ไม่ใช่ผลงานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ ถ้าไม่ได้รับทุนวิจัย
ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ บอกว่า การวิจัยได้กลาย จากความเป็นวิถีชีวิต จากการทำงานวิชาการด้วยการสอนคู่กับการวิจัยเป็นเนื้อเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องรับทุนวิจัย มาเป็นเรื่องของการได้รับทุน การวิจัยได้เปลี่ยนโฉมเป็นทุนวิจัย แทนที่จะสนุกและให้คุณค่าของกระบวนการวิจัย ซึ่งเป็นกระบวนการทางปัญญา ได้กลายเป็นให้คุณค่าหรือความหมายแก่ทุนวิจัย ซึ่งเป็นกระบวนการทางโลภะ และเอาเงินเป็นตัวตั้ง
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร · 22 ธ.ค. 2552
Prof. Vicharn Panich · 22 ธ.ค. 2552
ผิงดาว · 22 ธ.ค. 2552
run_hadyai · 22 ธ.ค. 2552
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ · 22 ธ.ค. 2552
run_hadyai · 22 ธ.ค. 2552
ผมเคยเห็นเหมือนกันครับ เวลาที่รวบรวมงานวิจัย หน่วยงานที่รวบรวมจะถามว่า งานวิจัยชิ้นนี้ได้มาจากแหล่งทุนใด ... ยิ่งได้แหล่งทุนจากองค์กรใหญ่ ยิ่งตัวยืดตัวใหญ่ขึ้นมาทันที แต่พอได้แหล่งทุนเล็ก ๆ แทบเอาหน้าแทรกแผ่นดิน
ค่านิยมนี้ ทำลายคุณค่าของงานวิจัยดี ๆ ไปหลายชิ้นแล้วครับ
ขอบคุณประเด็นนี้จากอาจารย์หมอ ครับ ;)
เรื่อง "งานวิจัย" ไปสัมพันธ์กับการขอตำแหน่งทางวิชาการด้วย เพราะถ้าจะขอตำแหน่งทางวิชาการก็ต้องเป็นงานวิจัยที่มีสถาบันวิจัย หรือแหล่งทุนรองรับอีก ก็เลยทำให้งานวิจัยไปสัมพันธ์กับเรื่อง "เงิน" ดังที่อาจารย์บางท่านตั้งข้อสังเกต แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี
ใหญ่ขออนุญาตเผยแพร่หนังสือนี้ใน GtK ด้วยความขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ..
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/322230
มหาวิทยาลัยหลายแห่งกำหนดค่าภาระงานวิจัยโดยพิจารณาจากแหล่งทุนและจำนวนทุนที่ได้ครับ
ผมทำงานวิจัยชิ้นหนึ่ง โดยไม่ได้ใช้งบจากแหล่งใดๆ ทำเพราะอยากทำ แต่เพื่อนอาจารย์บอกว่าต้องระบุแหล่งทุนด้วย เพื่อจะนำไปสู่การคิดผลงานได้ งงจริงๆ ครับ แล้วรู้สึกว่า การกำหนดกฎเกณฑ์แบบนี้เพื่อคุณภาพ หรือเพื่ออะไรกันแน่ครับ
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
ในกระบวนการกำหนดคุณค่า หรือมาตรฐานของงานวิจัย กระผมมองว่าต้องมองกันใหม่ โดยมามองที่คุณค่าของงานวิจัยว่า มีผลต่อคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมต่อจน คุณค่าหรือพัฒนาสู่ความเป็นมนุษย์ให้ดีขึ้นอย่างไร เรายังคิดแยกส่วนและมองอะไรที่ขาดความเป็นเนื้อเดียวกันอยู่มาก เพราะเกิดอวิชชาในทางโลกมาก จึงเกิด กิเลส ตัณหาและอุปาทาน ในทางโลกแบบสุดโต่ง เราไม่มองกันหรือวัดกันที่ “คุณค่าที่เกิดขึ้น” แต่กับไปติดยึดในทางโลกในมิติใด