เช้านี้อากาศท้องฟ้ามืดมนฝนตกมาเป็นระยะๆ
ทำกิจวัตรที่สมณะจะพึงกระทำเสร็จสรรพแล้ว
นั่งบริโภคข่าวสารปฏิกูล ข้อมูลขยะแล้ว
ในหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับมีอยู่หน้าหนึ่งหรือมากกว่านั้น
จะลงเผยแผ่เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา
โดยผ่านบัณฑิตที่เป็นสมณะหรือผู้ทรงศีลทรงธรรม
ให้ข้อคิดสะกิดใจเป็นแนวทางเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ในการขับเคลื่อนชีวิตให้เป็นไปในแนวทางอันถูกต้องตามทำนองครองธรรม
ทั้งยังมีการแนะเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติแห่งการเจริญสมาธิเพื่อให้เกิดสติปัญญา อันจะเข้าถึงแก่นแท้แห่งธรรม(ชาติ)ได้อย่างงดงาม
แต่อีกมุมหนึ่งในหน้าเดียวกันได้ลงเผยแผ่เกี่ยวกับ เครื่องรางของขลัง
สำนักเกจิต่างๆหลากหลายรูปแบบ ซึ่งก็ผ่านผู้ที่ชาวโลกเรียกว่าสมณะ
เช่นเดียวกัน สองสิ่งนี้สำหรับคนที่รู้จักแยกแยะเข้าใจเข้าถึงว่า
อันไหนควรเรียนรู้อย่างไรก็ไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนที่แยกแยะไม่ถูกเป้า
ไม่เข้าใจไม่เข้าถึงว่าสิ่งไหนเป็นแก่นสิ่งไหนเป็นเปลือก
นี่สิน่าเป็นห่วงนัก บางครั้งบางคนบางท่านที่ได้ชื่อว่านับถือพระพุทธศาสนา
ก็เกิดอาการสับสนลังเลเกิดขึ้นเพราะแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งไหนแท้หรือเทียม
ในเมืองไทยมีสำนักปฏิบัติธรรมที่สอนถึงวิธีการที่จะเข้าใจ เข้าถึง รู้จักตนเองเพื่อดื่มด่ำแก่นแท้แห่งชีวิตที่แท้จริง ก็มีอยู่มากมายหลายที่
แต่ทว่าสำนักแห่งเกจิอาจารย์อันเรืองฤทธิ์ปลุกเสกเลขยันต์ก็มีไม่น้อย
และการจัดพิธีแต่ละครั้งอลังการคับฟ้าเมืองไทยแถมสมณะผู้ใหญ่หลายท่าน
ยังเข้าร่วมพิธีเมื่อเป็นเช่นนี้ผลออกมาก็อย่างที่เห็นๆ
หลายคนหรืออาจจะทุกคนอยากจะเข้าหาพระพุทธศาสนาเพื่อค้นหาแก่นแท้สาระมาดำรงชีวิต แต่ดันเข้าผิดเหลี่ยมผิดมุม
เลยกลายเป็นว่าใกล้เกลือกินด่างไป
ใครมีความคิดเห็นยังไงนำเสนอตามความคิดท่านได้ขอรับ
เผื่อธรรมฐิตจะได้สะกิดแผลแล้วใส่ยาได้บ้าง..
ธรรมะสวัสดีขอรับ..
เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2553 ครูใจดีของเป็นตัวแทนของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ส่งความสุขมายัง พระคุณเจ้าธรรมฐิต ขอมอบความสุขเล็กๆ ต้อนรับศักราชใหม่ ปีเสือ ด้วยงดงามของอุตรดิตถ์ เสือตัวเล็กๆ แต่แข็งแกร่ง....
ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้พระคุณเจ้าธรรมฐิต มีความสุขกาย สบายใจตลอดไปเจ้าค่ะ
ครูใจดีนำภาพวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ มาสวัสดีปีใหม่ค่ะ
กราบนมัสการเจ้าค่ะ
กราบนมัสการท่านธรรมฐิตเจ้าค่ะ
อ่านบันทึกท่านธรรมฐิตจบแล้ว นึกถึงคนรู้จักที่เค้ามีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องน้ำมนต์...เค้าเป็นโรคเบาหวาน ไม่ยอมรับการรักษาที่ รพ. แต่ไปรับน้ำมนต์มาดื่มเพราะเชื่อว่าดื่มน้ำมนต์แล้วจะหาย...ซึ่งสิ่งเหล่านี้บางครั้งก็เป็นเรื่องของความเชื่อ การจะไปเปลี่ยนความเชื่อใคร บางคราวก็ยากลำบากยิ่งนัก ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดเหมาะสม แต่หากแนะนำไปแล้ว เค้าไม่เชื่อ ไม่ทำตาม เราก็ไม่สามารถไปบังคับเขาได้ ทำได้เพียงทำใจเราว่าเราได้แนะนำสิ่งที่เราคิดว่าดีให้กับเขาไปแล้ว
เรื่องแก่นกับกระพี้ ดาวมีความเห็นว่า จริงอยู่ว่าแก่นนั้นสำคัญ แต่บางคราวกระพี้ก็มีประโยชน์ การที่ต้นไม้จะดำรงอยู่ได้ ก็ย่อมประกอบทั้งแก่นและกระพี้ หากผู้ใดมีปัญญา ย่อมสามารถแยกได้ว่า สิ่งใดเป็นแก่นหรือกระพี้ แต่หากถึงแม้จะแยกไม่ได้ การได้กระพี้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ก็อาจจะดีกว่าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ใช่หรือเจ้าคะ?
ว่ากะพี้สามารถหุ้มแก่นไว้ให้คงอยู่ได้
จริงอยู่ความเชื่อของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ความเชื่อบางอย่างเมื่อทำแล้วทำให้ใจสบายขึ้น
แต่ความเชื่อบางอย่างทำแล้วอาจถึงความมืดมนในชีวิตก็เป็นได้
ดังนั้นคนที่รู้จักประโยชน์ของแก่นและกะพี้หากอยู่ในฐานะที่จะแนะได้จำต้องแนะนำเขา
เขาจะทำตาม เชื่อ ไม่เชื่อ ก็อีกเรื่องหนึ่ง
แต่การปล่อยเลยตามเลยให้กะพี้ห่อหุ้มแก่นมากไปนานเข้าก็จะเกิดอะไรขึ้นละ..
..แก่นที่แท้จริงๆ..ไม่จำต้องพึ่งกะพี้ก็ได้มันทนแดด ทนฝน ทนปลวก ว่าใหม
..ก็ปรารถนาว่าผู้รู้จักใช้ประโยนช์จะพึงพร่ำบอกประโยชน์ของกะพี้และแก่น..ว่า
...อย่างไหนควรใช้อย่างไรเนาะดาวฟ้า..
เห็นด้วยกับท่านธรรมฐิตเจ้าค่ะ
ผู้รู้ที่อยู่ในฐานะที่แนะนำได้ย่อมสมควรที่จะแนะว่า สิ่งใดเป็นแก่นหรือกระพี้
แต่ทว่าบางคนเป็นดั่งแก้วที่คว่ำไว้ ไม่ว่าจะพยายามเติมน้ำเท่าไหร่ก็ไม่สามารถจะกระทำได้
ในกรณีเช่นนี้คงทำได้แค่ทำใจเจ้าค่ะ เพราะเรื่องความเชื่อศรัทธาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
เราคงทำได้แค่เพียงทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด
คม ชัด ลึก ?
นมัสการพระคุณเจ้า
ท่านอาจารย์ธรรมฐิต
เพราะนั่นหมายความว่าเราได้แบ่งปันสิ่งดีให้สังคมแล้ว..
