เมล็ดพันธ์เพื่อชีวิต

สัมภาษณ์โจน จันใด

ตอนที่ 1: พันพรรณ

Posted by zcongklod on Apr 6, 2009

 

บทสัมภาษณ์พี่โจ โจน จันใด ที่เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ของผมเอง การสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนท่านอื่นๆ ที่ร่วมทริป (ซึ่งผู้จัดขอมาว่าอย่าอ้างถึงชื่อทริป) และจากการบรรยายของพี่โจ ที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ ‘พันพรรณ’ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อยากให้คนไทยได้อ่านกันเยอะๆ ครับ

งานหลักของศูนย์พันพรรณคืออะไรครับ
วัตถุประสงค์หลักที่เรามาอยู่ที่นี่คือ เราต้องการมาเก็บเมล็ดพันธุ์ พวกเราทำบ้านดินกันมาก่อน ทำมาสิบกว่าปีรู้สึกว่าเหนื่อย แล้วก็รู้สึกว่าบ้านดินไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากที่สุดในตอนนี้ เพราะภูมิปัญญาในการทำบ้าน ใครๆ ก็คิดค้นได้ตลอดเวลา มันมีอยู่ทั่วโลก ไม่หายไปไหน แต่อาหารที่เราบริโภคทุกวันนี้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะอาหารได้มาจากเมล็ดพันธุ์ แต่เมล็ดพันธุ์กำลังสูญหายไปอย่างรวดเร็ว มีการประเมินว่า ใน 1 วันมีเมล็ดพันธุ์หายไปจากโลกไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด เราเคยมีข้าวเกือบ 20,000 ชนิด แต่วันนี้เรามีแค่ไม่เกิน 200 ชนิด ซึ่งมันน่ากลัวมาก การหายไปของเมล็ดพันธุ์หมายถึงการหายไปของความมั่นคงของชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ เราก็เลยมาอยู่ที่นี่เพื่อปลูก เก็บเมล็ดพันธุ์ และแจกเมล็ดพันธุ์ เราพยายามรวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อทุกคน เป็นมรดกให้คนรุ่นต่อๆ ไป

ที่นี่เรามีสมาชิกที่อยู่ประจำ 5-6 คน ส่วนหนึ่งก็ไปเปิดร้านอาหารในวัดสวนดอกด้วย เพราะเราต้องการใช้ร้านอาหารเพื่อสื่อสารกับคนในเมืองเชียงใหม่ว่า อาหารสำคัญมากกับชีวิต ถ้าอาหารมีพิษ ชีวิตก็มีพิษด้วย เราอยากให้คนเมืองรู้ว่า อาหารที่ดีคืออาหารที่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่สามารถปลูกต่อได้ แล้วก็ไม่มีสารเคมี คือปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์

สถานที่ของเราไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ อันที่จริงเราอยากให้มันเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะว่าความไม่สะดวกสบายทำให้คนได้เรียนรู้มากมาย ถ้าสบายมากจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะเพลิดเพลินกับความสบายมากเกินไป ฉะนั้นความยากทำให้คนได้เรียน เป็นมหาวิทยาลัยให้พวกเราด้วย

ห้องน้ำเรามี 3 ห้อง แล้วก็มีห้องเยี่ยวอีกห้องหนึ่ง ธรรมดาเราจะเยี่ยวใส่ถังดำๆ แล้วใส่กากน้ำตาล อย่าให้หกนะครับเสียดาย (หัวเราะ) เพราะเราจะเก็บเยี่ยวเอาไปหมักอีกทีหนึ่ง เอาไปใช้กับต้นไม้ ด้านนี้จะมีส้วมอีกหลังหนึ่ง เป็นส้วมแบบไม่ต้องใช้น้ำราด ใช้น้ำล้างได้ แต่ไม่ต้องราด มันเป็นเหมือนส้วมโบราณก็คือเดินขึ้นไปจะมีไม้เป็นพื้นแล้วก็มีช่องว่างอยู่ แล้วก็ถ่ายลงไปตรงนั้น ถ่ายเสร็จก็กำแกลบข้างๆ หว่านลงไปคลุมไว้ ส้วมเทคนิคนี้ดีมาก ลดการใช้พลังงาน ไม่ต้องใช้น้ำ ไม่ต้องใช้อะไรมาก มันดีตรงที่ 6 เดือนผ่านไป สิ่งที่เราถ่ายลงไปจะกลายเป็นดินสีดำ ซึ่งเราสามารถนำมาปลูกอะไรก็ได้ เราออกแบบส้วมไม่ให้มีของเสีย นำกลับมาใช้ได้หมด แต่เราไม่ได้เอาไปใช้กับผัก เราจะเอาไปปลูกต้นไม้ มูลสัตว์ถึงจะเอาไปใช้กับผัก เพราะเราเชื่อว่ามูลสัตว์ดีกว่ามูลคน ฉะนั้น ถ้าเดินไปเจอผักอะไรกินได้ก็กินเลย อย่าลังเลใจครับ แล้วก็ขับถ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กินให้เต็มที่ ขี้ให้เต็มส้วมครับ (หัวเราะ)

ตอนที่ 2: ปัจจัย 4

Posted by zcongklod on Apr 9, 2009

 

