และแล้ววันรุ่งขึ้นก็กลับมาพบคุณหมอเพื่อแอดมิดตามสัญญาค่ะ คุณหมอไม่สามารถให้คำตอบได้ในตอนนี้ว่าจะต้องแอดมิดเพื่อทำการให้ยาละลายลิ่มเลือดกี่วัน เนื่องจากต้องดูค่าความเข้มข้นของเลือดที่นำไปตรวจเป็นระยะๆหลังให้ยา ถ้าแนวโน้มของอาการและเลือดที่นำไปตรวจเป็นไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับก็จะให้กลับบ้านได้เร็วค่ะ แต่คุณหมอได้ประมาณการณ์ไว้ว่าน่าจะต้องแอดมิดประมาณ 1 อาทิตย์
ความกังวลใจเรื่องความเป็นอยู่ในโรงพยาบาลได้หมดไป เมื่อได้ขึ้นมาถึงห้องพักที่ทางโรงพยาบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ ห้องพักสบาย โอ่โถง และกว้างขวางมาก เหมือนห้องพักในคอนโดหรูยังไงยังงั้นเลยค่ะ เป็นห้อง Suite มี 2 ห้องเชื่อมต่อกัน ห้องหนึ่งเป็นห้องผู้ป่วยและอีกห้องเป็นห้องพักคนเฝ้าไข้ค่ะ เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ แยกออกจากกันชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ห้องครัว เคาร์เตอร์บาร์ ห้องน้ำ ห้องรับแขก ตู้เย็น ทีวี เป็นต้น นอกจากนี้ยังสะอาด สะอ้าน สวยงาม จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย มีระเบียงหน้าห้องให้เดินเล่นด้วยค่ะ เป็นห้องที่อยู่ริมตึก ดังนั้นจึงวิวดี มองเห็นเมืองหาดใหญ่ทั้งเมือง โดยเฉพาะตอนเย็นๆ และตอนกลางคืนแสงไฟจะสวยมาก นอกจากนี้ยังสามารมองเห็นทะเลสาบสงขลา รวมทั้งเขาคอหงส์อีกด้วยค่ะ แอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ห้องที่พักนี้ราคาคืนละกี่บาท? น้องเค้าบอกว่าราคา 5,000 บาท / คืน ค่ะ แต่สำหรับพนักงานบริษัท เชฟรอนสำรวจและผลิต จำกัด ทางโรงพยาบาลให้ราคาพิเศษ ตามอัตราที่บริษัทกำหนด ดังนั้นการที่ได้แอดมิดในห้องพักดีๆ ราคาแพง ก็ได้อนิสงฆ์มาจาก สวัสดิการณ์ของการเป็นพนักงานบริษัทเชฟรอน ฯ ค่ะ เพราะบริษัทจะทำสวัสดิการณ์เรื่องการรักษาพยาบาลกับบริษัทประกันให้พนักงานและครอบครัว ดังนั้นเรื่องค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดในครั้งนี้บริษัทประกันที่เชฟรอนทำให้พนักงานจะเป็นคนดูแลให้ทั้งหมดค่ะ บี๋จึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลยในการรักษาครั้งนี้ “สัญญา” ค่ะ จะตั้งใจทำงาน และทุ่มเทอย่างเต็มความสามารถให้กับบริษัท เพื่อเป็นการตอบแทนที่บริษัทได้ดูแลตนเองและครอบครัวอย่างดีมากตลอดมาค่ะ :-)