ในน้ำขุ่นย่อมมีน้ำใสเสมอขอรับ
การอบรมเลี้ยงดู และปัญญาของคนแต่ละคนค่ะ"
พร้อมนำเสนอเพิ่มขอรับ
การจะให้เปลือกและแก่นอยู่กันได้นั้น ธรรมฐิตว่าตามหลักความเป็นจริงแล้วเปลืกและแก่นตามธรรมชาติมันก็เชื่อมโยงเข้ากันได้ทุกสภาวะอย่างลงตัว
แต่บางคราครั้งหรืออาจทุกครั้งคราเรานี้แหละทำให้มันผิดสภาวะเสียเอง
ดังนั้นเราท่าน(โดยเฉพาะสมณะที่เป็นสมณะจริง)นี้แหละต้องนำเสนอให้เป็นไปในแนวทางที่ใกล้เคียงของแท้ของจริงให้ได้ โดยไม่มุ่งถึงผลประโยชน์ตนมากกว่าความยั่งยืนอันเป็นบรรทัดฐานแห่งรากเหง้าของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง
แต่ในสังคม(สมณะ)ไทยการสอนยังไม่สามารถที่จะให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้
บางครั้งรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่สอนที่ทำนั้นเพียงเปลือกเพื่อเอาใจให้เขาสบายใจชั่วคราวเท่านั้น
โดยไม่นำเสนอให้เยื่อมโยงไปหาแก่นแท้ของมัน
ถ้าเราใช้โอกาสอันเป็นวิกฤติตรงนี้แหละให้เป็นการนำเสนอเพื่อให้เขาเข้าใจเข้าถึงเพื่อพัฒนาตนอีกระดับโดยการเชื่อมโยงคุณประโยชน์ของเปลือก(ที่พอมีอยู่บ้าง)ให้ประสานเพื่อจะนำไปสู่แก่นอย่างนิ่มนวล ธรรมฐิตว่าอาจจะเปิดของคว่ำให้หงายได้อย่างงดงาม
ก็หวังพึ่งพาท่านผู้รู้ที่มีศักยภาพอย่างพระอาจารย์นี้แหละที่จะช่วยขับเคลื่อนเชื่อมโยงเปลือกและแก่นให้คงอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามขอรับ..
ด้วยการตระหนักศึกษาเรียนรู้สิ่งที่แตกต่างแห่งมุมมอง..
แต่เพราะสังคมปัจจุบันเมื่อมุมมองต่างกันแล้วเว้นจากการเรียนรู้ในข้อแตกต่างอันต่างมุม
..ความแตกแยกเลยเกิดขึ้น ณ เพลานี้..
สาธุๆๆพี่ครูขอรับ..
นมัสการพระอาจารย์....
เราทุกคนถ้ามีความชอบเหมือนกันคิดคล้ายๆกัน..ก็คงจะพูดได้ว่า..เหมือนที่ใจ แตกต่างที่กาย..ได้นะคะ..
นมัสการมาด้วยความเคารพค่ะ..
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
...แวะมาอ่านข้อคิดดีๆ...เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนชีวิตให้ดำเนินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น และมีความสุข
...มุมมองของแต่ละคนมักไม่เหมือนกัน บางคนเที่ยววิ่งหาเครื่องรางของขลัง ไกลแค่ไหนก็ไป เหนื่อยแค่ไหนก็ทน
หมดเปลืองแค่ไหนก็ไม่บ่น เพียงเพื่อความสบายใจ หรือเป็นที่พึ่งทางใจ หรือจะด้วยเหตุผลใดๆก็แล้วแต่...
จนลืมไปว่า...จริงๆแล้ว...เราต้องพึ่งตนเองก่อน(ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)เราต้องสร้างความดีเพื่อให้ความดีคุ้มครองเรา
(คนดีเทวดาย่อมคุ้มครองรักษาและให้ความเมตตา)จริงไหมเจ้าคะ...
กราบนมัสการค่ะ
เทวดาคือการกระทำที่ของเรานั่นเอง..