สุขแท้ด้วยปัญญาจากแนวคิด โจน จันใด

สุขแท้ด้วยปัญญา

 

                                                            โจน จันใด

 

            ผมเคยรู้สึกว่า อยากจะมีความสุข เพราะผมไม่เคยได้อะไรที่อยากได้ ไม่เคยรู้สึกพอใจกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองยากจน ไม่ฉลาด และไม่มีใครสนใจ ความจริงแล้วผมไม่รู้ว่า ความสุขจริงๆ นั้นคืออะไร เพียงแต่อยากจะหนีจากความรู้สึกอึดอัด ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเอง ผมคาดเดาเอาว่า สิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ผมรู้สึกอยู่นี้ น่าจะเป็นความสุข

            หลายคนพยายามอธิบายว่า ความสุขคืออะไร แต่ยังหาความเป็นเอกฉันท์ไม่ได้ คงจะยากเหมือนกับการอธิบายคำว่า ความรัก หรือ เสรีภาพ อะไรทำนองนั้น ซึ่งดูเหมือนคำเหล่านี้มันใหญ่เกินไปที่มนุษย์จะให้คำจำกัดความได้ตรงกัน

            บางครั้งเราเอาขนมหวานให้เด็ก เขาจะยิ้มด้วยความตื่นเต้นดีใจ แล้วเราก็บอกว่า เด็กมีความสุข บางคนที่อยู่ในระหว่างตกหลุมรักใครสักคน จนลืมตัวลืมตนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง หายใจเข้าออกเป็นเธอตลอดเวลา เขาก็บอกว่ามีความสุขมาก บางคนนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนที่รู้ใจ คุยกันถูกคอ เขาก็บอกว่ามีความสุขมาก บางคนมีเซ็กส์จนถึงจุดสุดยอด เขาก็ว่านั่นคือความสุข บางคนนั่งชมนกชมไม้ ชมท้องฟ้าเงียบๆ คนเดียวเขาก็บอกว่านั่นคือความสุข

ผมเลยสรุปเอาง่ายๆ ว่าความสุข คือความพอใจในเวลาได้สิ่งที่เราอยากได้ แล้วผมก็เริ่มแสวงหาความสุข โดยการแสวงหาสิ่งที่อยากได้ ผมเริ่มรู้สึกว่าคนอื่นก็คิดคล้ายๆ กัน ต่างคนต่างแย่งกันหางาน แย่งกันทำงาน แย่งกันหาเงิน แล้วแย่งกันซึ้อสิ่งที่อยากได้ กว่าจะได้ทีวีสักเครื่องต้องทำงานหลายเดือน กว่าจะได้รถสักคันต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะได้บ้านสักหลังต้องใช้เวลาหลายสิบปี และพอได้มาก็จะรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างมากในตอนแรกๆ แต่ไม่นานความพอใจก็ค่อยๆ จางคลายลงไป ในที่สุดก็เฉยๆ แล้วความต้องการอันใหม่ก็เกิดขึ้นมาแทนที่ แล้วก็ต้องเริ่มหาเงินใหม่เพื่อที่จะซื้อของใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

ผมเริ่มมีคำถามขึ้นในใจว่า ถ้าความสุขคือความพอใจความปลาบปลื้มดีใจที่เกิดจากการได้สิ่งที่อยากได้ มันคุ้มกันไหมกับการแสวงหา เพราะเราต้องทำงานหนักเหลือเกินกว่าจะได้มา พอได้มาแล้วความปลาบปลื้มดีใจหรือที่เราเรียกว่าความสุขนั้นมันอยู่กับเราได้ไม่นานเลย เราต้องทนทุกข์ทรมานกับการแสวงหาความสุขเป็นเวลายาวนานกว่าเวลาที่เรารู้สึกเป็นสุขกับมันเสียอีก พอได้อันนี้แล้วความอยากอันใหม่ก็ตามมา แล้วเราก็เริ่มเป็นทุกข์เพราะอยากได้อีก เป็นเช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วน จนตายก็ไม่หมด