พี่โจมาสนใจงานเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ยังไงครับ
ตอนแรกผมก็เป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดา เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ 7 ปี เป็นยามบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง เป็นพนักงานโรงแรมบ้าง ปูเตียง ทำความสะอาดห้อง ค่าแรงขั้นต่ำวันละร้อยบาท ผมก็ได้วันละร้อยบาท แต่อยู่โรงแรมก็ได้ทิปบ้าง แต่ผมไม่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันเป็นงาน รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเที่ยง เมื่อไหร่จะเลิก ผมทำงานมาก วันละ 8-12 ชั่วโมงทุกวัน อาหารที่กินก็ก๋วยเตี๋ยวมื้อละถ้วย ไม่ก็กระเพราไก่ไข่ดาว เป็นอย่างนี้ตลอด 7 ปี เป็นเรื่องที่ทำให้คิดมากว่า ทำไมคนต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ทำไมคนทำงานหนักแล้วไม่พอกิน ผมเริ่มคิดมาก คิดย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็ก พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่เคยมีใครทำงานวันละ 8 ชั่วโมง คนไม่ใช้คำว่าทำงานด้วยซ้ำไป คนใช้คำว่า ไปดำนา ไปเกี่ยวข้าว ไม่มีใครใช้คำว่า ‘จน’ คนใช้คำว่า ‘ทุกข์’ เมื่อเป็นทุกข์ก็มีวิธีแก้คือการหาความสุข ใครๆ ก็แก้ได้ แต่พอสมัยที่เราเริ่มพัฒนา เราก็เอาคำว่าจนมาใช้ การแก้ไขความจนคือต้องหาเงินทำให้รวย

สมัยก่อนคนมีความสุข แล้วก็สบายมาก ทำงานปีละ 2 เดือน เกี่ยวข้าวเดือน ดำนาเดือน ที่เหลือคือเวลาว่าง คนสมัยก่อนมีเวลาว่างมาก ทำให้คนได้อยู่กับตัวเองมาก คนที่ได้อยู่กับตัวเองคือคนที่เห็นตัวเอง พอเห็นตัวเอง คนก็สามารถรู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไม ชีวิตต้องการอะไร คนสมัยก่อนก็เลยเห็นความสุขสำคัญมาก คนก็แสวงหาความสุข คนก็อยู่อย่างสุขสบาย

ในสมัยนั้นมีคนนอนกลางวันกันเยอะมาก เพราะมีเวลาว่างมาก ตื่นนอนขึ้นมาก็นั่งนินทากัน โอ้ ลูกสะใภ้เป็นไง ลูกเขยเป็นไง หัวเราะตลกโปกฮากันตลอดเวลา ผมคิดถึงชีวิตอย่างนั้น คิดว่าชีวิตมันน่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่าจะมาเป็นหุ่นยนต์ในเมือง ในที่สุดผมก็กลับไปอยู่บ้าน ไปลองใช้ชีวิตแบบคนสมัยก่อนดู

พอกลับไปอยู่บ้านที่ยโสธรใหม่ๆ ผมก็คิดว่าต้องพึ่งตัวเองในด้านปัจจัย 4 ให้ได้ อาหาร บ้าน ผ้า และยา 4 อย่างนี้ต้องง่ายสำหรับทุกคน ที่ไหนก็ตามถ้าอาหาร บ้าน ผ้า และยา แพงสำหรับทุกคน ถือว่าที่นั่นผิด ที่นั่นพัฒนาไปในทางที่เสื่อม ที่นั่นไม่มีความก้าวหน้าในการมีชีวิตอยู่

ผมก็เลยลองไปทำนาปีละ 2 เดือน ปรากฏกว่าได้ข้าว 4 ตัน คน 6 คนกินข้าวไม่ถึงครึ่งตันต่อปี ที่เหลือก็ยังได้ขาย ผมทำบ้านไม้ไผ่อยู่ ก็อยู่ได้สบายไม่มีปัญหา

ผมใช้เวลารดน้ำผักวันละ 30 นาที ก็มีผักเลี้ยงคน 6 คนต่อวันสบาย ยังมีพอให้แม่เอาไปขายที่ตลาดอีกได้วันละ 50 บาท 100 บาท มีบ่อปลา 2 บ่อ ก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตมันง่ายอย่างนี้ ไม่มีอะไรยากเลย ทำไมผมไปอยู่กรุงเทพฯ 7 ปีแล้วไม่เคยกินอิ่มเลย ผมไปอยู่กรุงเทพฯ 7 ปี ไปทำงานอะไร ให้ใคร เราไม่ได้อะไรเลย จะกลับมาเยี่ยมบ้านทีนึงก็ต้องขอเงินแม่กลับมากรุงเทพฯ มันตลกมาก

หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ไปเห็นบ้านดินในอเมริกา ก็ลองเอามาทำดู พอลองทำก็รู้สึกว่ามันง่าย แต่ก่อนผมไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะสามารถมีบ้านที่มั่นคงได้ แต่พอมาทำบ้านดิน ผมใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า 3 เดือนผมได้บ้าน 1 หลัง ในขณะที่เพื่อนคนหนึ่งเป็นครูพละตื่นตื่นห้าไปวิ่งเหมือนกัน 3 เดือนเป็นหนี้สหกรณ์ครู 7 แสน ตอนนี้ยังจ่ายไม่หมด สร้างบ้านหลังหนึ่งหมด 7 แสน ผมก็เริ่มคิดว่า ทำไมคนถึงทำให้ชีวิตยากขึ้นๆ ทำไมไม่ทำให้มันง่ายขึ้น

พอผมพึ่งตัวเองได้พอสมควร ต่อมาก็เลิกซื้อเสื้อผ้า ผมไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ามาเกือบ 20 ปีแล้ว ใช้แต่ของเก่า คนเห็นผมใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เขาก็สมเพช เอาของใหม่มาให้ พอเป็นของใหม่ผมก็ไม่อยากใส่เพราะมันใหม่ ไม่สมกับผม ผมก็เลยเอาของใหม่ไปให้คนอื่นใช้ก่อน