สาเหตุที่ทำให้ต้องมานอนโรงพยาบาลไม่ได้มีอาการหนักหนาสาหัสอะไร แต่ที่ต้องมาค้างคืนที่นี้ก็เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด และต้องฉีดยาละลายลิ่มเลือดให้ตรงเวลาค่ะ เพื่อยาจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายของบี๋ก็ปกติทุกอย่าง แข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนคนปกติ ขาก็ไม่เจ็บแล้วเดินเหินได้เพียงแต่ยังบวมอยู่นิดหน่อยเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงไม่ได้บอกให้ใครรู้ว่าตัวเองมาแอดมิดรักษาอาการ เพราะเกรงใจ กลัวว่าจะเป็นห่วง และต้องมาเยี่ยมให้ลำบากกันปล่าวๆ ยกเว้น คุณแม่ คุณน้า และคนรู้ใจ ที่ทราบและได้มานอนเป็นเพื่อนกันไม่ให้เหงาแค่นั้นเองค่ะ
การนอนที่โรงพยาบาลตอนกลางคืนจะนอนหลับได้ไม่สนิทเพราะจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาที่ห้องค่อนข้างบ่อยในตอนดึก เพื่อเข้ามาดูอาการ ตรวจนั้นตรวจนี้ ตามแนวทางการรักษา ทุกครั้งที่เข้ามาเราก็จะสะดุ้งตื่น ดังนั้นเราไม่สามารถหลับได้ยาวค่ะ รวมทั้งในตอนกลางวันด้วยค่ะที่จะมีเจ้าหน้าที่มาที่ห้องบ่อย โรงพยาบาลจะคล้ายโรงแรมเลย คือจะมีคนมาทำความสะอาด เปลี่ยนผ้าปู ส่งหนังสือพิมพ์ และดูแลความเป็นระเบียบ อะไรขาดเหลือก็จะเอามาให้ สบายค่ะ ไม่ต้องทำอะไรเลย กินกับนอนแล้วก็อ่านหนังสือ
คนเราเมื่อรู้สึกตัวเองว่าร่างกายเราปกติ แข็งแรงทุกอย่างเพียงแต่ว่าเป็นลิ่มเลือดที่อยู่ข้างในมองไม่เห็นและก็ไม่มีอาการเจ็บใดๆ แล้ว ทำให้รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูกที่ต้องมานั่งกิน นอนกิน แบบออกไปไหนมาไหนไม่ได้ต้องอยู่แต่ในโรงพยาบาล มันช่างขัดใจและทรมานเสียจริง ตอนแรกคิดว่าน่าจะทำงานในห้องได้บ้างโดยการโต้ตอบทางอีเมล์แต่ปรากฏว่าห้องที่พักเป็นห้องพิเศษอยู่มุมตึก เป็นส่วนตัว จึงอยู่ค่อนข้างไกลจากเคาเตอร์พยาบาล ดังนั้นสัญญาณ Internet จึงส่งมาไม่ถึง ทางโรงพยาบาลกำลังปรับปรุงสัญญาณ Internet ให้ครอบคลุมอยู่ ถ้าจะเล่นต้องไปเล่นใกล้ๆ เคาร์เตอร์พยาบาล ในเมื่อเล่น net ไม่ได้จึงต้องอ่านหนังสือกับดูทีวีแทนเป็นการฆ่าเวลาให้ผ่านไปในแต่ละวันค่ะ แต่ก็ดีเหมือนกันนะคะ รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ค่ะ
การหายไปนอนโรงพยาบาลครั้งนี้ทำให้รู้ว่าอย่างน้อยก็มีคนเป็นห่วงเราเยอะมาก เพราะเพื่อนๆ พี่ๆ โทรมาหาเยอะมากว่าหายไปไหน ไม่เห็นหน้า หายเงียบไปเลย เค้าเป็นห่วงค่ะ ก็ต้องบอกว่านอนโรงบาลแต่ขอร้องนะคะว่าไม่ต้องมาเยี่ยม เพราะสบายดีทุกอย่างแค่มานอนให้หมอฉีดยา พรุ่งนี้ก็จะออกแล้ว ว่าไป....
