ภูเรือไม่มากนัก

ออกจากพระธาตุศรีสองรักก็มืดแล้วเลยแวะทานข้าวที่ตลาดอ.ภูเรือ ส้มตำรสเด็ดอร่อยมากๆๆ

แล้วเข้าที่พักที่วรัญญารีสอร์ทอยู่ติดถนนทางขึ้นภูเรือ เราพักรวมกัน คืนนี้ร้องเพลงคาราโอเกะด้วยกัน (20ชีวิต) สนุกมาก บางคนไม่เคยร้องเพลง ก็พบThe Star ในคราวนี้เอง

ตื่นเช้าตี 5ครึ่ง กลุ่มหนึ่งขึ้นไปบนภูเรือเพื่อคอยชมพระอาทิตย์ขึ้น

คนที่ตื่นเช้า(เรวดี ดารณี น้องมิลล์และน้องเมล์)ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นบอกว่าสวยมาก

ส่วนคนที่ไม่ไป(ไม่อยากบอกว่าตื่นสาย)ก็เดินเล่นภายในรีสอร์ท

หลังทานอาหารเช้าเราเดินทางไปที่เกษตรที่สูง ที่ตรงนี้มีเรื่องเล่านี่น่าตื่นเต้นก็คือว่า เมื่อวานรถตู้คันที่ดิฉันนั่งมีควันขึ้นใต้ฝากระโปรงรถ คนขับบอกว่าครัชไหม้ ใจไม่ดีเลยเพราะแถวนี้มีแต่ขึ้นเขาทั้งนั้น พอตอนเช้าเขาขึ้นไปภูเรือขาลงเขาเขาปล่อยเกียร์ว่างลงเลยมีกลิ่นเหม็นไหม้อีกครั้ง(ทำนองว่าเบรคไหม้อีกรึเปล่า)  คิดในใจว่าไม่เป็นไรทางกลับบ้านเรามีเขาน้อย ขณะเดินทางไปเกษตรที่สูง ด้วยตัวเองเป็นคนนำเที่ยวแต่ไม่เคยไปเกษตรที่สูงเลย แต่อยากพาสาวๆไปชมดอกไม้สวยๆคงจะมีความสุขมากและเขาเล่าว่าดอกไม้ที่นี่มีเยอะและสวยมาก ขับรถไปได้ 8 กิโลเมตรเห็นป้ายทางเข้า จึงจอดถามคนแถวนั้นเขาบอกว่าเข้าไปอีก 16 กิโลเมตรก็ถึง ตอนแรกคิดว่าแค่ 8 กิโลแต่ตอนนี้เพิ่มไปอีก 16 กิโล ก็ไม่เป็นไรน่ะแค่ 16กิโลไม่ไกลแป๊ปเดียวก็ถึง แต่ว่า...สิ่งที่เราไม่ทราบข้อมูลมาก่อนเลยคือทางขึ้นเขาทั้งนั้นและเขาก็สูงกว่าทางขึ้นภูเรือซะอีก ป้ายบอกทางก็ไม่เห็น รถสวนกันก็ไม่เห็นมีเลยสักคัน

ใจไม่ค่อยดีเลย หนึ่งกลัวเรื่องรถ สองที่กลัวมากที่สุดคือคนขับรถคันนี้ที่เรานั่ง เขาขับรถเร็วมากและขับหวาดเสียว พูดบ่นตลอดทางว่าถนนไม่ดี ดอกไม้ที่ไหนจะมีอยู่สูงขนาดนี้  มันไม่มีหรอก ไหนบอก 16 กิโล นี่มัน 50 โลแล้วมั๊ง......บ่นๆๆๆ และขับรถแฉลบข้างทางหลายครั้งในขณะเลี้ยวโค้ง คนในรถเงียบกริบ.. ดิฉันจึงบอกให้เขาค่อยๆไปก็ได้ไม่ต้องรีบหรอก

.. โค้งแล้วโค้งเล่าก็ไม่มีวี่แววว่าจะถึงซะที และยิ่งรู้สึกว่ามันจะโค้งขึ้นเขาสูงขึ้นๆไปเรื่อยๆ ในใจดิฉันคิด.... ขอภาวนา...พ้นโค้งนี้ให้ถึงทีเถ๊อะ และได้พูดกับสมาชิกว่าพ้นโค้งนี้แล้วเราคงเจอสิ่งสวยงามดังหวัง...(จริงๆน่ะปลอบใจตนเอง)และแล้วก็ถึงโค้งที่สูงที่สุด เราเห็นป้ายเกษตรที่สูง เห็นรถรามากมายและภาพที่อยู่เบื้องหน้านั้นทำให้เราลืมเหตุการณ์แห่งความกลัวไปหมดสิ้น ...ภูเขาสวย ดอกไม้งาม ละลานตาไปหมด 

น้องๆลงจากรถวิ่งไปถ่ายรูปกันใหญ่ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าออกจากที่นี่ไม่ไปที่ไหนอีกก็ได้  เห็นน้องๆเพลิดเพลินเราเองก็สบายใจและความเครียดที่มีทั้งหมดหายไปสิ้น

 

 

 

 

 

ขากลับลงมารู้สึกว่าใช้เวลาไม่นานเลย ขับรถก็ไม่นาน ก็ไม่ไกลเท่าไรก็แค่16กิโล ถนนก็ไม่เห็นว่าจะลำบากอะไร ดูไม่เปลี่ยวเท่าไรเลย คนอื่นเขาก็ไปเที่ยวเหมือนกันมีรถหลากหลายมาก  คนขับรถก็รู้สึกว่าจะใจเย็นลงบ้างแต่ก็ยังขับรถเร็วต้องคอยบอกให้ช้าๆลงเป็นระยะเขาก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง

 

การขี้นไปเที่ยวที่เกษตรที่สูงคราวนี้คงตราตรึงในใจอีกนานเท่านานและที่นี่ดิฉันได้แง่คิดว่า

 

1.ถ้าเราเชื่อมั่น ศรัทธาในสิ่งที่เราจะทำ เชื่อมั่นในเส้นทางที่เราจะไปก็จะไม่ลังเล ไม่เครียด

2.การทำอะไรก็ตามย่อมมีปัญหาอุปสรรค เราต้องไม่ย่อท้อ มั่นคง เข้มแข็ง จึงจะผ่านมันไปได้

3.ผลของการอดทนนั้น  ทำให้พบสิ่งที่สวยงาม (ถ้าเราถอดใจเลี้ยวรถกลับทั้งๆที่ใกล้ถึงจุดหมายก็คงไม่พบสิ่งสวยงาม)

 

พวกเราเดินทางต่อไปที่อ.เชียงคานจ.เลย เดินชมบ้านเมืองริมฝั่งโขงสักพักก็เดินทางกลับหนองคายโดยใช้เส้นทางเชียงคาน-ปากชม-หนองคาย

 

ภาพรอยยิ้มแห่งความสุข

เชียงคาน

 

ถึงแม้จะเดินทางกลับด้วยความกังวลแต่เราก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

สำหรับการเที่ยวทริปนี้ถ้าหากโชเฟอร์ดีกว่านี้สักนิดเราคงจะรู้สึกดีมากทีเดียวเพราะในภาพรวมแล้วทัวร์ครั้งนี้ทุกคนประทับใจมาก (บอกว่าปีหน้าขอให้จัดอีก  )