มันก็เป็นการเผชิญกับตัวเองในเรื่องของแฟชั่น แต่ก่อนผมรู้สึกว่าผมเป็นคนลาวไม่มีดั้ง ไปไหนก็อายคน คนอื่นเขาต้องพยายามไม่เป็นลาว คือใส่เสื้อผ้าให้เหมือนคนกรุงเทพฯ ผมกลับมองตรงกันข้าม คนลาวเนี่ยไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดไหน ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไม่มีดั้งเหมือนเดิม ดั้งมันไม่ได้โด่งขึ้น ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่น ถ้าเราวิ่งตาม เราจะไม่ทันเลย แต่ถ้าเราไม่ตามแฟชั่น เราจะเป็นตัวของตัวเอง คิดดูอย่างนี้แล้วก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ทำไมคนต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงต้องใส่เสื้อผ้ารัดหน้าอกรัดตัวเหมือนกันหมด ทำไมคนต้องใส่กางเกงยีนส์เหมือนกันหมด ถ้าอยากใส่เหมือนกัน ทำไมไม่ไปเป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเป็นพระซึ่งจะได้ใช้ชุดเหมือนกันหมด ความหลากหลายคือความงาม ความต่างคือความงาม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ห่วงเรื่องแฟชั่น ไม่ได้ห่วงเรื่องอะไรอีกเลย ใส่อะไรก็ได้ ขอให้มี มันก็สบายไป

แล้วเรื่องยารักษาโรค มาอยู่แบบนี้โรคภัยมันก็น้อยลงเพราะไม่มีหนี้สิน ไม่มีภาระให้คิด ถ้ามีภาระให้คิดมาก โรคนั่นโรคนี่มันรุมครับ เพราะว่าจิตใจเราอ่อนแอ ร่างกายก็อ่อนแอด้วย พอมาอยู่อย่างนี้สบาย อยากตื่นเวลาไหนก็ตื่น อยากทำอะไรเวลาไหนก็ทำ อยากไปเที่ยวก็ไป ไม่ต้องขอลา สบายมาก

ตอนที่ 3: เกษตรพันธุ์ใหม่

Posted by zcongklod on Apr 13, 2009

 

สนุกกับการใช้ชีวิตแบบชาวบ้านไหมครับ
ผมกลับไปอยู่บ้าน แต่ผมไม่ได้อยู่แบบชาวบ้าน เพราะชาวบ้านทั้งหลายเขาปลูกเพื่อขาย ผมมองเห็นว่ายิ่งปลูกเพื่อขายก็ยิ่งไม่เหลืออะไร ผมมองเห็นภาพของชาวบ้านเหมือนกับทาสคนหนึ่งที่เกิดขึ้นมามีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อนายทาสอย่างมาก มากจนไม่คิดถึงตัวเอง เพราะว่าทุกวันนี้ชาวบ้านทั้งหมดทำงานเพื่อคนอื่นทั้งสิ้น ไม่มีใครทำงานเพื่อตัวเอง คนในเมืองก็ไม่ต่างกัน เป็นทาสที่น่าสงสารมาก ทุกวันนี้เราทำงานหนักยิ่งกว่าทาสทุกยุคทุกสมัย เราทำงานหนักแล้วเราไม่ได้อะไรเลย เรากินอะไรก็ได้เพื่อให้เรามีเวลาทำงานมากขึ้น กินมาม่าทุกวัน กินบะหมี่ กินอะไรง่ายๆ โดยไม่ได้คิดถึงสุขภาพเลย กินปลากระป๋อง กินทุกวันเพื่อจะได้มีเวลาทำงาน

พอมีลูก เราก็ผลักลูกเข้าโรงเรียนเลย เพื่อที่เราจะได้มีเวลาทำงาน ทั้งที่ลูกมันอยากอยู่กับพ่อแม่ อยากจะเรียนรู้ความรักจากพ่อแม่ แต่เราก็ผลักลูกไปโรงเรียนหมด เราไม่ได้มีครอบครัวอีกแล้ว เราปลีกตัวออกมาเพื่อที่จะไม่ได้มีภาระ เพื่อที่จะได้ทำงานมากขึ้น

ชาวบ้านปลูกข้าวโพด ปลูกอะไรตลอดทั้งปีทั้งชาติ ยิ่งปลูกก็ยิ่งมีหนี้ แต่ทำไมยังทำอยู่ ไม่มีใครถามตัวเองเลยว่า ปลูกแล้วไม่ได้อะไร มีแต่หนี้แล้วทำไปทำไม พอมาคิดดูชัดๆ เราจะพบว่าคนเหล่านี้ถูกปิดหูปิดตาไม่ให้เห็นความจริงในชีวิต สื่อก็บอกว่า ถ้าคุณอยากมีความสุข คุณต้องซื้ออันนี้ คุณต้องการความมั่นใจ คุณต้องใช้โรลออนชนิดนี้ ผ้าอนามัยชนิดนี้ ถ้าต้องการอิสรเสรีภาพต้องมีโทรศัพท์รุ่นนี้ มีบัตรเครดิตแบบนี้ ไม่มีใครบอกเราเลยว่า คุณมีความสุขแล้ว นั่นทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสคิด ชาวบ้านทั้งหลายจึงกลายเป็นเครื่องมือของภาคธุรกิจโดยไม่รู้ตัว