ขนาดไม่ได้บอกใครแค่นอนในโรงพยาบาลก็รับแขกไม่ไหวแล้วค่ะ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่จากแผนกต่างๆ มาเยี่ยมบ้างตามหน้าที่ ที่ต้องมาเยี่ยมลูกค้า เอากระเช้ามาให้ บ้างก็มาแนะนำเรื่องยาที่ใช้รักษา รวมทั้งคุณหมอที่รักษาโรคปวดประจำเดือนด้วย และยังมีคุณหมอแผนกโรคเลือดอีกคนที่ถูกเชิญให้มารักษาบี๋ค่ะ
ทางคุณหมอได้เอาเลือดไปตรวจและพบว่าในเลือดมี protein C, protein S ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า ภาวะขาด protein C, protein S ซึ่งเป็นสาเหตุทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ดังนั้นจึงทำให้เลือดแข็งตัวง่ายกว่าคนปกติค่ะ
protein C & S เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ออกฤทธิ์ไปสลายโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัว 2 ชนิดคือ factor V & X การขาดโปรตีน C หรือ S ก็จะทำให้สมดุลของระบบแข็งตัวของเลือดเสียไป เลือดแข็งตัวง่ายขึ้น ซึ่งเป็นเมื่อร่างกายได้รับปฏิกิริยาทางเคมี คือการฉีดฮอร์โมนยาคุมเพื่อรักษาอาการปวดประจำเดือน เหมือนไปกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่ายกว่าคนปกติที่มี protein C & S อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานค่ะ
การรักษาขณะแอดมิด คือ ให้ยา วาร์ฟาริน(warfarin) แบบฉีด วันละ 2 เวลา คือ 06.00 น.และ 18.00 น. นอกจากนี้ยังมีการเจาะเลือดไปตรวจหาค่าความเข้มข้นของเลือดเป็นระยะๆ ค่ะ ตลอดเวลาที่เข้ารักการรักษาและตรวจเลือดค่าความเข้มข้นของเลือดเป็นไปตามเกณฑ์ที่คุณหมอกำหนด ดังนั้นจึงออกจากโรงพยาบาลได้หลังจากเข้ารักการรักษา 1 อาทิตย์ แต่ยังคงต้องมาให้คุณหมอฉีดยาละลายลิ่มเลือดต่ออีกเป็นเวลา 1 อาทิตย์ วันละ 1 เข็ม เวลา 18.00 น.ของทุกวันหลังเลิกงานค่ะ
วันที่จะออกจากโรงพยาบาลก็รู้สึกเศร้านิดๆ เพราะอยู่หลายวันจนเคยชิน รู้สึกผูกพันกับสถานที่และเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ที่นี่น่ารักมาก ดูแลเอาใจใส่ดีมากค่ะ เราค่อนข้างสนิทกัน เพราะว่าบี๋จะสั่งอาหารจากข้างนอกมาเผื่อเจ้าหน้าที่ด้วยตลอดที่บี๋อยู่โรงพยาบาลเนื่องจากบี๋ทานอาหารของโรงพยาบาลไม่ได้เลย รสชาติไม่ถูกปาก บี๋จึงสั่งงดอาหารรับแต่ผลไม้แทนค่ะ อาหารที่โรงพยาบาลเป็นอาหารอย่างดี ส่งมาจากครัวโรงแรม โนโวเทล เซ็นทารา หาดใหญ่ มีเมนูให้เลือกมากมายค่ะ หมอไม่ได้สั่งให้บี๋งดอะไรเป็นพิเศษดังนั้นบี๋จึงให้คนรู้ใจคอยสรรหาของอร่อยๆ ที่อยากทานมาให้ทุกมื้อ ไม่ว่าจะอยากทานอะไร เค้าก็จะพยายามสรรหามาให้ได้ตามต้องการ ซื้อมาทีเยอะมากและจะซื้อมาเพื่อเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลด้วยค่ะ คนรู้ใจบี๋ก็ทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องไม่ว่าจะเรื่องจัดหาอาหาร เรื่องการดูแลปฏิบัติตนต่างๆ ที่คุณหมอแนะนำเค้าจะเป็นคนจำและคอยเตือน คอยบอกบี๋อยู่ตลอดเหมือนเป็นเลขาฯ ส่วนตัวไปเลยค่ะ แม้ว่าเราจะคบกันมาหลายปีแล้วเค้าก็ยังดูแลบี๋อย่างดีมากๆ ตลอดมา ยอมเคลียร์ภารกิจต่างๆ เพื่อมาดูแลและเป็นกำลังใจให้เราอย่างไม่มีที่ติตลอดเวลาที่แอดมิดค่ะ
