ประชากรไทยที่มียีนทางพันธุกรรมที่เป็นพาหะของโรคสูงถึงร้อยละ 30-40 หรือ ประมาณ 18-24 ล้านคน จึงนับว่ามีโอกาสที่คนเป็นพาหะของโรคเหล่านี้อาจจะแต่งงานกัน ซึ่งถือว่าเป็นคู่สมรสที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง
พี่แดง (คุณระวิวรรณ พงษ์เทพ) ชวนผู้เขียนไปช่วยงานเมื่อวันที่ 14 – 15 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา เพื่อจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การให้คำปรึกษาธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์” ภายใต้โครงการป้องกันและควบคุมธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจัดขึ้น ณ.โรงแรมสุริวงศ์ จ.เชียงใหม่ ที่ผ่านมา ผู้เข้าอบรมประกอบด้วยพยาบาลที่ทำหน้าให้คำปรึกษาธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ อาจารย์พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 120 คน ในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน วัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขเครือข่ายเหล่านี้สามารถดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ได้มีคุณภาพยิ่งๆขึ้น
น้องปูทำหน้าที่พิธีกร

พี่แดงกล่าวรายงาน
ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 10 พญ.กรรณิการ์ บางสายน้อย กำลังกล่าวเปิดงาน และกรุณาเป็นวิทยากรบรรยาย ในเรื่อง นโยบายป้องกันและควบคุมธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ของประเทศไทย
พี่แดงบอกว่าโครงการนี้ได้ดำเนินมานานตั้งแต่ พ.ศ. 2539 จนถึงปัจจุบัน ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุขและแผนธาลัสซีเมียแห่งชาติ พ.ศ. 2550 -2554 เพื่อควบคุมและป้องกันโรคธาลัสวีเมียรุนแรง 3 ชนิด ได้แก่ Homozygous α – Thalassemia , Homozygous β- Thalassemia และ β / Hb E Thalassemia เพราะโรคธาลัสซีเมียเป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรม และพบว่าประชากรไทยที่มียีนทางพันธุกรรมที่เป็นพาหะของโรคสูงถึงร้อยละ 30-40 หรือ ประมาณ 18-24 ล้านคน จึงนับว่ามีโอกาสที่คนเป็นพาหะของโรคเหล่านี้อาจจะแต่งงานกัน ซึ่งถือว่าเป็นคู่สมรสที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง จากการสำรวจพบว่าประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียประมาณ600,000 คน / ปี และยังเป็นปัญหาหนักให้กับวงการแพทย์ด้วย เพราะโรคนี้จะมีอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงขั้นรุนแรง เป็นปัญหาด้านสุขภาพทั้งทางร่างกาย-จิตใจทั้งของผู้ป่วยเองและครอบครัว ได้มีการประเมินรายจ่าย โดย ศ.นพ.ต่อพงศ์ สงวนเสริมศรี ของผู้ป่วยตั้งแต่แรกคลอดจนถึงอายุ 30 ปี คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 6,660,000 บาท / คน จึงเป็นที่มาของความจำเป็นที่ต้องควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์
เด็กป่วยโรคธาลัสซีเมีย
ในการอบรมครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์มาให้ความรู้จากทีมวิทยากรของโรงพยาบาลมหาราช (สวนดอก) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อาจารย์พิมพ์ลักษณ์กำลังเล่าว่าโรคนี้เกิดขึ้นและมีแนวทางการรักษาอย่างไร

ศ.นพ.ต่อพงศ์ สงวนเสริมศรี ก็เสริมเรื่อง
ระบาดวิทยาของยีนธาลัสซีเมีย
ต่อด้วย รศ.สุพัตรา ศิริโชติยะกุล
กับการป้องกันแบบครบวงจร

อาจารย์ พญ.สุชยา ลือวรรณ สอน
เรื่อง การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการแปรผล
เพราะถ้ามีคู่เสี่ยงแล้วเราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมศาสตร์แก่คู่เสี่ยงก่อนคลอด โดย รศ.พญ.พรรนี ศิริวรรธนาภา