ทันทีที่คิดจะลงทุนปลูกพืชผัก เราต้องหาเงินสดไปจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายา ค่าปุ๋ย เริ่มต้นจากการเป็นหนี้ แล้วเราก็เสี่ยง เหมือนยืมเงินคนมาเล่นการพนัน เพราะปลูกผักจะได้หรือไม่ได้มันขึ้นกับดินฟ้าอากาศ โรคและแมลง แล้วก็ขึ้นอยู่กับคนที่มารับซื้อ ปัจจัยมันเยอะเหลือเกิน ชาวไร่ชาวนาทั้งหลายจึงอยู่ในสถานะของนักการพนันที่แย่ที่สุด ไม่มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปากได้ ถ้าเราปลูกเพื่อขายเราจะติดกับดักทันที คนที่คิดจะปลูกเพื่อขาย ไม่มีใครรวย ไม่มีใครไม่เป็นหนี้ เพราะเราจะติดกับดักธุรกิจเกษตรเคมีทันที

แบบนี้ ผมเป็นชาวบ้านไม่ได้ ผมไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปยังวิถีที่สังคมโลกเป็นในปัจจุบัน ผมต้องการกลับไปสู่อดีต ไปต่อยอดจากอดีตขึ้นมา เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและสุขขึ้น ชีวิตเราสั้นมาก เราจะใช้ชีวิตบนโลกนี้เพื่ออะไร คิดตรงนี้แล้ว ผมก็คิดว่าผมต้องแสวงหาความสงบสุขให้ตัวเอง แสวงหาความง่ายให้ตัวเอง จะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวมากขึ้น

ผมเลยคิดว่า ผมจะทำเพื่อกิน เรากินพริก กินมะเขือ กินหอม กินกระเทียม ก็ปลูก แต่ไม่เกินอย่างละ 5 ต้น ก็อยู่ได้แล้ว กินไม่เคยหมด ถ้าเก็บไปขายเราจะได้เงิน 200-300 บาทต่อวัน อย่างกระจอกที่สุดคือ 50 บาท คนอื่นอาจคิดว่าเงิน 50 บาทไม่มีค่าอะไรเลย แต่ครอบครัวเราไม่มีค่าใช้จ่าย เงิน 50 บาทถือว่ามาก

อย่างครูที่โรงเรียนจบปริญญาตรีเงินเดือนหมื่นนึง วันดีคืนดีก็ต้องมาขอยืมเงินแม่ผมที่จบป.4 ไม่มีรายได้อะไรมากมาย นั่นแสดงว่า ถ้าอยากรวยจะจน ถ้าอยากจนจะมีเงินเหลือใช้ นั่นคือความจริงที่ผมค้นพบกับตัวเอง ถ้าใครอยากปลดหนี้ต้องกลับมาสู่การพึ่งตัวเอง ต้องกลับมาทำอยู่ทำกิน เหลือกินแล้วขาย ทำอย่างนี้ไม่นานใช้หนี้ได้หมด เพราะผมทำมาแล้ว ผมไม่ได้พูดจากการฟังคนอื่น หรือเห็นคนอื่นมา พูดจากประสบการณ์จริง หลายๆ คนก็เริ่มปลดหนี้ได้สามแสนสี่แสน ในเวลาแค่ 2-3 ปีเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องยากเลย หลังจากนั้นก็มีเงินเก็บ ชีวิตมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แต่เราไม่ถูกสอนให้คิดอะไรที่มันง่าย

ในขณะเดียวกัน ผมก็เริ่มเห็นว่าเมล็ดพันธุ์มันอยู่ในภาวะที่วิกฤตมาก มันสูญหายไปอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว หลายอย่างที่เราเห็นตอนเป็นเด็ก ตอนนี้ไม่หลงเหลือแล้ว ถ้าเราต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่เราปลูก ก็เหมือนกับการเติมน้ำในตุ่มที่มีรูเต็มไปหมด เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม เพราะรูมันรั่วออกไปตลอด ฉะนั้นทำไมเราต้องเติมมัน ทำไมเราไม่อุดรู วิธีอุดรูรั่วดีที่สุดคือ การลดการซื้อลง โดยเฉพาะอาหาร อาหารเป็นค่าใช้จ่ายที่รุนแรงและหนักที่สุดในชีวิตของเราในปัจจุบัน แค่ลดการซื้ออาหารอย่างเดียวเราก็จะมีเงินเหลือมากขึ้นโดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม ก็อยากจะให้ชาวบ้านได้เห็น ได้คิด

แต่ผมไม่ถนัดในการชักชวนให้คนมาทำ ผมไม่เคยพูดให้ชาวบ้านฟังเลยว่า ต้องมาทำอย่างผมนะ ต้องมาทำอย่างนี้ เราจะไม่ไปหาชาวบ้าน แต่จะให้ชาวบ้านมาหาเรา เรามีความเชื่อว่า เราจะไม่ไปเปลี่ยนความคิดของคนอื่น เพราะในความเป็นจริง เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้หรอก เขาต้องเปลี่ยนตัวเขาเอง เราก็ทำในสิ่งที่เราอยากทำ พอชาวบ้านเห็น เขาก็มาถามเอง

แล้วถ้าชาวบ้านไม่สนใจ
ก็ไม่เป็นไร ก็เป็นเรื่องของชาวบ้าน แต่ผมรู้สึกสบายแล้ว เบาแล้ว สิ่งที่ผมทำอยู่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีคนสนใจสภาพเศรษฐกิจในระบบปัจจุบันมันบีบให้คนต้องสนใจอยู่แล้ว เพราะมันไม่มีทางเลือก มันเป็นทางตันที่ไปต่อไม่ได้แล้ว มันต้องกลับมาหาทางนี้