เมื่อออกจากโรงพยาบาลวันรุ่งขึ้นบี๋ก็ไปทำงานปกติ แต่หลังเลิกงานจะต้องขับรถจากสงขลาเพื่อมาฉีดยาละลายลิ่มเลือดที่โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ เวลา 18.00 น. เป็นเวลา 1 อาทิตย์ พร้อมกับต้องทานยาวาร์ฟาริน (warfarin) แบบเม็ดด้วยทุกวันก่อนนอนค่ะ บี๋ยังคงต้องทานยาต่ออีก 6 เดือนและเมื่อออกจากโรงพยาบาลคุณหมอแผนกหัวใจได้โอนการรักษาและเฝ้าดูอาการของบี๋ไปให้คุณหมอโรคเลือดเป็นผู้ดูแลแทนค่ะ ดังนั้นหลังจากนี้บี๋ต้องมาพบคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเลือดเพื่อเฝ้าดูอาการต่ออีกเป็นระยะๆ
ช่วงออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ คุณหมอจะนัดมาพบ 2 อาทิตย์ครั้งเพื่อเจาะดูค่าความเข้มข้นของเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้วหรือยัง นอกจากนี้ยังทำการอัลตร้าซาวที่ขาขวาด้วยว่ายังมีลิ่มเลือดค้างอยู่ที่ใดบ้าง มากน้อยแค่ไหน ตอนออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ ยังมีลิ่มเลือดอยู่เล็กน้อยบริเวณน่องค่ะ หลังจากทานยาและมาพบหมอเป็นระยะๆ จากเดิมนัด 2 อาทิตย์ เมื่อดีขึ้นก็นัดมาพบเดือนละครั้ง และหลังจากนั้นก็พบคุณหมอ 2 เดือนครั้ง เมื่อทุกอย่างดีขึ้นและหายดีหมดแล้วก็จบการรักษาค่ะ
ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ต้องทานยาวาร์ฟาริน(warfarin) เวลามีประจำเดือน เลือดจะออกเยอะมากๆ และออกเป็นลิ่มก้อนใหญ่ๆ คล้ายตับไก่ (ขอโทษนะคะ ถ้าอ่านแล้วทำให้ทานข้าวไม่ลง แต่ไม่รู้จะเปรียบกับอะไรดีให้เห็นภาพได้ชัดเจนค่ะ ) ผ้าอนามัยไม่สามารถรองรับได้ ต้องใช้ผ้าอ้อมสำหรับรองรับปัสสาวะของผู้ใหญ่มาใส่แทนเลยที่เดียวค่ะ ทรมานมาก ไปไหนมาไหนไม่สะดวกเลย จำเป็นต้องทนค่ะ เพราะอยู่ในช่วงให้ยาละลายลิ่มเลือด เมื่อเล่าให้คุณหมอฟังว่าเลือดมาเยอะและได้ไปตรวจค่าเลือดพบว่าเลือดจางลง ดังนั้นคุณหมอจึงต้องสั่งธาตุเหล็กบำรุงเลือดมาให้ทานค่ะ
ระหว่างที่ทานยาวาร์ฟาริน(warfarin) 6 เดือน ไม่สามารถฉีดยาและทำฟันได้เนื่องจากจะทำให้มีเลือดออกมากและจะเกิดการห้อเลือดบริเวณที่ฉีดยาได้ดังนั้นจึงต้องเลื่อนการนัดตรวจฟันประจำปีออกไป และงดฉีดวัคซีนภูมิแพ้ด้วย รอให้หยุดยาก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากันค่ะ
