
ภาพประกอบจาก http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=18843
เนินเขาลูกย่อม ๆ รายล้อมด้วยเทือกสวนไร่นา ด้านหลังพิงแนบกับภูเขาสูง เบื้องหน้าตรงข้ามกับเขาสูงเป็นที่ตั้งหมู่บ้านเป้า ต.แม่โจ้ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
ศาลาหลังใหญ่ตั้งเด่นสง่าอยู่บนยอดเนิน อาคารทำด้วยดินที่ลงมือลงไม้กันเองของบรรดาสมาชิกชุมชนและกัลยาณมิตรที่มาเยี่ยมเยือน ลดหลั่นลงมาจะเป็นบ้านดินที่พักอาศัยของชาวชุมชน มีทางเดินลัดเลาะไปตามสวนพืชผักต่าง ๆ เชื่อมอาคารแต่ละหลังเข้าด้วยกัน
ห้องส้วมแบบโบราณแทรกตัวอยู่ด้านข้างแปลงผัก ซึ่งถูกออกแบบมามิให้มีของเสียเหลือทิ้ง บรรดามูตรเน่าทั้งหลายจะถูกนำกลับมาใช้ทั้งหมด ปัสสาวะที่ถ่ายลงถังสีดำจะถูกนำไปหมักเพื่อใช้กับต้นไม้ อุจจาระที่ถ่ายลงส้วมไม่ต้องใช้น้ำราด ถ่ายเสร็จกำแกลบข้างๆ หว่านคลุมลงไป ระยะเวลาผ่านไปราว ๖ เดือน สิ่งที่ถ่ายไว้จะกลายเป็นดินดำ นำไปใช้ปลูกต้นไม้ต่อไป
ถัดลงไปเบื้องล่างเป็นโรงอาหาร มีกล้วยน้ำว้าแขวนอยู่หลายเครือ สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นทั้งที่ประกอบและรับประทานอาหาร มีบรรดาสมาชิกหมุนเวียนกันไปทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบที่ปลูกกันเองภายใน
ผืนดินนี้เดิมเป็นที่ดอนแล้งสนิท อุดมไปด้วยดิน หิน ทราย และวัชพืชทนแล้ง ชาวบ้านเจ้าของผืนดินไม่ลังเลที่จะขายให้กับโจน จันไดและพรรคพวก ที่ตัดสินใจมาปักหลักบนผืนดินใหม่นี้
“...ชาวบ้านแถวนี้เขาก็ประหลาดใจนะ ตอนแรกคิดว่า ผมคงเป็นเถ้าแก่มาจากกรุงเทพฯ มีเงินมีทอง แต่อยู่ไปอยู่มาทำไมเถ้าแก่แต่งตัวแบบนี้ ทำไมเดิน ทำไมไม่มีรถ ก็สงสัยไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าพวกนี้เป็นใครกันแน่ ทำอะไรกันแปลก ๆ ปุ๋ยเคมีก็ไม่ใช้ ยาฆ่าหญ้าก็ไม่ใช้...”
หลังจากนั้นไม่กี่ปี ผืนดินดอนที่แล้งน้ำอย่างสาหัส เสื่อมโทรมจนปลูกอะไรแทบไม่ได้ กลับกลายเป็นผืนดินดำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชผักนับร้อยนับพันชนิด ที่ใช้ได้ทั้งกินและเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ของบรรดานักเกษตรอินทรีย์และผู้สนใจที่หมุนเวียนไปอย่างไม่ขาดสาย ที่รู้จักกันในนาม “ศูนย์พันพรรณ” ที่มีโจน จันได และเพื่อนร่วมอุดมการณ์คอยให้การต้อนรับและแชร์ประสบการณ์ให้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“...ผมไม่อยากจะให้คนติดชื่อผม ก็เลยคิดตั้งชื่อร่วมกัน ได้ชื่อ “พันพรรณ” แปลว่า ร้อยพ่อพันแม่ (พรรณไม้) พันธุ์ชนิดพันธุ์แบบ เอาง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก...”
