ได้บันทึก โรคไต ไว้ก่อนแล้ว 3 บันทึก ตอน 3 นี้ จะเป็นการวินิจฉ้ยโรคไต

โรคของไตจะวินิจฉัยได้ต้อง

อาศัยการตรวจปัสสาวะ ซื่งเป็นผลิตผลที่ได้มาจากไต เมื่อมีโรคไตก็จะต้องมีการผิดปกติในปัสสาวะให้เห็น ดังนั้นทุกคนควรจะได้สังเกตดูปัสสาวะตนเองซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยโรคไตแต่เนิ่นๆได้เช่น สี จำนวน ลักษณะของปัสสาวะ ตลอดจนอาการอื่นๆเช่น บวม ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดศรีษะ ซีด อ่อนเพลีย เป็นต้น ถ้าผู้ใดสังเกตตนเองมีอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์

 1.ลักษณะของปัสสาวะ เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะบ่อย

 ปัสสาวะกระปริดกระปรอย แสบขัด ไม่พุ่งเป็นลำ

2. ดูจำนวนปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะออกน้อย วันหนี่งๆไม่ถึง 2 ลิตร

 ปัสสาวะออกมากเกินไป วันหนึ่งๆมากกว่า 3 หรือมากกว่า 2ลิตร

3. ดูสีของปัสสาวะ ถ้าปัสสาวะมีสีเหมือนน้ำล้างเนี้อถือว่าผิดปกติ

  เพราะปัสสาวะจะมีสืเหลืองจางหรือเหลืองเข้มเหมือนสีจำปา

4. อาการบวม  อาจมีบวมเฉพาะบริเวณหนังตาตอนตื่นนอนตอนบริเวณหลังเท้า 

   ท้อง และ บวมทั้งตัวเข้า

5. อาการปวดท้อง ปวดตื้อ จนปวดรุนแรงจนบิดเป็นพักๆหรือบริเวณชายโครง

6. อาการอื่นๆได้แก่ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศรีษะ มีความดันเลือด เพลีย

  ซีด น้ำหนักลด คลื่นไส้ อาเจียร หอบ ชัก หมดสติ

7. ในเด็กเล็ก  อาการจะไม่ชัดเจน  เด็กอาจมีอาการต่างๆไม่ดูดนม ร้องกวน

ตัวเหลือง ท้องงเดิน อาเจียรเป็นเลือด บางครั้งมีอาการชัก หรือท้องโตผิดปกติ

8. ในเด็กโต จะมีอาการคล้ายผู้ใหญ่ ดังกล่าว และอาจปัสสาวะบ่อยๆได้

 

   นอกจากอาการดังกล่าวแล้วผู้ที่เป็นโรคไตบางครั้งในระยะไม่มีอาการแสดงให้เห็น เนื่องจากเนื้อไตที่เหลือสามารถทำหน้าที่ผิดปกติหรือถ้าไตเสียไปข้างหนึ่งอีกข้างยังทำหน้าที่ทดแทนได้ ควรสังเกตอาการผิดปกติดังกล่าวถ้าผิดปกติต้องพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกาย ตรวจปัสสาวะและอาจต้องตรวจละเอียดต่อไปเช่น เลือดสูง ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอกซเรย์ อาจต้องเจาะไตนำเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ และอื่นๆตามดุลยพินิจของแพทย์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก คอลัมน์ พบหมอรามา เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์

  ด้วยความปรารถนาดี  กานดา แสนมณี