เอาหล่ะสิ เมื่ออาการลิ่มเลือดอุดตันที่ขาขวาหายไปภูมิแพ้ก็กลับเข้ามาแทนทันทีเพราะขาดการกระตุ้นวัคซีนไประยะนึ่ง ดังนั้นหลังออกจากโรงพยาบาลได้ 3 เดือนบี๋เริ่มเสียงแหบ มีเสมหะ แต่ไม่มีไข้และไม่ได้เป็นหวัด หลังจากนั้นก็ไอและเริ่มมีน้ำมูก ก็คิดไปเองอีกว่าเป็นหวัดเดี๋ยวก็หาย ทานยาเองแล้วไม่หายจึงไปหาคุณหมอ คุณหมอบอกเป็นหวัดลงคอให้ยามาทาน ก็ยังไม่หาย ไอ มีน้ำมูกตลอด หลังจากมีอาการอยู่เป็นเดือน สุดท้ายไปหาคุณหมอประจำที่รักษาภูมิแพ้ปรากฏว่าเป็นไซนัสอักเสบ เป็นเรื่องใหญ่อีกแล้วค่ะ ต้องรักษาและกินยาอยู่นานกว่าจะหายขาดเล่นเอาเหนื่อยอีกรอบค่ะ
ไซนัสอักเสบ
ไซนัส คือ โพรงอากาศที่อยู่แถวๆ ข้างจมูก บนหน้าผาก ที่หัวตาทั้ง 2 ข้าง และข้างในหลังช่องจมูก
ไซนัสอักเสบ เกิดจากเชื้อโรคเข้าไปในไซนัส ทำให้น้ำมูกกลายเป็นหนองเขียวเหลือง คั่งอยู่ภายใน
อาการของไซนัสอักเสบ ได้แก่
• น้ำมูกเหนียว เป็นหนองสีเขียวเหลืองอาจไหลออกมาทางจมูกหรือไหลลงคอ
• แน่นจมูก หายใจไม่ค่อยสะดวก บางครั้งต้องหายใจทางปาก
• ไอมาก ไอโขลกๆ มีเสมหะ
• ปวดหัวหรือใบหน้าปริมาณไซนัส
• ได้กลิ่นเหม็นในจมูกหรือในปาก หรือดมอะไรไม่ได้กลิ่นเลย
• บวมรอบๆ ตา
• อาจมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน
ถ้าไม่รักษา
• เชื้อโรคอาจลามไปที่หู ทำให้หูอักเสบ
• เกิดฝีรอบๆ ดวงตา ตามัว ปวดหัว
• เชื้อโรคลามเข้าสมอง ทำให้สมองอักเสบ
• เป็นปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ
• ทำให้อาการโรคหืดรุนแรงขึ้น
การรักษา
• กินยาฆ่าเชื้อโรคหรือยาแก้อักเสบทุกวันจนกว่าจะหมด
• ใช้น้ำเกลือล้างจมูก
• ใช้ยาพ่นจมูก และกินยาตามที่แพทย์สั่ง
• สั่งน้ำมูก และไอขับเสมหะอย่างถูกวิธี
* แต่ถ้ากินยาไม่ครบ หรือไม่ติดต่อกัน ถามที่แพทย์สั่ง เชื้อโรคอาจดื้อยา รักษาไม่หายอาจเกิดโรคแทรกซ้อน
• ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาราคาแพง และกินนานขึ้น
• ต้องใช้ยาฉีด
• ต้องเจาะหรือผ่าตัดเพื่อล้างโพรงไซนัส
ล้างจมูกอย่างไร
1. เทน้ำเกลือสะอาด ใส่แก้วเล็กๆ แล้วดูดใส่หลอดฉีดยาขนาด 5-10 ซีซี
2. เตรียมกระดาษทิชชู หรือผ้าเช็ดหน้าไว้
3. ยืน หรือ นั่ง หรือ นอนในท่าที่รู้สึกสบาย แล้วเงยหน้าขึ้น
4. ใส่ปลายหลอดฉีดยาเข้าไปในช่องจมูกข้างใดข้างหนึ่ง
5. ค่อยๆ ดันน้ำเกลือเข้าไปในช่องจมูกช้าๆ ถ้ารู้สึกว่ามีน้ำเกลือไหลลงคอให้กลืน
6. สั่งน้ำมูกใส่กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้า แล้วสังเกตดูลักษณะน้ำมูก หากยังมีมาก และเหนียวข้น หรือคัดจมูกมาก ให้ทำซ้ำอีกจนกว่าน้ำมูกจะใส และ หายใจโล่งขึ้น
7. ล้างจมูกอีกข้างแบบเดียวกัน
ข้อสังเกต
• น้ำเกลือจะไปซะล้างน้ำมูกที่ค้างในช่องจมูกทำให้รูเปิดของไซนัสโล่งขึ้น