 

ตอนที่ 4: เมล็ดพันธุ์

Posted by zcongklod on Apr 16, 2009

 

จากผู้บุกเบิกบ้านดิน ทำไมถึงเปลี่ยนมาทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ล่ะครับ
จริงๆ แล้วผมไม่ได้สนใจทำเรื่องบ้านดินเลย ผมไม่ชอบเรื่องก่อสร้างเลย แค่บ้านดินมันก็เป็นคำตอบของชีวิตให้คนได้ เป็นทางเลือกให้คนได้ ผมก็เลยพยายามทำบ้านดินให้แพร่หลาย พอแพร่หลาย มีคนทำมากพอแล้ว ผมก็วางมือ ทุกวันนี้ผมไม่รับทำบ้านดินแล้ว ถ้าอยากเรียนก็มีที่ให้เรียนเยอะแยะ หรือตอนที่พวกเราทำบ้านกันก็มาเรียนได้ คือมันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากทำแล้ว สิ่งที่ผมอยากทำมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสคือการเก็บเมล็ดพันธุ์

ผมอยากทำมา 15 ปีแล้ว ตั้งแต่กลับจากกรุงเทพฯ ไปอยู่บ้านที่ยโสธรใหม่ๆ ผมเริ่มเห็นปัญหาของเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์แท้ๆ ดีๆ ที่เราเคยมีมันสูญหายไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนไม่น่าเชื่อ เมื่อก่อนมีมะเขือพันธุ์หนึ่งลูกแบนๆ เหมือนฟักทอง ย่างแล้วเอามาทำน้ำพริกอร่อยมาก แต่ปัจจุบันหาไม่มีเลย แตงโมพันธุ์ที่ทรงยาวๆ ตอนเด็กๆ ผมชอบมากก็หายไปจากชุมชนแล้ว ผักพื้นบ้านมันหายไปอย่างรวดเร็ว ไปเดินในตลาดนี่แทบหาไม่ได้แล้ว

พันธุ์แท้ๆ ที่เหลือก็คือผักไทยแท้ อย่างเช่น ผักเชียงดา ผักกระถิน ผักแพว ผักกระโดน ผักเสม็ด ใบบัวบก สะเดา  สิ่งที่ไม่มีคนกิน มันจะยังเป็นพื้นบ้านต่อไป แต่สิ่งไหนที่คนกินมากๆ พันธุ์พื้นบ้านจะหายไปเร็วมาก เหลือแต่พันธุ์ผสมจากบริษัท กะเพราะก็มีแต่กะเพราผสม ใบใหญ่ รสชาติจืด กลิ่นไม่แรง บริษัทเขาจะผลิตพันธุ์ผสมออกมาเรื่อยๆ เพื่อทำให้พันธุ์พื้นบ้านหายไปเร็วที่สุด

ปัญหาที่รุนแรงที่สุดที่เกิดกับเมล็ดพันธุ์คืออะไรครับ
ผมเห็นปัญหาหลักๆ อยู่ 3 ปัญหา อันที่หนึ่ง คือการสูญหายไปของเมล็ดพันธุ์แท้ อันที่สองคือ พันธุ์ถูกพัฒนาให้อ่อนแอลง สาม อาหารของมนุษย์ไม่ปลอดภัยเพราะมีอะไรต่างๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ผมคิดว่า 3 อย่างนี้อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้

ถึงเมล็ดพันธุ์สูญหายไปบ้าง แต่เราก็กินที่เหลืออยู่ได้ไม่ใช่หรือครับ
เมล็ดพันธุ์ที่เราเอามาปลูกเพื่อใช้กินอยู่ทุกวันนี้ 80-90 เปอร์เซ็นต์มาจากพันธุ์ผสม หมายถึงพันธุ์ที่เอาไปปลูกต่อจะไม่ได้ผลผลิตเหมือนเดิม มันจะกลายพันธุ์ แล้วเมล็ดพันธุ์ที่มีในตลาดตอนนี้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นพันธุ์ที่จำกัดการงอก คือ มีการพัฒนาพันธุ์แบบใหม่ด้วยการฉายรังสีเข้าไป หรือเอายีนบางตัวออกเพื่อให้ไม่มีเมล็ดเลย ทำให้คนปลูกต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก นี่คือการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อการตลาด เพื่อการผูกขาดเป็นหลัก ไม่ได้พัฒนามาเพื่อให้คนกิน

ในขณะที่ราคาเมล็ดพันธุ์แพงขึ้นๆ ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ผักมากมายราคากิโลละเกินหนึ่งหมื่นบาท อย่างแตงโมนี่หมื่นสอง มะละกอหมื่นสามหมื่นสี่ พวกผักสลัดนี่บางพันธุ์กิโลละหกหมื่นบาท ชาวไร่ชาวนาที่มีรายได้เฉลี่ยปีละ 2-3 หมื่น ถ้าเขาต้องมาปลูกผักในราคาเท่านี้ เขาจะอยู่กันยังไง ถ้าเราซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาเท่านี้ แล้วรุ่นลูกเราต้องซื้อกิโลละเท่าไหร่ เมล็ดพันธุ์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์กับคนรุ่นต่อไป ก็เลยอยากทำเรื่องนี้

การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ก็ไม่ได้พัฒนาเพื่อคนหรือครับ
ข้าวทุกวันนี้ไม่ได้มีคุณค่าดีไปกว่าแต่ก่อนเลย เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก น้ำหนักดีเท่านั้นเอง แต่รสชาติมันเปลี่ยนไป คุณค่าทางอาหารมันเปลี่ยนไป ถ้ามองลึกๆ แล้วเขาไม่ได้พัฒนาเพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณค่าขึ้น เขาพัฒนาเพื่อให้ได้ของแปลกเอาไปขายเท่านั้นเอง

สมัยจอมพลสฤษดิ์ เมืองไทยต้องการพัฒนาข้าวเพื่อส่งออก ต้องการเป็นผู้นำการส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาก็ไปจ้างนักวิชาการจากสหรัฐมาคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ข้าว นักวิชาการคนนี้ก็สั่งให้รวบรวมพันธุ์ข้าวจากทั่วประเทศ ได้มาสองร้อยกว่าชนิดก็ลองปลูก เอาปุ๋ยไปใส่ แปลงไหนที่ตอบสนองต่อปุ๋ยดี คือใส่ปุ๋ยแล้วโตดี เขาก็เก็บไว้ แปลงไหนไม่ชอบปุ๋ยก็ตัดออก พันธุ์ข้าวที่ได้คือพันธุ์ที่ชอบปุ๋ยทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็สอนเทคนิคเดียวกันหมด ทุกวันนี้เราเลยพัฒนาแต่พันธุ์ที่ตอบสนองต่อสารเคมีทั้งสิ้น พันธุ์ที่เราปลูกกันอยู่ทุกวันนี้จึงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เพราะเขาเลือกแต่พันธุ์อ่อนแอพวกนี้ไว้ คนปลูกจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีตลอด เวลาขายก็ขายเป็นเซ็ต ซื้อเมล็ดพันธุ์แล้วก็ต้องซื้อปุ๋ยกับยาฆ่าแมลงไปด้วย ไม่ใช้ก็ไม่ได้ เพราะมันจะไม่โต

อย่างข้าวหอมมะลิแท้ เมล็ดเล็กๆ ก้นเรียวๆ หุงแล้วหอมไกลมาก แต่ทุกวันนี้เราพัฒนาให้เมล็ดใหญ่ ให้รวงดก แต่กลิ่นไม่เหมือนเดิม ไม่หอม รสชาติก็ไม่เหมือนเดิม แต่ได้ผลผลิตสูง ปลูกแล้วขายได้ การพัฒนาพันธุ์ในปัจจุบันไม่ได้พัฒนาในคนกิน แต่เพื่อขาย เพื่อยึดครองตลาด เท่านั้นเอง

เวลาชาวบ้านเขาพัฒนาพันธุ์ข้าว เขาคัดเลือกพันธุ์ที่ดีจริงๆ เอามาปลูกต่อ แจกจ่ายต่อ แต่ภาคธุรกิจกับรัฐบาลกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเขาพัฒนาพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุด แต่ให้ผลผลิตมาก รสชาติไม่ต้องพูดถึง แย่ อายุก็สั้นมาก อย่างมะเขือเทศพื้นบ้าน ถ้าดินดีน้ำดีอาหารดีมันอยู่ได้เป็นปี พันธุ์ที่ผมปลูก ต้นเดียวเลี้ยง 2 ครอบครัวได้สบาย เก็บทีนึงเป็นถัง แต่พันธุ์ที่ไปซื้อเมล็ดมา ลูกมันจะดกมาก 3 เดือนกว่าๆ ลูกเต็มต้นเลย ออกครั้งเดียวแล้วก็ตายเลย รสชาติก็แย่

รู้ไหมว่าทำไมมะเขือเทศที่เรากินทุกวันนี้ถึงเหนียว เพราะว่าฟาร์มใหญ่ๆ ที่ปลูกมะเขือเทศมีพื้นที่เป็นพันไร่ มันเสียเวลามากที่จะใช้คนขนมะเขือเทศ เขาเลยใช้สายพานส่งมะเขือเทศจากปลายไร่กลับมาในโรงงาน มะเขือเทศก็กลิ้งมาตามสายพาน ถ้าเป็นมะเขือเทศปกติมันจะช้ำและแตก เขาก็เลยออกแบบให้มันเหนียว จะได้ขนส่งไกลๆ ได้ หรือบางอย่างก็ออกแบบให้มีสีแดง แต่ยังไม่สุก จะได้เก็บไว้ขายได้นานๆ รสชาติไม่ได้เรื่อง

รสชาติของอาหารคือสิ่งที่บอกถึงคุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร ผักพื้นบ้านมีรสฝาด รสขม รสเปรี้ยว หลายๆ รส แต่ผักที่เราซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตทุกวันนี้รสชาติเหมือนกันหมด คือจืด น้ำเยอะ เป็นผักที่เติบโตจาก NPK ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม ทุกวันนี้เราเหมือนกินพืชสังเคราะห์ ไม่ใช่พืชธรรมชาติ

เวลาคนแก่ตามบ้านนอกเข้ามาในเมืองเขาจะกินอะไรไม่ค่อยได้ กินปลาก็ไม่อร่อย เพราะเป็นปลาเลี้ยง ปลาเลี้ยงเนื้อมันยุ่ย กินไก่ย่างก็บอกว่าจืดเหมือนกินฟองน้ำ เพราะเป็นไก่ฟาร์ม คนที่โตมากับไก่ฟาร์มอาจจะบอกว่าไก่พื้นบ้านมันเหนียวเกินไป เพราะเราไม่คุ้น ทุกวันนี้เราไม่ได้สนใจเรื่องรสชาติอาหารแล้ว เราถูกฝึกให้บริโภคกินในสิ่งที่เขาอยากให้กิน ตอนนี้อะไรจะอร่อยหรือไม่อร่อยมันขึ้นกับผงชูรสกับซอส การปรุงอาหารเมื่อก่อนมีแต่เกลือ แต่ทุกวันนี้ซอสอะไรต่ออะไรเป็นแถวเลย เพราะอาหารที่เรากินมันไม่มีรสชาติ ต้องหารสชาติมาอันเข้าไปเยอะๆ จนไม่รู้ว่าวันนี้เรากินอะไรแล้ว