โจน จันได พูดถึงชื่อ “พันพรรณ” และเล่าที่ไปที่มาว่า
“...ผมอยู่ที่นี่มา ๕ ปีแล้ว ตั้งใจมาทำเกี่ยวกับการเก็บเมล็ดพันธุ์ เมื่อก่อนผมทำเรื่องนี้ที่อีสาน ที่ยโสธรมันมีปัญหาเรื่องดินเรื่องน้ำมาก ถึงหน้าแล้งไม่รู้จะเอาน้ำที่ไหนมารด เลยตัดสินใจหาพื้นที่ใหม่ เลือกมาอยู่ทางเหนือ มาอยู่ที่นี่...
...ตอนแรกว่าจะมาอยู่กันสัก ๒–๓ คน เฉพาะเพื่อนที่รู้ใจกัน เข้าใจกัน ปลูกผักเก็บเมล็ดพันธุ์ไปเรื่อย ๆ แต่พอมาอยู่เข้าจริงๆ ปรากฏว่าคนเข้ามาเรื่อย ๆ เข้า-ออกไม่ต่ำกว่าสิบตลอด มันเลยเริ่มกลายเป็นชุมชนโดยไม่รู้ตัว ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจให้เป็นชุมชน แต่ระยะหลังมีคนอยากมาอยู่มากขึ้น จึงต้องมีกิจกรรมมากขึ้น เพราะว่าอยากให้เลี้ยงตัวเองได้ อยากให้อยู่ได้ด้วยตนเอง...
...ที่นี่เราอยู่กันเหมือนวัด ทรัพย์สมบัติที่นี่เป็น “สาธารณะโภคี” สมาชิกชุมชนไม่มีใครมีเงินเดือน เพิ่งมาปีนี้ที่เราเริ่มจ้างคนมาช่วย เพราะว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์เราคนเดียวทำไม่ไหว ต้องหาคนมาช่วย จ้างคนมาช่วยปลูก เพราะว่ามันมีเมล็ดพันธุ์เข้ามาเยอะมาก ต้องปลูกภายใน ๒ ปี...”
โจนเล่าบรรยากาศภายในชุมชนให้ฟังว่า
“...ชุมชนเราไม่เคร่งครัดเหมือนวัด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่หย่อนยานจนจัดการอะไรไม่ได้ เราใช้ระบบการประชุม ธรรมดาเราจะประชุมกันเดือนละครั้ง บางเดือนอาจจะมีถึงสองครั้งแล้วแต่กรณี เราจะไม่คุยกันนาน แค่ถามไถ่กันมีปัญหาอะไรกันไหม ใครมีปัญหาอะไรก็คุยกัน ส่วนใหญ่จะคุยกันเรื่องที่จะต้องทำกันในช่วงนั้น คุยกันแบ่งงานกันก็จบ...
...เราจะไม่มาถกเถียงกันเรื่องความรู้สึก เราจะเน้นการใช้แรง ใช้แรงมากจะมีปัญหาเรื่องความรู้สึกน้อยลง ถ้าไม่ใช้แรงความรู้สึกจะใหญ่ขึ้น จะมีปัญหาคุยกันไม่มีที่สิ้นสุด ใช้แรงมันจะมีเวลาคิดน้อยลง มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นในช่วงที่ใช้แรง และก็ถ้าไม่ใช้แรงความคิดก็จะฟุ้งซ่านไปเรื่อย ๆ จินตนาการไปเรื่อย ๆ แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ ตัวเองรู้มาก...”
ศูนย์พันพรรณ มีคนรู้จักมาขึ้น เครือข่ายขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ภารกิจจึงเพิ่มขึ้นทั้งการรองรับคณะที่มาเยี่ยมเยือน รวมทั้งการเพาะปลูกพืชผักที่กัลยาณมิตรส่งมาให้
“...กำลังเรามีน้อย เราไม่มีเงินจ้างคน คนที่จะมาเป็นอาสาสมัครมาอยู่กับเรามีน้อยมาก กับอาสาสมัคร การบริหารจัดการอาสาสมัครมันไม่เหมือนกับการบริหารจัดการที่ใช้เงิน มันต้องอาศัยสมัครใจ อยากทำก็ทำ เรามีอะไรที่ต้องทำเยอะ งานมันมาก กำลังไม่พอ...”
เกี่ยวกับการขอรับการสนับสนุน โจน กล่าวว่า
“...เราไม่ถนัดในการขอทุน การขอทุนยุ่งยากและซับซ้อนมาก ต้องเสียเวลากับกระดาษเยอะมาก ต้องสละคนหนึ่งไปทำตรงนั้น เราไม่ถนัดเรื่องนี้...
...ที่นี่เราเน้นเรื่องการลงมือทำ ไม่เน้นทำงานกับกระดาษ ไม่เน้นการพูดคุยสังเคราะห์ความคิดกัน เราไม่อยากเสียเวลากับการทำอย่างนั้น เราอยากจะให้คนลงมือทำแล้วก็เรียนรู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น แก้ปัญหาไป เรียนรู้ไป ถ้ามีเราก็ไม่ปฏิเสธหรอก งบถ้ามีมันก็ไปได้ดี ไปได้ง่ายขึ้น...
...ที่ผ่านมาเคยขอจากประเทศอังกฤษ ทำเรื่องให้คนเอเชียมาเรียนรู้จากเรา เป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พักอะไรให้กับคนเอเชีย พม่า มาเลเซีย มาเราก็ทำ ๒ ครั้ง เขาก็มีงบฯ ให้ ๒ ครั้ง มันก็ยุ่งยากพอสมควร เลยมาคิดหาวิธีที่เราจะอยู่ได้เองมากกว่า ถึงมันจะได้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เราก็อยู่ได้ ไม่ต้องคิดมากคิดไกลคิดใหญ่เกินไป...”
ถึงแม้ว่าจะปลูกพืชผักพอเพียงกับการบริโภคกันสำหรับสมาชิกในชุมชน แต่ศูนย์พันพรรณก็มีภาระอื่น ๆ อีกมาก เช่น การดูแลชาวบ้านที่เข้ามาศึกษาดูงาน การบูรณะซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ รวมทั้งการก่อสร้างอาคารสำหรับใช้งานภายในศูนย์ฯ ทำให้ต้องมีแหล่งรายได้ที่จะเข้ามาสนับสนุนให้กิจการงานของศูนย์พันพรรณเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งรายได้หลักมาจากการทำโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครชาวต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการปีละครั้ง โจน เล่าว่า
“...รายได้หลักที่นำมาจุนเจือตอนนี้เป็นโครงการอาสาสมัครต่างประเทศ มีปีละครั้ง เริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายนไปถึงเดือนกุมภาพันธุ์ เราก็จะมีรายได้จากการลงทะเบียนประมาณ ๓-๔ แสนบาท เงินนี้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในช่วงที่เขาเรียน จะมีเหลืออยู่ประมาณสองแสนบาท ไว้ใช้ตลอดทั้งปี...
...รายจ่ายหลัก คือ อาหาร ใช้แรงมันต้องกินข้าว แต่ก็พยายามลดภาระตรงนี้ลง ตอนนี้เราก็เริ่มทำซอสถั่วเหลืองแทนซีอิ้วขาว ซอสเราไม่มีปัญญาซื้อ เราก็เอามะเขือเทศมาหมักกับเกลือ ลดค่าใช้จ่ายลง ถัดมาช่วงนี้เราสร้างบ้าน คนเข้ามาเยอะขึ้นแล้วบ้านไม่พอ เป็นปีสุดท้ายแล้วที่เราจะสร้าง เพราะว่าเราไม่อยากจะให้มันมีมากเกินไป...”
