บันทึกนี้เป็นบันทึกแรกที่ดิฉันเขียนด้วยตัวเองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ปกติแล้วเป็นคนไม่ชอบเขียนอะไรยาวๆ แม้แต่การเม้นท์ก็เหมือนกัน

วันนี้ตั้งใจเต็มที่จะลองเขียนดูสักที ไม่รู้จะยากไปไหมสำหรับตัวเอง

เอาน้องนัทเป็นครู เป็นตัวอย่างที่ดี ในการเขียนบันทึกถ่ายทอดเรื่องราว

วันนี้วันเสาร์  ที่เกิดแรงบันดาลใจให้เขียน เพราะว่า มันไม่ไหวแล้ว...

เมื่อตอนสายๆ ขณะขับรถดิฉันน้ำตาไหลอาบแก้ม สะอึกสะอื้น

ดีที่คนข้างนอกมองไม่เห็น

เราจึงร้องได้อย่างไม่อายใคร ให้มันได้ระบายออกมากับน้ำตา

เพราะอะไรหรือ จึงเป็นเช่นนี้?

เพราะผู้หญิงคนหนึ่งเมตตา ปราณีดิฉันเหลือเกิน

ซึ่งนอกจากแม่แล้ว ไม่เคยได้รับจากใคร มากเท่ากับเธอคนนี้

รู้จัก พบกัน เจอกัน คุยกัน ไม่นาน

ได้ความคิดดีๆ แง่คิดต่างๆ เธอสอนอะไรมากมาย

เหมือนสอนน้องสาวคนหนึ่ง(ดิฉันไม่มีพี่ มีแต่น้อง) ซึ่งทำตัวได้บ้านนอกจริงๆ

ไม่ว่าจะเรื่องถนนหนทาง(ขนาดในเมืองยังหลง)  ร้านอาหาร(ร้านดังยังไม่รู้จักเลย) เมนูอาหาร(ไม่รู้ว่าอะไรอร่อย ไม่รู้ชื่ออาหาร) หรือ เครื่องแต่งกาย(แต่งกายไม่เป็น)

ดิฉันออกจะซื้อบื้อ ไปหมดซะทุกเรื่อง

เธอถามว่า อยากกินอะไร สั่งเลย

ตามใจค่ะ สั่งเลย กินได้หมด

ในใจนึก (ผักดิบ เรากินไม่เป็น ผักบางอย่าง เครื่องเทศกินไม่เป็นซักอย่าง เขี่ยออกหมด และเมนูรายการอาหาร ก็ไม่รู้จักชื่อ เฮ้ออออ....บ้านนอกจริงเล้ยเรา)

เธอจะคอยโทรศัพท์ถามไถ่ สารทุกข์สุกดิบ (ก็ตอบแบบสุขๆ ทุกข์เก็บไว้ในใจ)

โดยที่มีน้อยครั้งมากที่ดิฉันจะโทรหาเธอก่อน

ไม่ใช่ว่าลืม ไม่คิดถึง แต่ไม่กล้ารบกวนเวลาทำงาน เพราะรู้ไม่ค่อยว่างเลย

เธอจะคอยชักชวนไปกินส้มตำ ไอศกรีม หรืออาหารที่อร่อยๆดังๆ เสมอๆ

แต่...ดิฉันเองเป็นฝ่าย ไม่ว่าง ติดธุระ(ท่องเที่ยวเยอะ)ไม่ค่อยจะว่างให้ได้เจอ

จึงไม่ค่อยเจอกันวันหยุด

มีงาน หรือ ท่องเที่ยวออกต่างจังหวัด เธอก็จะชวนไปด้วย (แถมบอกมีอีกหลายโปรแกรมที่จะชวนไปด้วยอีกนะ) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สักบาท ไม่ว่าการกิน

 การอยู่ (เกรงใจ แต่ชอบเที่ยวนี่นา ไปหมด อีกอย่างอยากดูแลเธอด้วย เป็นห่วง

อยู่ในสายตาก็สบายใจที่เธอไม่เป็นอะไร )

เสื้อผ้าแพงๆ ก็ได้รับมา โดยที่ดิฉันคิดว่า แพงแบบนี้ไม่ซื้อมาใส่หรอก(ไม่มีตังค์)

ใส่ได้พอดี ชอบมาก ใส่ประจำเลย อวดคนอื่น ว่าชั้นใส่มียี่ห้อ และราคาหลายตังค์นะ

เช้าวันนี้ เธอโทรหา ... ว่างไหม ไปไหนป่ะ

....ว่างค่ะ ไม่ไปไหน (โปรแกรมมีแต่งดก่อน)

....วันนี้จะออกไปตัดขนหมา และจะพาแมวไปเสริมสวยตัดผมใหม่

....แล้วเจอกันที่ร้าน....นะ ที่ตลาดทรัพย์อนันต์ นะ

....ค่ะๆ(เออยู่ตรงไหนหว่า ซ้าย ขวา หน้า หลัง โห ต้องขับรถวนดูให้รอบแล้วเรา)

แปดโมงครึ่งแล้ว ปิดคอม โดดลงเตียง ไปอาบน้ำ แต่งตัว ออกจากบ้านอย่างรีบเร่ง ไม่ทาแป้ง ตาและปาก เดี๋ยวไปทาข้างหน้า

ขับรถไปครึ่งทาง ในใจนึกขึ้นมา....ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เป็นอะไรกะเรา ทำไมต้องมาดีกะเรานักหนา ญาติกันก็ไม่ใช่ ....ชีวิตเรา มาจากครอบครัวแตกหัก ฐานะก็ยากจนมากๆ สามีมาตายจาก เหลือ แม่ ตัวเรา ลูกเรา ภาระหนักอึ้งมาโดยตลอด หนำซ้ำยังถูกคนฉลาดโกงเงินซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ต้องใช้หนี้สหกรณ์ ธนาคารจนแย่ ...แล้วทำไมเราจึงได้รับเมตตาจากเธอมากมายอย่างนี้นะ....ถึงจุดนี้ น้ำตาซึม แล้วเริ่มไหล ชีวิตเราไม่เคยพบความสุขยาวๆที่แท้จริงซักที คนอื่นที่เขารู้จักเรา เขารู้จักแต่เปลือกนอกที่เราหัวเราะร่วน พูดคุยตลก สนุกสนาน ยิ้มตลอด ใครเห็น เอ่ยปากว่าเราไม่เคยเศร้าเลยเนาะ...โถ อยากตายวันละสามเวลาค่า ถ้าอ้วกได้ คงอ้วกทุกวัน....สะอื้นเลย ร้องฮือๆๆๆ ในรถคนมองไม่เห็น ร้องไปๆ...ซาบซึ้งใจ...กับเธอคนนั้น

ไปถึงเธอรอที่ร้านส้มตำเจ้าดังขายดี ข้างร้านทำผมแล้ว

...สั่งไรไหม กินไรดี ร้านนี้ดัง อร่อยทุกอย่างนะ

...สั่งเลยค่ะ กินได้หมดแหละ

...สั่งนี่ๆๆ นะ

...โห หลายอย่างกินหมดไหมน่ะ

...จานมันนิ๊ดเดียวเอง

...จ้าๆๆๆๆ

กินเสร็จ ไปร้านทำผม เธอสระ ซอย และโกรกผม เราสระแล้วซอย สองหัว

รวมกันห้าร้อย (แม่เจ้า! เคยตัดสี่สิบนี่นา) เธอจ่ายอีกตามเคย

แล้วไปต่อนวดแผนโบราณ เรารอข้างนอก

นวดเสร็จ ชวนเราไปบิ๊กซี กินไอติมซเวนเซ่นส์  ไม่กล้าชี้แพงๆ เกรงใจเจ้าของตังค์

แล้วเธอไปรับหมาสามตัวที่ตัดขนไว้  แยกย้ายกันกลับบ้าน

เธอคนนี้...ที่กรุณา...กับชีวิตเรามากมาย

คือ...

 

 

.....เธอ ผู้นี้ค่ะ ...พี่คิม...ดาวในใจของน้องแมว....

 

 

บางท่านอาจคิด เรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ

แต่สำหรับคนขาดความอบอุ่นแบบดิฉัน

ขาดพ่อ ไร้พี่ ไม่มีคู่คิด อยู่ด้วยตัวเองมาตลอด

....มันยิ่งใหญ่มากค่ะ...

 

(เหตุการณ์วันนี้ และทุกครั้งที่ไปเที่ยวกันจะมีน้องนัทไปด้วยค่ะ

เรากะน้องนัท เหมือนเป็นลูกสาวครูคิมเลย)