รศ.นพ.ชเนนทร์ วนาภิรักษ์ สอนเรื่องการประเมินผลลัพธ์ของโครงการ
เมื่อมีการสอนเรื่องโรค เรื่อง การแปรผล และการให้คำปรึกษาแล้ว คราวนี้ก็มาถึง เรื่องสำคัญอีกเรื่อง คือ เรื่องการประเมินผลโครงการ โดย รศ.นพ.ชเนนทร์ วนาภิรักษ์ เพราะสิ่งที่เราคาดหวังผลลัพธ์ของโครงการ ก็คือ
-
หญิงมีครรภ์ได้รับการปรึกษาทางพันธุศาสตร์โรคธาลัสซีเมีย ร้อยละ 100
-
สามีของหญิงมีครรภ์ที่มีผลการคัดกรองธาลัสซีเมียเบื้องต้นผิดปกติ มารับการเจาะเลือดคัดกรองเบื้องต้น ร้อยละ 100
-
สามีและหญิงมีครรภ์ที่มีผลการคัดกรองธาลัสซีเมียเบื้องต้นผิดปกติ ได้รับการการตรวจยืนยันว่า เป็นคู่สมรสที่มีโอกาสมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง 3 ชนิด ได้แก่ Homozygous α – Thalassemia , Homozygous β- Thalassemia และ β / Hb E Thalassemia ร้อยละ 100
-
หญิงมีครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นคู่สมรสเสี่ยงที่มีโอกาสมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง 3 ชนิด ได้รับการวินิจฉัยก่อนคลอด ร้อยละ 100
-
คู่สมรสที่ทราบว่าบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง 3 ชนิด ได้รับการปรึกษาเพื่อให้ข้อมูลและทางเลือกในการยุติการตั้งครรภ์ด้วยความสมัครใจ ร้อยละ 100
ผู้เขียนเชื่อว่า สำหรับข้อสุดท้ายเป็นเรื่องอ่อนไหวและเปราะบาง เพราะเพียงแค่บอกพ่อ-แม่ว่าลูกที่ในท้องเป็นโรคธาลัสซีเมีย เขาก็ช้ำใจพอแล้ว และจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์อีกนี่ซิ ถ้าเป็นท่านๆจะบอกว่าอย่างไร และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่บุคลากรที่ทำหน้าที่นี้ ต้องมารับการอบรมในโครงการนี้ เพื่อให้กลับไปพูดคุยและให้คำปรึกษา ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์
อาจารย์จินตนากำลังเล่าเรื่องการบริหารโครงการ
อาจารย์จินตนา พัฒนพงศ์ธร จากสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ก็ได้มาเล่าความเป็นมาของโครงการนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้และงบประมาณมาด้วยดี แต่ปัจจุบันกลับมีปัญหาในการบริหารโครงการ
เรื่องนี้ผู้เขียน ฟังอาจารย์จินตนาเล่าด้วยเสียงเครือๆอย่างน้อยใจ แล้วรู้สึกเห็นใจที่โครงการดีๆซึ่งได้ฝ่าฟันกันมานานนับ 10 ปีเพื่อประชาชน กลับมีผู้ใหญ่บางคนให้ความสำคัญลดลง และทำท่าว่าอาจจะไม่สนับสนุนต่อด้วยซ้ำ
ฟังแล้วสงสารคนไทยตาดำๆเหล่านี้ และยังนึกไม่ออกว่า ต่อไปจะมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียเพิ่มสักกี่พัน กี่หมื่นคน รัฐจะต้องจ่ายเงินเพื่อรักษาเขาเหล่านั้นกี่พัน กี่แสนล้านบาท และที่สำคัญคือ แล้วคนไทยเราจะมีคนเดินไปเดินมา โดยที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เขาเป็นพาหะโรคนี้ จากเดิม 18 -24 ล้านคน มาเพิ่มอีกกี่ล้านคน
ยิ่งคิดยิ่งสงสารกามเทพที่ไม่สามารถแผลงศรให้ใครต่อใครมารักกันได้ตามใจเหมือนแต่ก่อน เพราะไม่รู้ว่าหนุ่มสาวคู่นั้นต่างคนต่างเป็นพาหะของโรคหรือเปล่า เฮ้อ !