อาหารของเราอยู่ในภาวะวิกฤตมาก เมล็ดพันธุ์ของเราสูญหายไป และอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน แล้วก็คนไม่กี่คนก็พัฒนาเมล็ดพันธุ์มาเพื่อผูกขาด ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น อันนี้ทำให้เราเห็นว่าจำเป็นต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อระงับวิกฤตที่จะตามมาในเร็วๆ นี้ วิกฤตทางอาหารถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ทุกชีวิตอยู่ได้เพราะอาหาร ไม่มีอาหารเราก็อยู่ไม่ได้

เมื่อก่อนชาวไร่ชาวนาสามารถพัฒนาพันธุ์เองได้ ทำไมยุคนี้ถึงไม่ทำกันแล้ว
พันธุ์ผสมมันอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งคุมตลาดด้วย เขาก็บังคับให้ชาวบ้านปลูกพันธุ์ที่เป็นพันธุ์ผสมทั้งหมด ปลูกไป 2-3 ปี พันธุ์พื้นบ้านก็หมดไป จะกลับมาหาก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้ว ก็ไม่มีทางเลือก บริษัทบอกให้ปลูกอะไรก็ต้องปลูก อย่างแถวนี้เขาปลูกข้าวโพดกัน บริษัทก็เอาเมล็ดพันธุ์ เอาปุ๋ย เอายาฆ่าแมลงมาให้ ชาวนาแค่ใช้แรงแล้วก็ที่ดินของตัวเอง ปลูกเสร็จก็ขายคืนเขา เหมือจะได้เงินเยอะ แต่พอหักกลบลบหนี้แล้วก็ไม่เหลืออะไร บริษัทได้ผลประโยชน์ไป เอาไปแต่ผักดีๆ ผักที่ไม่ดีชาวบ้านก็ต้องรับผิดชอบ นอกจากต้องขายในราคาถูกแล้วชาวบ้านต้องรับผิดชอบความเสียหายเอง มันเป็นระบบใหม่ที่ทำให้ชาวไร่ชาวนาต้องกลายมาเป็นทาสบนผืนนาของตัวเอง ยิ่งทำงานมากก็ยิ่งจน ยิ่งขยันยิ่งหนี้มาก

ถ้าไปเอาพันธุ์อื่นมาปลูกเขาก็ไม่รับซื้อ นี่คือตัวบีบที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกพันธุ์พื้นบ้านได้ นอกจากจะปลูกแล้วเอาไปหาทางขายเอง ซึ่งเกษตรกรไม่ค่อยชอบ เพราะเขาชอบปลูกมากกว่าชอบขาย ทำให้ไม่มีใครคิดจะเก็บหรือเพาะเมล็ดพันธุ์เอง ใครๆ ก็รู้สึกว่าซื้อเอาง่ายกว่า ยื่นเงินให้ก็ได้มา แต่ไม่มีใครคิดว่า ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะได้เงินมา

 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 5: เก็บเมล็ดพันธุ์

Posted by zcongklod on Apr 20, 2009

 

การพัฒนาพันธุ์เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ทำยังไงครับ
เราทำเหมือนคนโบราณ คือปลูกแล้วก็คัดเลือกต้นที่แข็งแรงที่สุด โตดีที่สุด ลูกดกที่สุด อร่อยที่สุด แล้วก็เก็บเมล็ดของต้นนั้นส่งทอดต่อมาให้คนรุ่นต่อไป นี่คือวิธีที่ยั่งยืนที่สุดและง่ายที่สุด

ถ้าเรามีมะเขือเทศที่ลูกใหญ่แต่รสชาติไม่ได้เรื่อง กับชนิดที่ลูกเล็กแต่รสชาติดี เราอยากให้ข้อดีของ 2 พันธุ์นี้มาอยู่ในลูกเดียวกัน เราก็ทำพันธุ์ผสมออกมา ด้วยการเอาเกสรตัวผู้กับตัวเมียของทั้งสองพันธุ์มาผสมกัน แล้วเอาเมล็ดไปเพาะ ถ้าต้นไหนมีลูกใหญ่รสหวานก็เก็บเมล็ดพันธุ์ของต้นนั้นเอาไปเพาะต่อ ให้ได้พันธุ์ที่ลูกใหญ่และรสหวานติดต่อกันอย่างต่ำ 7 รุ่น เราก็จะได้มะเขือเทศพันธุ์แท้ที่ปลูกยังไงก็ไม่กลายพันธุ์

แต่ภาคธุรกิจเขาไม่ได้ทำอย่างนี้ เขาแค่เอาพันธุ์ลูกใหญ่กับพันธุ์รสหวานมาผสมกัน พอได้เมล็ดพันธุ์รุ่นแรกก็เอามาขายให้เราเลย ถ้าเราเอาไปปลูกต่อก็จะกลายพันธุ์ คือจะมีทั้งลูกเล็กลูกใหญ่ ปนกันไปหมด ถ้าปลูกขายก็ขาดทุน ขั้นตอนการพัฒนาพันธุ์ตรงนี้มันยาวไง เลยไม่มีใครอยากทำ มันเสียเวลามาก ชาวบ้านต้องปลูกปีละ 4 ครั้ง เลยเลือกซื้อสำเร็จเพราะมันง่ายกว่า