มิติหนึ่งที่แคบๆที่เราสร้างขึ้นมาและตัดสินในกรอบแคบๆ เป็นการวิจัยที่ไร้ชีวิตก็เหมือนชีวิตที่ไร้การวิจัยที่แท้จริง กระผมอาจจะคิดผิดก็ได้ ทุกวันนี้กระผมประเมินตัวเอง ชีวิตกระผมก็ทำอะไรแบบแนวฝันๆอยู่พอสมควร มีทั้งที่รู้ตัวและคิดว่าไม่รู้ตัวด้วยครับผม แต่ก็หาทางชดเชยกับความจริงในความคิดกระผมเอง คือการปฏิบัติในเวทีที่กระผมมีอิสระมากพอที่จะเรียนรู้และพัฒนาตามความอยากของกระผมเอง ให้กระผมทนนั่งเห็นมันพังไม่ได้จึงไปทำตามกำลังหวังว่ามือเล็กๆกระผมจะช่วยได้บ้าง เพราะผมไม่อยากเห็นความเสื่อมของโลกไปมากกว่านี้และหากเราดำเนินชีวิตแบบสุดโต่ง ทรัพยากรมันก็เสื่อมหนักจนน่ากลัวทุกวัน มีอะไรที่ทำได้นอกจากการไปสอน กระผมก็ต้องปฏิบัติจริง ทนเห็นมันเสื่อมและจะเข้าสู่หายนะต่อไปไม่ไหวจริงๆ นอกจากตัวเราเองแล้ว ญาติพี่น้อง ตลอดจนสรรพสิ่งร่วมโลกก็จะเข้าสู่หายนะ คงเพราะ การสร้างอวิชชาในโลกมากๆและดำเนินไปด้วย กิเลส ตัณหาและอุปาทาน จึงวนเวียนไม่จบไม่สิ้นเป็นงูกินหางแบบนี้ครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
ในกระบวนการกำหนดคุณค่า หรือมาตรฐานของงานวิจัย กระผมมองว่าต้องมองกันใหม่ โดยมามองที่คุณค่าของงานวิจัยว่า มีผลต่อคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมตลอดจน คุณค่าหรือพัฒนาสู่ความเป็นมนุษย์ให้ดีขึ้นอย่างไร เรายังคิดแยกส่วนและมองอะไรที่ขาดความเป็นเนื้อเดียวกันอยู่มาก เพราะเกิดอวิชชาในทางโลกมาก จึงเกิด กิเลส ตัณหาและอุปาทาน ในทางโลกแบบสุดโต่ง เราไม่มองกันหรือวัดกันที่ “คุณค่าที่เกิดขึ้น” แต่กับไปติดยึดในทางโลกในมิติใด มิติหนึ่งที่แคบๆที่เราสร้างขึ้นมาและตัดสินในกรอบแคบๆ เป็นการวิจัยที่ไร้ชีวิตก็เหมือนชีวิตที่ไร้การวิจัยที่แท้จริง กระผมอาจจะคิดผิดก็ได้ ทุกวันนี้กระผมประเมินตัวเอง ชีวิตกระผมก็ทำอะไรแบบแนวฝันๆอยู่พอสมควร มีทั้งที่รู้ตัวและคิดว่าไม่รู้ตัวด้วยครับผม แต่ก็หาทางชดเชยกับความจริงในความคิดกระผมเอง คือการปฏิบัติในเวทีที่กระผมมีอิสระมากพอที่จะเรียนรู้และพัฒนาตามความอยากของกระผมเอง ให้กระผมทนนั่งเห็นมันพังไม่ได้จึงไปทำตามกำลังหวังว่ามือเล็กๆกระผมจะช่วยได้บ้าง เพราะผมไม่อยากเห็นความเสื่อมของโลกไปมากกว่านี้และหากเราดำเนินชีวิตแบบสุดโต่ง ทรัพยากรมันก็เสื่อมหนักจนน่ากลัวทุกวัน มีอะไรที่ทำได้นอกจากการไปสอน กระผมก็ต้องปฏิบัติจริง ทนเห็นมันเสื่อมและจะเข้าสู่หายนะต่อไปไม่ไหวจริงๆ นอกจากตัวเราเองแล้ว ญาติพี่น้อง ตลอดจนสรรพสิ่งร่วมโลกก็จะเข้าสู่หายนะ คงเพราะ การสร้างอวิชชาในโลกมากๆและดำเนินไปด้วย กิเลส ตัณหาและอุปาทาน จึงวนเวียนไม่จบไม่สิ้นเป็นงูกินหางแบบนี้ครับผม (แก้ไข)
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
ถ้าอย่างนั้น
วิจัยยังไงก็ได้น่ะสิครับ ถ้าใช้แหล่งทุนเป็นเกณฑ์ใหญ่
สวัสดีค่ะ