ผมอยากเห็นครูสอนภาษาไทยที่นี่ พื้นที่แห่งนี้...

       หลังจากที่ลาศึกษาต่อได้เพียงเดือนกว่าๆ ได้ลิ้มรสความเป็นอิสรชนบนภารกิจที่รักที่ชอบมากมาย ความสุขก่อเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่กาลเวลาก็ยังคงเดินหน้าต่อไปหนึ่งเดือนผ่านไป สถานภาพของผมก็เปลี่ยนไปกลับกลายต้องกลับมาเป็นครูอีกครั้ง ทำให้ต้องทบทวนอะไรต่างๆนานาถึงการกลับไปในครังนี้

      เมื่อวานเป็นวันแรกของการกลับไปทำหน้าที่สอนภาษาไทยให้แก่นักศึกษาอีกครั้ง อันเนื่องจาการขาดแคลนผู้สอนภาษาไทย สอนเสร็จเห็นแววตาแห่งความหวังของน้องๆนักศึกษา ทำให้รู้เลยว่าเรารักอาชีพนี้ และเราก็ทิ้งมันไม่ได้  ตกค่ำมีข้อความส่งมาจากนักศึกษาบอกว่า " แม้จะไม่ค่อยได้เรียน แม้จะไม่มีครูสอน แต่การได้ฟังแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในวันนี้มันสะท้อนอะไรให้พวกเราหลายๆอย่าง ความคุ้มค่าที่มีกับเวลาสองชั่วโมงมันมากมายสำหรับพวกเรา..." เสียงสะท้อนจากมุมหนึ่งของนักศึกษาจากกรุงเทพฯที่ตั้งใจมาเรียนที่นี่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาแห่งนี้  อ่านเสร็จผมตื้นตันมากครับ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉุกคิดคือ

  •     รูปแบบการสอนภาษาไทยที่ผ่านมาเราสอนกันแบบใด
  •     ความจำเป็นของครูสอนภาษาไทยในพื้นที่มันจำเป็น หรือ แค่จำเป็น
  •     ปัญหาการขาดแคลนครูภาษาไทยเป็นเฉพาะระดับมหาวิทยาลัยหรือ? คำตอบขอตอบเลยครับว่าหากมองในพื้นที่เขตเฉพาะกิจพิเศษแล้วผมมองว่า มันขาดแคลนกันถ้วนหน้านะครับ ขาดแคลนในที่นี้ไม่ใช่ขาดแคลนผู้สอนแต่ขาดแคลนองค์ความรู้สู่เด็กที่ควรจะเป็น ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ครับกับระบบการสอนภาษาไทยในโรงเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งย้อนกลับไปมองระดับอนุบาลก็เป็นปัญหาเหมือนกัน  หลายต่อหลายครั้งที่ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่องภาษาไทย บอกได้เลยครับมีหลายองค์ความรู้มากที่ต้องรื้อกันใหม่เด็กรับอะไรมาก็ไม่รู้  เรื่องอักษร เรื่องสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ สิ่งพื้นฐานเหล่านี้ยังต้องน่าคิดเลย
  •      มุมมองหนึ่งที่ทำให้ผมตีกำแพงการสร้างความรักในการเรียนรู้และรักที่จะอ่านจะเขียน และเห็นคุณค่าของภาษาในตัวเด็กหรือนักศึกษามากขึ้น คือ การนำศาสนาไปช่วยขัดเกลาจิตใจหรือคือการสอนที่ผมเรียกว่า "อิสลามานุวัตรภาษาไทย" หากจะมองให้เห็นร่วมกันนั่นก็คือ "การสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมความสัจจริงในเนื้อหาที่เรียนตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้ว่าแต่ละคาบแต่ละกระบวนการจัดการเรียนรู้เราต้องนำไปสู่เรื่องของคุณธรรมจริยธรรมให้ได้..." แล้วผมเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยก็จะไม่ใช่เรื่องยากและเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป


      เมื่อวานมีโอกาศได้คุยกับ อ.อิบรอเฮม หะยีสาอิ (Ibm ครูปอเนาะ) ของเราทำให้มองเห็นภาพอะไรหลายอย่างครับ และที่สำคัญผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจัดการเรียนรู้ที่เรามิใช่เพียงให้ความรู้ แต่ต้องนำเขาไปสู่การปฏิบัติให้ได้ อันนี้น่าคิดครับว่าหลายๆองค์ความรู้เราสอนดีแทบตายแต่สุดท้ายเด็กกลับนำไปใช้ไม่ได้เลย ปัญหาอยู่ตรงไหนคำตอบคือการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่จะนำองค์ความรู้ไปใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์มากที่สุด

      หากย้อนกลับมาที่ความจำเป็นในการเร่งผลิตผู้สอนภาษาไทยอันนี้กลับเป็นเรื่องที่หน่วยงานทุกหน่วยงานต้องฉุกคิดให้มากว่าความจำเป็นหรือแค่จำเป็นในเรื่องนี้กับผลสะท้อนที่สื่อให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาไทยทั้งประเทศต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเพราะอะไร ยิ่งพื้นที่เขตเฉพาะกิจพิเศษซึ่งพิเศษหลายเรื่องจริงๆ คงต้องตระหนักให้มากครับว่าสภาวการณ์สถานการณ์แบบนี้บนพื้นที่แห่งนี้จะมีฮีโร่อัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเด็กๆด้วยความตั้งใจจริงบ้างไหม๊...

         ภาษาสำหรับผมแล้วมิใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารแต่มันคือหัวใจของการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ครับ...วัลลอฮฺอะลัม

(ขอบคุณภาพจากท่าน ผอ.ประสิทธิ์ ครับ)