พวกเราคิดว่ามันจำเป็นมากที่เกษตรกรต้องเรียนรู้ที่จะคัดเลือกพันธุ์เอง เพราะการปล่อยให้คนกลุ่มเดียวพัฒนาพันธุ์เพื่อคน 60-70 ล้านคนมันเสี่ยงกับการเกิดความเสียหายได้ ถ้าเขาพัฒนาพันธุ์ที่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนออกมา นั่นหมายความว่าคนทั้งหมดจะได้รับผลกระทบ แต่ถ้าเราสนับสนุนให้ชาวบ้านพัฒนาพันธุ์เอง กลุ่มนี้พัฒนาแบบนี้ อีกกลุ่มพัฒนาอีกแบบ เราจะได้พันธุ์ที่หลากหลาย คุณสมบัติ รสชาติก็ต่างกัน อาหารของเราจะหลากหลายขึ้น ไม่เหมือนทุกวันนี้ ไปไหนก็เจอแต่มะเขือเทศสีดาเหมือนกันหมด ไก่ก็พันธุ์เดียวกันทั้งประเทศ แทนที่มาเชียงใหม่จะได้กินมะเขือเทศ 3-4 พันธุ์ ไปภาคอีสานได้กินอีก 3-4 พันธุ์ เราจะเห็นว่าอาหารมันหลากหลายมากเลย แต่ตอนนี้ไปที่ไหนก็เจอมะเขือเทศเหนียวๆ เหมือนกันหมด แล้วเราจะไปเที่ยวทำไม นั่งอยู่บ้านก็ได้กินเหมือนกัน

เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ยังไงครับ
ถ้าเก็บแบบนักวิชาการก็คือ เก็บในช่องแข็งอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศา อีกสิบปีค่อยเอามาปลูกใหม่ วิธีนี้ชาวบ้านทำไม่ได้เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ต้องใช้เทคโนโลยีมาก เพราะเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไม่ได้พัฒนาตัวเองไปตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก เวลาเอามาปลูกมันจะอยู่ไม่ได้เองโดยธรรมชาติ ต้องใช้เทคโนโลยีสูงมากที่จะทำให้ปลูกได้ เราเลยไม่สนใจตรงนั้น เราเก็บในฐานะของอาหาร คือเก็บแล้วเอามาปลูกกินแล้วเก็บใหม่ มันมีความจำเป็นมากที่เราต้องรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง แล้วจะทำอาหารอะไรกินดี วิธีกินก็มีความสำคัญเท่าวิธีเก็บ บางคนเก็บไว้เฉยๆ โดยไม่รู้วิธีกินก็เยอะ เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดที่นี่ เราจะเอามาปลูกให้หมดภายใน 2 ปี ถ้านานกว่านั้นมันจะมีโอกาสงอกน้อยลง แล้วก็คัดเลือกพันธุ์ เก็บ แจกจ่าย

แจกฟรีหรือครับ
ใช่ เราแจกให้ชาวบ้านคนละหยิบมือ เพื่อให้เขาเอาไปปลูกแล้วเก็บเมล็ดต่อเอง เราเชื่อว่า เมล็ดพันธุ์ไม่ใช่สินค้า แต่เมล็ดพันธุ์คือชีวิต เราไม่ควรขายชีวิตให้ใคร เราต้องแจก โดยไปเชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีมากมายในเมืองไทย เราผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็ปลูกผักอินทรีย์ด้วยเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ได้ แล้วเราก็พยายามให้ชาวบ้านเอาไปแจกต่อ ถ้าขายก็ต้องขายให้ถูก แต่ก็ยากเพราะหลายคนก็อยากได้เงินเยอะๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้คนเห็นความจริงของชีวิตว่า เงินไม่ใช่ความมั่นคงอีกแล้ว เราอยากให้เห็นว่าอาหารคือความมั่นคงมากกว่าเงิน ถ้าเปลี่ยนความคิดตรงนี้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ เปลี่ยนให้เขาหันมาเก็บเมล็ดพันธุ์เองไม่ได้

แต่ก็ยังมีความหวัง เพราะเศรษฐกิจกำลังทรุดลง อีกไม่นานเงินสกุลต่างๆ ก็จะพังลง ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวอาร์เจนตินา พ่อของเขาเป็นข้าราชการทำงานมาแทบตายมีเงินเก็บอยู่ล้านกว่าๆ หวังว่าเกษียณแล้วจะใช้เงินนี้ในบั้นปลายชีวิต พอดีเจอเศรษฐกิจทรุด เงินล้านลดค่าเหลือไม่กี่แสน แทบจะฆ่าตัวตาย คือเงินมันไม่มีความมั่นคง แต่คนยังเชื่ออยู่ว่าเงินคือความมั่นคง แต่อาหารนี่สิ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไฟฟ้าดับ น้ำมันหมด เศรษฐกิจพัง เราก็ยังกินได้ตลอดเวลา ถ้ามีเงินกองเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ หิวขึ้นมาเรากินไม่ได้เลยนะ แต่อาหารกินได้ นี่คือความมั่นคงที่แท้จริง แทนที่เราจะสะสมเงิน เราต้องสะสมอาหาร ในสภาวะปัจจุบันกำลังบีบให้คนกลับมาสู่เรื่องนี้มากขึ้น ผมเห็นว่า ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะแนะนำว่าอาหารคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต