ถึง ชาว Blog ทุกท่าน
ขอให้ท่านผู้อ่านติดตามวิทยุ FM. 96.5 MHz. กับพิธีกรหญิง คนล่าสุด คือ คุณณัฐปภัสร์ พงษ์ประดิษฐ์ (เขม) ซึ่งจากการทำงาน 2 ครั้ง ที่ผ่านมาก็เข้มข้นเพิ่มขึ้น คุณจีรวัฒน์ ก็ยังจะเข้ามาร่วมแจมด้วยเป็นครั้ง เป็นคราว
-
จะเน้น ประโยชน์ต่อผู้ฟัง
-
จะเน้นการต่อยอดมากกว่าการทำเป็นครั้งๆ
-
จะเน้น Theme ใหม่ๆ เสมอ
จีระ หงส์ลดารมภ์


ถึง ชาว blog ทุกท่าน
ช่วงที่คุณเขม หรือ คุณณัฐปภัสร์ พงษ์ประดิษฐ์ มาร่วม 2 สัปดาห์ มีเรื่องน่าสนใจ
สัปดาห์นี้ผมได้เน้นการวิจารณ์หนังสือ HR Transformation ของคุณพจนารถ ซีบังเกิด จะเป็นการเน้น HR ยุคใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่ง
คนเขียน คุณ Urich ก็จะมาเมืองไทย
นอกจากคุณพจนารถ วิจารณ์แล้ว ยังมีแนวร่วมของผมคือ คุณศริลักษณ์ เมฆสังข์ร่วมวิจารณ์ส่งมาให้ผมด้วย ผมได้ฝากแนวคิดของคุณศิริลักษณ์มาด้วยและคุณพจนารถก็จะส่งข้อวิจารณ์มาด้วย
การวิจารณ์หนังสือ จะมีเดือนละครั้ง ร่วมมือ Mc Graw Hills และ คิโนะคุนิยะ
ส่วนอีกสัปดาห์ต่อมผมเน้นเรื่อง HR กับการสร้างทุนมนุษย์จากการศึกษา
จึงเชิญนายสัตวแพทย์ กิจ สุนทร ประธานคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียนเทพศิรินทร์ มาออกรายการ
ผมต้องการสร้างหลักสูตร Super Parents คือไม่อยากให้พ่อแม่รักลูกผิดๆ เช่น บ้าเรียนพิเศษ บ้าเรียนหมอ แต่ไม่สนใจโลกภายนอก ไม่เน้น Life Skill ไม่มี perspective ที่กว้างไม่เข้าใจ What going on? อะไรเกิดขึ้นรอบตัวเรา
อยากให้ทุก ๆ 2 เดือน มีพ่อแม่ที่ยังปรับตัวไม่ได้ มาออกวิทยุ เปรียบเทียบกับพ่อแม่ที่เคยมีปัญหาแต่ปรับตัวได้มาออกความเห็นกัน
ในต่างประเทศเขามีโรงเรียนเพื่อพ่อแม่ ชื่อ Super Parent School
ในโอกาสข้างหน้า ผมจะเชิญบุคคลที่เป็น Outside in (ไม่ใช่ครู) มาพูดเรื่องการแนะแนว เด็กประถมและมัธยม
อยากให้ติดตามครับ และใช้ E – mail เขียนถึงผม [email protected]
หนังสือ Transformation
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึงเวลาแปลงโฉมงาน HR เพื่อความสำเร็จและความสุขขององค์กร
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
14 ธันวาคม 2552 13:38 น.
บทความจาก คุณศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท เอสเอ็ม เลินนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด และกรรมการสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT)
นับจากนี้ไป คำว่า 'HR Transformation' หรือพากย์ไทยได้ว่า 'การแปลงโฉมงานทรัพยากรบุคคล' จะเป็นคำที่กล่าวถึงในหมู่นักบริหารทรัพยากรบุคคล และจะเป็นภารกิจที่ HR ต้องทำเพื่อเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อสนับสนุนหน่วยธุรกิจ และทำให้บริษัท/องค์กร มีผลงานสูงขึ้น มีกำไร มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมกับทำให้ผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจมีความพึงพอใจ
ภารกิจนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายนักบริหารทรัพยากรบุคคลมาก แต่จะว่าไปแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพูดว่า HR ต้องเปลี่ยนแปลง แต่เพราะเมื่อปี 2540 วงการ HR พูดถึง 'HR Champion' บทบาทของนักบริหารทรัพยากรบุคคลมืออาชีพที่มีคุณค่าต่อองค์กร จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ 4 บทบาทคือ
1.การทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์ (Strategic Partner) 2.การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) 3. การเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ (Administrative Expert) 4.การเป็นผู้พัฒนาพนักงานและเป็นที่พึ่งของพนักงานได้ (Employee Champion)
ถัดมาในปี 2548 ได้ฮือฮากันอีกครั้ง เมื่อหนังสือ HR Value Proposition ออกมาสู่สายตาชาว HR และบอกว่า HR ต้องสร้างคุณค่าให้กับองค์กร พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจ การที่ HR จะสร้างคุณค่าให้องค์กรได้ ต้องรู้และทำสิ่งเหล่านี้ได้คือ
(1) มีความรู้เรื่องสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจ อันประกอบด้วยเรื่อง เทคโนโลยี เศรษฐกิจ โลกาภิวัตน์ และประชากร (2) การให้บริการผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร อันได้แก่ พนักงานทุกระดับ ลูกค้า ผู้ลงทุน (3) สามารถออกแบบวิธีปฏิบัติด้าน HR ที่เพิ่มคุณค่าให้กับหน่วยธุรกิจในองค์กร (4) การสร้างหน่วยงานทรัพยากรบุคคล ทั้งในด้านกลยุทธ์ และการจัดองค์กรของ HR และ (5) พัฒนาบุคลากรใน HR ให้เป็นนักทรัพยากรบุคคลมืออาชีพ โดยมุ่งเน้นในเรื่องบทบาทและความสามารถของหน่วยงานทรัพยากรบุคคล และการพัฒนาบุคลากรใน HR
สำหรับในปี 2552 นี้ เป็นปีที่เริ่มพูดถึง HR Transformation คือ การแปลงรูปโฉม HR เพื่อความสำเร็จขององค์กร ซึ่งบุคคลที่กระตุ้นและผลักดันเรื่องการเปลี่ยนแปลงของ HR เพื่อสามารถเป็นคู่คิดเชิงกลยุทธ์และสร้างคุณค่าให้องค์กร รวมถึงความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กร คือ Professor Dave Ulrich ปรมาจารย์ด้าน HR ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า 'นักบริหารทรัพยากรบุคคลจะแปลงโฉมตัวเองได้อย่างไร'
ซึ่งหลายๆ ท่านได้ทราบคำตอบของเรื่องนี้ในงานสัมมนาที่จัดโดยสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ในหัวข้อ 'HR Transformation: จุดเปลี่ยน HR เพื่อสร้างความเป็นเลิศ' เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า ในการแปลงโฉมงานทรัพยากรบุคคล นักบริหารทรัพยากรบุคคลต้องตีโจทย์ 4 ข้อนี้ให้แตกเสียก่อน และทำการตรวจสุขภาพของหน่วยงาน HR (HR Health Check) ว่ามีความพร้อมที่จะทำภารกิจที่สำคัญนี้หรือไม่
ทำไมต้องแปลงโฉม HR?
เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจและองค์กร ดังนั้น นักทรัพยากรบุคคลจึงต้องเข้าใจกลยุทธ์และภาพรวมของการดำเนินธุรกิจ
อะไรคือผลลัพธ์ของการแปลงโฉม?
การสร้างความสามารถขององค์กร และตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจได้ โดยการสรรหาและรักษาคนดี มีความสามารถ และมีการพัฒนาบุคลากร ฯลฯ
จะแปลงโฉมได้อย่างไร?
ทบทวนงาน HR และออกแบบงาน HR ใหม่ ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจ เช่น กลยุทธ์ HR โครงสร้างของ HR กระบวนการและการปฏิบัติต่างๆ การพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ HR
ใครควรมีส่วนเกี่ยวข้องในการแปลงโฉม HR?
นักทรัพยากรบุคคล, ผู้บริหารของสายงาน, ลูกค้า, ผู้ลงทุน และคนสำคัญที่จะลืมไม่ได้คือ CEOจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางการเปลี่ยนรูปแปลงโฉม HR ซึ่งองค์กรที่สามารถเปลี่ยนโฉมงานบริหารทรัพยากรบุคคลได้นั้นเพราะมี CEO ที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่อง 'คน' ที่ให้การสนับสนุน HR และสำหรับหน่วยงาน HR เองต้องมีความสามารถ มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง
สำหรับ HR ที่ยังไม่มีโอกาสเหมือนกับองค์กรที่พูดถึงก่อนหน้านี้ ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ขอให้ทำงาน HR อย่าได้ขาดตกบกพร่อง สร้างงานและสร้างคุณค่าให้กับพนักงานและองค์กร พยายามหาโอกาสพุดคุยกับ CEO เพื่อหารือเกี่ยวกับงานและกิจกรรม HR ที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับธุรกิจ HR ต้องนำเสนองานและประโยชน์ (features and benefits) ที่องค์กรจะได้รับ
เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) จะจัดงาน Asia Pacific HR Congress 2010 ในหัวข้อ 'People Transformation: The Path to Turn Down the Down Turn' ในระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2553 และได้เชิญ Professor Dave Ulrich มาเป็นองค์ปาฐก และถ่ายทอดความรู้พร้อมเทคนิคการดำเนินงาน HR Transformation ให้ได้ผลสำเร็จ
นับเป็นการเดินทางมาเมืองไทยครั้งแรกของ Prof.Dave Ulrich และเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่ CEO ผู้บริหารและนักบริหารทรัพยากรบุคคลจะได้พบและฟังเรื่อง HR Transformation จาก Prof.Dave โดยตรง รายละเอียดของการสัมมนา Asia Pacific HR Congress 2010 ดูได้ที่ www.asiapacifichrcongress.com
ทุกคนต้องมีความฝัน การเปลี่ยนรูปแปลงโฉม HR เป็นความฝันของคน HR หากไม่ทำความฝันให้เป็นจริง มันก็เป็นเพียงข้อความบนแผ่นกระดาษเท่านั้นเอง
'Dare to Change and Strive to be the Best.'
'กล้าที่จะเปลี่ยนและฝ่าฟันไปให้ถึง'
ถึง ชาว blog ทุกท่าน
ปีวัวกำลังจะหลับปีเสือกำลังจะตื่นทุกชีวิตก็กำลังตั้งความหวังว่าปี2553 เราคงจะโชคดี/มีความสุข ซึ่งถ้าทุกคนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงของเราทรงพระราชาทานแก่พสกนิกรชาวไทยเอามาเป็นหลักคิด หลักยึด หลักปฎิบัติ ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางสังคมได้อย่างสมดุล มีความสุข บนหลักคิดพอประมาณ มีเหตุผลและพอแบบสันดษไม่โลภ รู้จักให้กับคนอื่นในสังคมท่านจะมีความสุข ท่านยิ่งให้ ท่านยิ่งได้ ใจสดชื่น/ หัวเราะรื่น ลบความขม ตรมในจิต /ถ้าท่าน ไม่เห็นแก่ตัว สักน้อยนิด ท่านจะมี ชีวิต สุขสมบรูณ์ซึ่งหลังจากที่ดิฉันได้มีโอกาสร่วมงานกับศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์เป็นครั้งแรกทางFM. 96.5 MHzมา 3 ครั้งแล้ว(อาทิตย์13/20/27)เห็นถึงวิธีการทำงาน/วิธีคิด/เป้าหมายของชีวิตที่เกิดมาให้กับสังคมส่วนรวมและเห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของคนมากกว่าอื่นใด ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขให้กับสังคมและคนรอบตัวนับเป็นแบบอย่างที่ดีน่าเอาอย่าง อ.จีระพูดตรง/ชัด/ลึกและให้ความจริงกับสังคมไม่กลัวอิทธิพลสีดำเทา/อ.จีระสะท้อนภาพสังคมได้ดีมีประโยชน์กับผู้ฟังผู้อ่านได้ดียิ่ง เช่นประเด็นที่อ.จีระหยิบมานำเสนอในวันที่13/12/52เรื่องปัจจัยท้าทายต่อการพัฒนาแบบยั่งยืนของประเทศไทยปีหน้า อาจารย์เล่าให้ฟังถึง บรรยากาศ การเสวนา เรื่อง " หัวข้อก็คือ มองประเทศไทยอย่างท้าทายว่าจะยั่งยืนหรือไม่? ในปี 2553 น่าสนใจยิ่งเพราะผู้ร่วมเสวาทุกท่าน(ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ, คุณมนูญ ศิริวรรณ, คุณประพัฒน์ โพธิวรคุณ, อ.สมชาย สาโรวาท และอ.ประกาย ชลหาญ)รวมทั้งศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์มองแบบทะลุมากกว่า2ด้าน
ตรงประเด็นลึกชัดไม่ใช่มองแค่ด้านการเมือง/เศรษฐกิจเท่านั้นแต่มองด้าน"สังคมและการศึกษา /พลังงาน /ทิศทางอุตสาหกรรม//ทิศทางการค้าต่างประเทศค/ภาคการท่องเที่ยวซึ่งวันนั้นมีเรื่องน่าสนใจเพิ่มอีกคือ มีการคุยกันอย่างออกรสชาดถึงการวิจารณ์หนังสือ HR Transformation ของคุณพจนารถ ซีบังเกิด จะเป็นการเน้น HR ยุคใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่ม/
ส่วนอีกสัปดาห์เน้นเรื่อง HR กับการสร้างทุนมนุษย์จากการศึกษาเชิญนายสัตวแพทย์ กิจ สุนทร ประธานคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียนเทพศิรินทร์ มาออกรายการอาจารย์จีระกับนายสัตวแพทย์ กิจ สุนทร และดิฉันคุยกันถึงบทบาทของพ่อแม่ยุคใหม่ และที่น่าสนใจมากสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของภาวะผู้นำได้ดีก็ตอนที่อ.จีระคุยข่าวเกี่ยวกับบุคคล 3 คนเป็นตัวละครบทเรียนจาก คำรบ นาจิบและฮุนเซนและนำมาวิเคราะห์ เพื่อเป็นแบบอย่างบทเรียนทั้งดีและไม่ดี ให้คนไทยหันมาสนใจ คุณภาพผู้นำ กัน