รายได้นอกจากค่าลงทะเบียนจากอาสาสมัครชาวต่างประเทศแล้วนั้น ส่วนหนึ่งยังได้มาจากการบริจาคของผู้ที่เข้ามาเรียนรู้และใช้ชีวิตในศูนย์ฯ จำนวนมากน้อยแล้วแต่ความสมัครใจ และตามความศัทธา ซึ่งทางศูนย์ฯ มิได้เรียกเก็บ
วิถิชีวิตของชาวชุมชน เป็นไปอย่างเรียบง่าย เป็บแบบอย่างสำหรับการเรียนรู้ชีวิตแบบง่าย ๆ ตามปรัชญาของศูนย์ฯ ทุกคนมีหน้าที่ มีงานทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุม ซึ่งภารกิจต่าง ๆ มักจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป โดยงานหลักคือการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์
สำหรับภารกิจด้านเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ ถือว่าก้าวหน้าไปมาก โจน เล่าว่า
“...เรื่องเมล็ดพันธุ์ถึงตอนนี้ถือว่าเดินมาได้เกือบถึงครึ่งทางล่ะ เพราะได้สร้างเครือข่ายไว้ในที่ต่าง ๆ เพื่อที่เราจะขยายเมล็ดพันธุ์ให้มันกระจายครอบคลุมไป คาดหวังว่าตอนนั้นคนก็ปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์กันเอง ถึงตอนนั้นจะถือว่าเป็นสุดยอดของเป้าหมาย...
...เดี๋ยวนี้มีคนรู้จักเรามากขึ้น เขารู้ว่าเราสนใจอะไร บ้างคนไปเจอเขาเก็บเมล็ดนี้มาหลายปีแล้ว เขาคิดถึงเขาก็ส่งมาให้ เราก็เลยได้มา ตอนนี้เรามีมะเขือเทศหลายชนิด ผักสลัดที่เห็น สิบสี่สิบห้าอย่าง บางอย่าง ที่ตลาดราคาแพงมาก กิโลละหลายหมื่นบาท แต่เราปลูกเก็บเมล็ดพันธุ์แจกจ่ายให้กับเกษตรกรไปปลูก จะปลูกขาย ปลูกกินก็แล้วแต่ แต่ต้องเก็บเมล็ด...”

ภาพประกอบจาก http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/47/5047/images/c1/internship7.jpg
ขอบคุณที่แวะมาแอ่วหาครับ
ศูนย์พันพรรณ เป็นชุมชนที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ
คล้าย ๆ ชุมชนสันติอโศก แต่ไม่เคร่งครัดเท่า น่าอยู่มากครับ
อ้อ...ฝากบอกน้องต้อม-เนปาลี ตวย บอกว่าพี่หนานน้อยใจที่น้องต้อมบ่แวะมาแอ่วหาเลย
สวัสดีค่ะคุณหนานเกียรติ...ร่วมมือร่วมใจ..ขยันขันแข็งกันดีจังเลยค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
ยะลาหนาวหรือยังครับ...
อ่านเรื่องราวของโจน จันได จากที่พี่เขียนแล้ว จินตนาการตามเรื่องราวได้อย่างชัดเจนเลยครับ
ผมโยงมางานของ สรพ. ตอนนี้กำลังวางแผนไปเยี่ยมโรงพยาบาล ๑๐ แห่ง (ทั่วประทศ)เเละเขียนเรื่องราวดีๆ ให้เสร็จเเละเป็นหนังสือก่อน มีค.๕๓ ... คงต้องพึ่งพาเราทั้งสองคนเคลื่อนงานนี้นะครับ
ขอบคุณที่ชมครับ...
ผมอยากช่วยงาน สรพ. มากครับ และยังหวังลึก ๆ ว่า อาจจะมีหนังสือสักเล่มที่ตัวเองเขียน
ยินดีนะครับที่จะช่วยอะไรได้บ้าง...
