ตอนผมไปดูงาน palliative care ที่ออสเตรเลีย ผมจำคนไข้ของเราคนหนึ่งได้ จนบันทึกรายละเอียดคนไข้คนนี้ไว้สอนตัวเอง
ผมขอเรียกคนไข้คนนี้ว่า คุณตาหยุด
ตาหยุดอายุ ๘๙ ปี มีประวัติเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงมายาวนาน ต้องรับประทานยารักษาโรคประจำตัวนี้อย่างสม่ำเสมอมาตลอดอายุขัยของแก
คุณตาต้องถูกตัดขาใต้ระดับเข่าซ้ายเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากเป็นแผลเบาหวานเรื้อรังที่เท้า ตอนนี้ก็เริ่มมีแผลที่ปลายเท้าขวา ซึ่งต้องมีคนทำแผลให้เป็นประจำ ผลจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงทำให้คุณตามีปัญหาไตวายเรื้อรังแถมอีกเรื่องหนึ่ง
คุณตาถูกส่งตัวมารับการรักษาในสถานพยาบาลคนไข้ระยะสุดท้ายในสภาพสับสน ปวดแผลที่เท้า และคุณยายคู่ชีวิตไม่สามารถดูแลที่บ้านต่อไปได้เอง โดยให้ประวัติว่า คุณตารับประทานอาหารน้อยมากมาเป็นสัปดาห์แล้ว แต่ยังรับประทานยาประจำตัวอย่างเคร่งครัด
ผลการตรวจเลือดของคุณตาตั้งแต่เมื่อวานพบว่า มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารได้น้อยและยังไม่ได้ปรับยาลดระดับน้ำตาล และจากสภาพทั่วไปที่บ่งบอกว่า คุณตาคงมีเวลาเหลืออีกไม่มากนักแล้ว เราจึงคุยกับคุณยายว่า คงต้องขอหยุดยารักษาเบาหวานและความดันโลหิตสูงทั้งหมด แล้วประเมินกันใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้สารน้ำทางหลอดเลือดแล้ว คุณตารู้สึกตัวมากขึ้นแต่ยังเพลียมาก ตอนที่เราเข้าไปดูแลคุณตาช่วงเช้า คำถามแรกที่คุณตาถามเรา คือ "หมอ ไหนยาเบาหวานผม"
"ยาของตาที่กินอยู่ ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ เราเลยหยุดยาทั้งหมดไว้ก่อน" หมอบอก
คุณตานิ่งไปพักใหญ่ ก่อนรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ไม่มาก ถามหมอกลับตรงๆ ว่า "ผมกำลังแย่แล้วใช่มั้ย"
ทีมรักษาพยาบาลทั้งหมดต้องหาที่นั่งในห้องของคุณตากันทั่วหน้า เรารู้ว่า เรื่องนี้ต้องคุยกันนาน
เมื่อคนไข้เข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต ยารักษาโรคประจำตัวของผู้ป่วยหลายชนิด เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับโรคเบาหวาน ยาลดความดันในโรคความดันโลหิตสูง หรือยาละลายลิ่มเลือดเพื่อป้องกันภาวะเส้นเลือดอุดตัน สามารถหยุดได้ แต่ยารักษาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ความปวด คลื่นไส้อาเจียน ควรได้รับต่อไปอย่างต่อเนื่องแต่อาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการให้ เนื่องจากคนไข้มักรับประทานทางปากไม่ได้
แต่การหยุดยาที่คนไข้รับประทานมาตลอดชีวิต มีความหมายและมีผลกระทบต่อจิตใจคนไข้และครอบครัวมาก จำเป็นต้องพูดคุย สอบถามความรู้สึกและวางแผนร่วมกันก่อนจะดำเนินการหยุดยาดังกล่าว