ยิ่งวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนนี้27/ธ.ค./52 อาจารย์จีระสรุปภาพรวมสิ่งที่เกิดขึ้นในปี2552เพื่อเป้นรากฐานในการวิเคราะห์ทิศทางความเป้นไปได้ในอนาคตไว้ในประเด็นมองย้อนกลับปี 2009 และมองไป ปีหน้า 2010มองย้อนกลับไป ในปี 2009
เรื่องแรกคือ พระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คนไทยมีความห่วงใยพระองค์ท่านอย่างมาก
ในที่สุดพระองค์ท่านก็ทรงหายประชวร การเสด็จออกมหาสมาคมในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม ทรงมีพระราชดำรัสให้คนไทยให้ทุกคนมี * สติ /* ปัญญา /* สุจริต /* ทำเพื่อส่วนรวม
เรื่องที่สอง คนจีนเกือบ 3 ล้านคน ลงคะแนนผ่าน Internet ยกย่องให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงเป็นมิตรที่สำคัญ 10 คนของโลก ของประเทศจีน
ส่วนเรื่องที่สาม ในด้านการเมือง ต้นปี 2009 ได้นายกฯคนใหม่ คุณอภิสิทธิ์ ต้องยอมรับว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่มีนายกฯรุ่นใหม่ไฟแรง และสามารถลบคำประมาทของคนไทยและสื่อทั่วๆ อยู่ไม่เกิน 6 เดือนและอื่นๆอีกมาก การเป็นรัฐบาล ไม่ควรจำกัดเฉพาะก๊วนการเมืองที่เคยรู้ใจกันมาในพรรคฯ ควรจะใจกว้างให้หลายๆ ฝ่าย ได้มีส่วนมาช่วยแนะนำประเทศอย่างแท้จริงตรง ขอให้ปี 2010 นายกฯไปพูดในเวทีต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศน้อยลง แต่ไปรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มคนหลายๆ กลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า ทฤษฎีของอจ.จีระ LL คือ * Learning form Listening แต่ถ้าปี 2010 ยังมองอะไรแคบๆ ตั้งรับมองปัญหาเดิมๆ ไม่ขยายพันธมิตร การเมืองปี 2010 ก็จะเข้าจุดอับและในที่สุดเมื่อมีการเลือกตั้ง กลุ่มอื่นๆ เขามีแนวร่วมมากกว่า ก็อาจจะรวมตัวกันเป็นแนวร่วมแย่งอำนาจรัฐไป
ซึ่งในความเห็นของเบญก็เห็นด้วยกับอจ.จีระทุกข้อแต่ขออนุญาตเสริมนิดเดียวว่าการเมืองบ้านเราเกือบทุกคนบอกว่ารักชาติทำเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองสุดท้ายก้เพื่อตัวเองเพราะทุกคนขึ้นกันคนละมุมของภูเขามัวเก็บสะแปร์ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นระยะก่อนส่วนรวม มันก็ขึ้นไม่ถึงยอดเขา(ผลประโยชน์ชาติบ้านเมือง)สักที /ส่วนตัวคุณอภิสิทธิ์บางเรื่องดูน่าจะตัดสินใจเด็ดขาดก็ไม่ทำภาวะผู้นำยังแกว่งอยู่
/ช่วงที่2ของHuman Talk .M. 96.5 MHz. คุยกับพันเอกหลักแก้ว อัมโรสถ จากรายการรู้รักษ์แผ่นดินทางช่อง 5 อาจารย์จีระและอ.หลักแก้วคุยกันถูกคอเพราะ2คนนี้เป้าหมายเดียวกันเป็นห่วงชาติบ้านเมือง และสถาบันพระมหากัตริย์/ต้องการสร้างคนดีให้เป็นคนใฝ่รู้คิดเป็นและถูกต้องทำนองคลองธรรมให้คนในสังคมมีสติและเกิดปัญญาถือเป็นพันธมิตรที่ลงตัวมากในปีเสือลุย เอ้า... ดีแล้วปีเสือปีนี้ จะได้คนดีศรีกรุงรัตนโกสินทร์ปลุกคนในแผ่นดินขวานทองให้ตื่นตามเสือสักที ปีใหม่2553ขอให้ทุกท่านมีความสุขแบบพอเพียงและหมั่นเตือนตนอยู่เสมอว่าวันนี้เราตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทยหรือยัง ถ้ายังรีบทำซะท่านจะขึ้นนรกหรือสวรรค์ท่านเลือกได้
คุณณัฐปภัสร์ พงษ์ประดิษฐ์