• ในระยะแรกที่เริ่มล้างจมูก ค่อยๆ ใส่น้ำเกลือครั้งละครึ่งถึงหนึ่งซีซี เมื่อเด็กชินกับการล้างจมูกจึงค่อยๆ ใส่น้ำเกลือปริมาณมากขึ้นจนเต็มรูจมูก
• ไม่ควรปิดรูจมูกข้างใดข้างหนึ่งขณะสั่งน้ำมูก เพราะจะทำให้หูอื้อ
• ถ้าเด็กไม่ร่วมมือ หรือเป็นเด็กเล็กไม่ควรล้างจมูกด้วยวิธีนี้ เพราะอาจทำให้เด็กสำลักน้ำเกลือลงปอด
• ไม่ควรแช่น้ำเกลือไว้ในตู้เย็น เพราะน้ำเกลือที่เย็นเกินไปอาจทำให้ปวดจมูก
• ขวดน้ำเกลือที่เปิดใช้แล้ว ไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป เพราะจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนได้
• ไม่ควรใช้น้ำเปล่า หรือน้ำต้มสุกล้างจมูก เพราะมีความเข้มข้นไม่พอเหมาะ อาจทำให้เยื่อจมูกบวมได้
แหล่งข้อมูล : www.ramaclinic.com
อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้ผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้ว ดังนั้นขณะนี้ทุกอย่างในร่างกายบี๋เป็นปกติแล้วค่ะ หายจากการเจ็บป่วยแล้ว ภูมิแพ้ก็กลับมาฉีดได้แล้ว เหลือแต่ปวดประจำเดือนที่รักษาต่อด้วยการฉีดฮอร์โมนไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นคุณหมอจึงให้ทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการและคุณหมอแนะนำว่าให้รีบมีลูกเพื่อจะได้ตัดเอาตัวต้นเหตุที่ทำให้ปวดท้องออกซะ :-)
สุดท้ายนี้ก่อนจะจบเรื่อง ล้มหมอน…นอนเสื่อ ถ้าได้อ่านจากทั้ง 3 ตอนที่บี๋ได้เขียนไปก่อนหน้านี้แล้วจะรู้ว่า ''อโรคา ปรมาลาภา'' การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คงไม่มีใครกล้าเถียงว่าสุขภาพร่างกายของเรานั้นสำคัญมากแค่ไหน ต่อให้เกิดมารวย สวย หรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตแค่ไหน หากแต่ไม่ดูแลรักษาตัวเอง พอเกิดโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงขึ้นมา ต่อให้มีโชค วาสนา สุดท้ายก็ต้องมานั่งทนทุกข์ทรมานใจ แม้แต่เงินทอง ของมีค่า บางครั้ง ก็ไม่สามารถช่วยเยียวยาให้หายขาดได้ มาเริ่มรักษาสุขภาพตั้งแต่วันนี้กันเถอะค่ะ ^^
มาเยี่ยม มาชม
มาให้กำลังใจ
ได้รับกำลังใจจากครูจิ๋วเต็มเปี่ยมเลยค่ะ ♥ ♥ ♥
ขอบคุณมากนะคะ §
ตอนนี้หายดีแล้ว ซ่าส์ได้แล้วค๊า ˇωˇ
เป็นโรคเดียวกันเลยค่ะ แต่ของหนูต้องทานยาตลอดชีวิต คุณบี้โชคดีจังเลยนะคะทานแค่ 6 เดือนเอง ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆเกี่ยวกับ โรค DVT ค่ะ
ปัท [IP: 119.42.79.95]
สู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ไม่แน่นะทานยาสักระยะอาจจะดีขึ้นแล้วสามารถหยุดยาก็ได้ค่ะ ^^
เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ เป็นโรคเดียวกัน แต่ตอนนี้มันลามไปเปนลิ่มหลายที่ เริ่มท้อแท้ใจยังไงก็ไม่รู้ค่ะ