ขอเชิญช่วนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม การประชุมเครือข่าย palliative care ในโรงเรียนแพทย์ครั้งที่ ๓ หัวข้อ Non-Cancer Palliative Care ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อ่านรายละเอียดการประชุมได้ ที่นี่
ขอบคุณข้อคิดดีๆครับอาจารย์
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
มาเรียนวิชา palliative จากครูต้นเเบบค่ะนี่คือสิ่งที่กุ้งได้เรียนรู้เพิ่มเติม "เมื่อคนไข้เข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต ยารักษาโรคประจำตัวของผู้ป่วยหลายชนิด เช่น ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับโรคเบาหวาน ยาลดความดันในโรคความดันโลหิตสูง หรือยาละลายลิ่มเลือดเพื่อป้องกันภาวะเส้นเลือดอุดตัน สามารถหยุดได้ แต่ยารักษาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ความปวด คลื่นไส้อาเจียน ควรได้รับต่อไปอย่างต่อเนื่องแต่อาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการให้ เนื่องจากคนไข้มักรับประทานทางปากไม่ได้ แต่การหยุดยาที่คนไข้รับประทานมาตลอดชีวิต มีความหมายและมีผลกระทบต่อจิตใจคนไข้และครอบครัวมาก จำเป็นต้องพูดคุย สอบถามความรู้สึกและวางแผนร่วมกันก่อนจะดำเนินการหยุดยาดังกล่าว"
ต่อไปจะพยายามมาเเวะมาเก็บเกี่ยวความรู้จากอาจารย์อย่างต่อเนื่องเพราะคิดว่าหากมาอยู่ที่หน่วย palliative เเล้วกุ้งคงต้องศึกษาในเรื่อง Non-Cancer Palliative Care ให้มากขึ้น ขอบพระคุณอาจารย์ที่เเวะไปยินดีกับกุ้งสำหรับภารกิจใหม่ที่ได้รับความไว้วางใจจากโรงพยาบาลค่ะ อยากเข้าฟังวิชาการด้วยจังค่ะ เเต่จะขอปรึกษาท่านอาจารย์ศรีเวียงก่อน
สองอาทิตย์ก่อนแม่ของหุ้นส่วนที่เราเรียกคุณยายเข้ารพ.ด้วยอาการปอดบวม ท่านเป็นเบาหวานก็กินยามาตลอด เวลาอยู่ในรพ.ก็จะเรียกหายามาจัดการเอง กล้วหมอกับพยาบาลจัดการไม่ถูก บอกว่าหมอที่นี่ไม่รู้เรื่อง ต้องเป็นหมอประจำที่อีกรพ.นึง แล้วก็ panic เอาถุงยามาห้อมล้อมอยู่ข้างเตียง คิดว่าคงทำให้อุ่นใจขึ้น ที่ panic มากเพราะเจอกับการถอดอ๊อกซิเจนแล้วเกิดอาการหายใจเองไม่ออก แล้วพยาบาลที่อยู่เวรก็ไม่ได้สนใจอยู่เป็นเวลานาน ทำให้รู้สึกตกใจมากและช็อคเหมือนจะไปแล้ว เลยกลัวจนจะประสาทกินต้องหาคนมาเฝ้าอยู่ตลอด ผลคืออยู่ ICU ต่อไปอีกสามวัน คุณยายเลยยิ่งไม่ไว้ใจรพ.ใหญ่ ร้องจะออกท่าเดียว แต่ตอนนี้หายแล้วค่ะ ออกจากรพ.ไปแล้วหลังจากนอนมาสองอาทิตย์ คนไข้ที่มีอาการป่วยมานานในโรคอื่นที่ต้องกินยาประจำเนี่ยเขาจะรู้สึกระแวงมากถ้ามีอะไรต้องมากระทบเกี่ยวกับยาเขา เห็นจากเคสนี้มาหลายหนแล้ว
ขอบคุณนะค่ะ สำหรับความรู้ดีๆรับขวัญปีใหม่ รักษาสุขภาพด้วย สวัสดีปีใหม่ค่ะ
..สวัสดีปี
2553...