สวัสดีค่ะ...คุณ
อ่านบันทึกนี้เข้าใจชีวิตที่เรียบง่ายในตอนแรก ปัจจุบันความเรียบง่ายดูเหมือนจะถูกสังคมรบกวนนะคะ
ชอบ“ทรัพย์สมบัติสาธารณะโภคี”ที่นี่ค่ะ
ทำให้คิดได้ว่ามนุษย์เป็นผู้มีปัญญาสร้างระบบอะไรขึ้นมามากมายทำให้ชีวิต
วุ่นวายนะคะ
แต่แท้ที่จริง "แค่นี้ก็ดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว"
สวัสดีค่ะหนาน..น่าสนใจนะ..เป็นความพอเพียงและมีความสุขมากที่ได้อยู่ในชุมชนบ้านเป้าได้ธรรมชาตินะ..พรรณไม้ที่มีเป็นพันๆๆ..และการขึ้นแบบพันกับค้างไม้คงจะเป็นผักที่กินได้นะคะ..จะไปเยี่ยมชมได้ไหมคะ..
ชื่นชม โจน จันไดมากครับ
คนอีสานเหมียนกัน 555
เขียนบันทึก ถึง ซากี้ รูปหล่อของพี่บ้างซิ
แวะมาชมของดี..มีประโยชน์ครับ
สวัสดีค่ะหนานเกียรติ
เข้ามาชม ศูนย์พันพรรณด้วยคนค่ะ
ดีจังเลยน๊ะค๊ะนอกจากทำตัวเป็นประโยชน์แล้วยังทำสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นพิษ ทำจิตให้เป็นธรรมนำธรรมชาติมาพลิกเป็นเงินจนกลายเป็นแผ่นดินธรรม
แผ่นดินทอง
อ่านแล้วชอบมากค่ะ
ขอบคุณที่ไปเยือน
ถ้ามาเชียงใหม่
จะชวนไปกินพิซซ่าค่ะ
มาชม
เห็นเรียบง่ายดีจังนะครับ...
ขณะนี้ฝนตกหนักมากในเมืองหาดใหญ่...
มาแนะนำตัวครับ
ขอบคุรเรื่องราวดีๆครับ
พี่ชาย เราเก่งจัง อิอิ
หนานเกียรติจงรีบมาเชียงใหม่พาน้องเฌวามาด้วย..เราจะพากันไปเยี่ยมบ้านพันพรรณกันนะ..อากาศเริ่มหนาวแล้ว....จะออกจากโรงเรียน..ไปทางเขื่อนแม่งัด..ไม่มีค่ารถนะ..ไม่รู้ว่าน้องพอลล่าจะมาอีกรอบไหมเนี่ย..
สวัสดีค่ะหนานเกียรติ
*** น่าสนใจมากเลยนะคะ ถ้าเกิดขึ้นในทุกชุมชน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
*** สาวน้อยเฌวา จะต้องแก้มแดง ตอนหน้าหนาวแน่เลย
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ
การจัดการทรัพย์สินแบบสาธารณโภคี เป็นภูมิปัญญาที่ลึกซึ้งมากครับ
มีหลายแห่งที่ใช้จัดการแบบนี้ โดยเฉพาะในชุมชนอโศกทุกแห่ง...
ไปเยี่ยมเยียนพี่โจ ได้แง่คิดมากครับ..
ที่ศูนย์พันพรรณ อยู่บ้านเป้า อ.แม่แตงครับ
ไปเยี่ยมเยียนเรียนรู้ชุมชนนี้ได้ ไป-กลับก็ได้ ไปนอนพักค้างคืนก็ได้เจ้า
ตั้งใจจะพาเฌวาไปนอนที่นั่นสักคืนสองคืน
ขอบคุณที่แวะมาแอ่วหาเจ้า...
เจียงใหม่ หนาวก่เจ้า...
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
คุณเอก พอลล่า และผม ได้สนทนาเกี่ยวกับคุณหมอ เมื่อคราวไปเยี่ยม ร.พ. ที่ จ.พิจิตร ด้วยครับ
คาดว่า จะได้ไป ร.พ.อุบลรัตน์ เร็ว ๆ นี้