วันนี้ฉันมีนัดกับนายสัตวแพทย์ท่านหนึ่งเรื่องการนำลูกน้อย ๆ ของน้องหมาไปตัดหาง  ซึ่งออกมาได้ครบ ๗ วันพอดี ถ้าเกินกว่านี้จะตัดหางไม่ได้  ถ้าหากไม่ตัดหางก็ไม่เป็นไร  อาจจะทำให้รูปทรงของน้องหมาไม่สวย และที่สำคัญจะทำให้รักษาความสะอาดยาก 

             เนื่องจากเป็นเทศกาลร้านสัตวแพทย์เจ้าประจำปิดทำการแทบทุกร้าน  ส่วนโรงพยาบาลสัตว์นอกจากจะจ่ายแพงแล้วทำให้เสียเวลาในการรอคอย  ฉันได้รับคำแนะนำให้ไปหานายสัตวแพทย์คนใหม่ จึงไปตามคำแนะนำ 

              ระยะทางก็ไม่ไกลนักอยู่ในเมือง  แต่เป็นตรอกซอกซอยเล็ก ๆ คดเคี้ยว  หลายครั้งต้องเป็นฝ่ายถอยรถเพื่อหลบให้คันที่ขับสวนมา  คิดเสียว่าเราถอยดีกว่าทำให้อีกฝ่ายอารมณ์เสีย 

             ครั้งแรกของการเดินทางไปยังจุดหมายที่ไม่เคยไป  รู้สึกว่ามันไกลและนานมาก ๆ ฉันคิดอะไร ๆ เกี่ยวกับวันเก่าวันใหม่ไปเรื่อย ๆ คนอื่นเขาอาจจะถือเป็นวันพิเศษ  มีความสุขและสนุกสนาน  แต่ฉันรู้สึกว่าเหมือนเดิมและถือเป็นปกติ 

            ตอนแรกฉันไม่ตั้งใจหรือคิดที่จะเขียนบันทึกเรื่องนี้  แต่เรื่องที่ฉันพบเห็นทำให้ฉันคิดและหัวเราะอยู่คนเดียวตลอดเวลา  น่าจะเป็นเรื่อง "สุขสันต์วันปีเก่า" เล็กน้อยสำหรับฉัน เมื่อคิดได้ก็น่าจะแบ่งปันเพื่อน ๆให้มีความรู้สึกสุขสันต์กันบ้าง

            "สุขสันต์วันปีเก่า"  เป็นเรื่องจริงของวัฒนธรรมไทย ๆ ที่ฉันพบมาโดยบังเอิญและแทบไม่น่าเชื่อว่าจะจรรโลงอยู่ถึงสมัยปัจจุบัน  เรื่องมีอยู่ว่า...ในซอยแคบ ๆ เล็ก ๆ ซอยหนึ่งที่ฉันขับรถหลงเข้าไปนั้น  นั้นผู้ดีอาจจะเรียกว่าสลัมก็ได้  เพราะมีการต่อเพิงให้ล่วงล้ำเข้ามาในซอย  มีทั้งบ้านหลังเล็ก หลังใหญ่แต่ดูเหมือนบ้านเช่าเป็นจำนวนมาก 

          เมื่อฉันชลอความเร็วให้คันหน้าสวนมานั้น  ข้าง ๆ ทางซึ่งเป็นหน้าบ้านของคนกลุ่มหนึ่ง มีชายหญิงกลุ่มหนึ่งยืนคุยกันอยู่  เสียงดังฟังชัดถนัดถนี่ว่าเขาคุยเรื่องอะไรกันบ้าง  แสดงท่าทางประกอบแบบออกรสชาติมาก ๆ  เพราะฉันลดกระจกเล็กน้อยและไม่เปิดแอร์  ฉันได้ยินภาษาพ่อขุนรามชุดใหญ่ (รวมถ้อยคำสบถ  ขออภัยที่ไม่สามารถเขียนเล่าในบันทึกได้)      

          ตอนแรกฉันรับไม่ได้และตกใจนิด ๆ  เมื่อเวลาผ่านไปฉันก็อดยิ้มคนเดียวไม่ได้   เพราะนึกถึงการแต่งกายของแต่ท่าน  ประมาณว่ามีอายุราว ๆ ๓๐ ปีขึ้นไปทุกคนจำนวน ๑๐ คน  สังเกตได้ว่าคนละบ้านคนละครอบครัวมี  "ผู้ชาย ๔ คนนุ่งผ้าขาวม้าเพียงผืนเดียวทุกคน และไม่ใส่เสื้อ,  ผู้หญิง ๖ คน นุ่งผ้าถุงกระโจมอก ๕ คน และอีกคนหนึ่งเช็ดตัวกระโจมอก  ไร้ผ้าอื่น ๆ ปกคลุมท่อนบน แถมเด็กเล็กชายหญิงอายุประมาณ ๒-๔ ขวบ วิ่งออกมา ๒ คนไม่นุ่งผ้าแต่อย่างใด"  แถมด้วยในมือถือแก้ว  คีบบุหรี่พ่นควันอย่างมีความสุขล้นเหลือ 

          ฉันนึกสนุกบ้าง  ได้แต่หันไปมองกล้องถ่ายรูปที่อยู่บนเบาะข้าง ๆ  เท่านั้นเอง  เมื่อรู้ว่าฉันเข้าผิดซอย  เมื่อหาที่กลับรถได้และวนผ่านมาใหม่อีกรอบ   ฉันลดกระจกด้านข้างลงให้มากกว่าเดิม  มองไปเพื่ออยากสบตาและส่งยิ้มให้ชายหญิงกลุ่มนี้ "ดูท่าทางของพวกเขาก็นอบน้อมและกิริยาอ่อนโยน  ยิ้มให้ฉันอย่างเป็นมิตรและพยายามหลบหลีกทางให้อย่างมีน้ำใจ"  ไม่แสดงความหยาบคายเหมือนกิริยาท่าทางที่เขาคุยกันสักนิดเดียว

         ฉันขอขอบคุณผู้คนกลุ่มนี้ที่ทำให้ฉันมีความสุข ได้ยิ้ม ได้หัวเราะทั้งวัน  ถ้าน้องนัทไปด้วยฉันอดได้ซีนนี้อย่างแน่นอน...ขอให้ทุกท่านมีความสุขค่ะ .. ด้วยจิตคารวะ