เล่าได้เห็นภาพค่ะพี่เขี้ยว กึ๊ดฮอดนะเจ้า
สวัสดีเจ้าพี่เขี้ยว...
เจียงใหม่หนาวก่ครับ...
มาติดตามกิจกรรมพี่เขี้ยว ค่ะธาลัสซีเมียน่ากลัวจริงค่ะ การตรวจสุขภาพประจำปี มีความสำคัญนะคะ
ถ้ารัฐเพิ่มการให้บริการตรวจสุขภาพประจำปีในทุกพื้นที่ อนามัยหรือโรงพยาบาล เพื่อเข้าถึงกลุ่มไกลปืนเที่ยง ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ขาย ที่ไม่เห็นความสำคัญหรือเข้าถึงยาก
โอกาสลดจำนวนผู้ป่วยโรคต่างๆ หรือสามารถพบป้องกันแก้ไขได้แต่เนิ่นๆ ค่ะ จริงๆถ้าประกันสังคมเพิ่มบริการด้านนี้อีกหนึ่ง สุขภาวะอนามัยของประชาชีอาจดีขึ้นก็ได้?คะ
สวัสดีเจ้าปี้เขี้ยว..ขอบพระคุณค่ะที่นำสาระดีๆมา ให้เรียนรู้..สมัยนี้ให้ความสำคัญน้อยจริงๆ...ทั้งๆโรคนี้น่ากลัว..เพราะรักกันจริง..จะบอกเลิกได้ไง..เศร้าจัง..เนอะ
ตอนท้องน้องไอซ์ก็กลัวเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ได้เจาะเลือดหาเชื้อ คิดเข้าข้างตัวเองว่าคงไม่มีอะไรหรอก..ใช่ซิ คนทุกคนย่อมกลัวความจริงเสมอ..
พี่เขี้ยวคะ ประสานงานตามที่พี่สั่งการมาเรียบร้อยแล้วนะคะ ถ้ายังไงรบกวนส่งเมลหนังสือเชิญไปให้พรุ่งนี้ด้วยนะคะ...กำหนดการด้วยจ้า
เรียนท่านหมอเขี้ยว ส่งโจทย์ ข้ามมาจาก สปป ลาว ครับ
แวะมาอ่านและคิดถึงพี่เขี้ยวมากมากมาก..มีความสุขมากมากนะคะพี่เขี้ยวที่รัก
ขอบคุณน้องกุ้ง
เรื่องดีๆแบบนี้อยากเล่าค่ะ
วันสองวันนี้
อากาศเจียงใหม่เริ่มหนาวขึ้นเล็กน้อย
น้องปูต้องระวังนะคะ
อย่าไปปิ๊งใครแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเน้อ
เดี๋ยวไปเจอพาหะ
เขาถึงได้มีโครงการตรวจเลือดก่อนสมรสไงคะ
บอกลูกชาย 3 หนุ่มเน้อ อย่าไปรักใครง่ายๆ
สืบๆกันบ้าง อิอิ
ขอบคุณค่ะ
ความจริงเป็นเรื่องที่ไม่ควรกลัว
แต่เฝ้าระวังไว้ดีกว่าค่ะ
สวัสดี ครับ คุณมนัญญา
นำดอกหญ้ามาฝากให้ด้วยความคุ้นเคยกันนะครับ
ด้วยความระลึกถึง
ภาคเหนือมีพาหะมากกว่าทุกภาคค่ะ
ขอบคุณที่จะนำไปสอนเด็กนักเรียนให้รู้จักการเฝ้าระวัง
จัดการแล้วครับผม
ช่วยงานแล้ว
จะชวนมาเลี้ยงข้าว อิอิ