ทำไมเราถึงต้องการความสุข? ผมถามตัวเองเพราะเริ่มมองเห็นว่าความสุขกับความทุกข์เป็นอันเดียวกัน พอเริ่มเป็นสุขนั่นคือจุดเริ่มต้นของความทุกข์ เหมือนคนที่กำลังแต่งงานกัน มีคนมาอวยพรมากมาย ต่างก็รู้สึกยินดีและเป็นสุขด้วย แต่พอเสร็จพิธี แขกกลับบ้านหมด เหล่าความทุกข์ก็จะเริ่มโผล่หน้าออกมา พอรู้สึกสบายใจได้ไม่นาน เรื่องร้ายๆ ก็เกิดขึ้น พอรู้สึกเย็นสบายได้ไม่นาน ความร้อนอบอ้าวก็จะตามมา ความจริงแล้ว แม้ว่าเราไม่แสวงหาทั้งความสุขและทุกข์ มันก็จูงมือกันมาเองโดยไม่ต้องเชื้อเชิญ

ผมเริ่มเห็นว่าความสุขนั้นคือดอกผลของความเหน็ดเหนื่อย เช่น คนที่ประสบผลสำเร็จในชีวิตจนรู้สึก ปลาบปลื้มภูมิใจอย่างมาก นั่นคือเขาได้ต่อสู้ทำงานหนักมายาวนานด้วยความอดทนอย่างมากถึงได้มันมา

ผมถามตัวเองว่า ถ้าหากเราไม่สนใจความสุขความทุกข์เลย มันจะเป็นยังไง แล้วเริ่มลองเพิกเฉยต่อความสุขและความทุกข์ โดยฝึกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เช่น ผมชอบไอศกรีมมาก ทุกครั้งที่ผมได้ชิมจะรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ผมก็เข้าไปในร้านไอศกรีมกับเพื่อน แต่ไม่กิน ผมไปนั่งดูเพื่อนกินเฉยๆ ตอนแรกๆ จะรู้สึกทรมานมาก อยากกินเหลือเกิน รู้สึกว่าเป็นทุกข์มาก แต่ก็ไม่สนใจมัน พยายามทำใจแข็งๆ ไว้ ไม่กิน พอผ่านไปสองสามครั้ง อาการทุกข์ทรมานก็เริ่มผ่อนคลายลง นานๆ เข้าผมก็รู้สึกเฉยๆ กับไอศกรีมได้ ปกติผมเป็นคนกลัวผีมากที่สุด ไม่เคยอยู่คนเดียวห่างไกลจากผู้คน แล้วผมก็ลองฝึกอยู่คนเดียวกับความกลัว ประมาณหกเจ็ดวัน ความกลัวผีก็ลดลง พอผ่านไปสองเดือนมันก็หายไปเลย

ผมเริ่มฝึกทำในสิ่งตรงกันข้ามกับใจหรือความรู้สึกของตัวเองบ่อยขึ้น ผมเริ่มคุ้นเคยกับการไม่เอาใจใส่กับสิ่งที่ชอบ ไม่เอาใจใส่กับสิ่งที่เกลียด แต่ทำในสิ่งที่ต้องทำตามปกติ ผมเริ่มเกิดความเข้าใจว่า โลกไม่มีปัญหาอะไรเลย ใจเราต่างหากที่ทำสิ่งปกติให้กลายเป็นปัญหา เช่น มีต้นไม้ต้นหนึ่งเติบโตขึ้นมากลางทางเดิน คนหนึ่งบอกว่าเกะกะมาก ต้องเดินอ้อมทำให้เสียเวลา บางคนอาจจะชนหรือเตะได้ แต่อีกคนหนึ่งบอกว่ามันสวยดีนะ ทำให้ทางเดินไม่ตรงเป๊ะจนเกินไป ได้เดินอ้อมบ้างก็ดี จะเห็นได้ว่าต้นไม้ก็อยู่ของมันอย่างนั้น มันโตขึ้นมาจากพื้นดินตามปกติของมัน มันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ใจคนต่างหากที่มีปัญหา ฉะนั้นเวลารู้สึกว่ามีปัญหา ผมก็มักจะกลับมามองที่ใจตัวเองก่อนเสมอ เพราะหลายๆ ครั้ง การแก้ปัญหาที่ใจง่ายกว่าการแก้ปัญหาข้างนอก เช่น เวลาโดนคนดูหมิ่นเหยียดหยาม ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน ถ้าแก้ที่ใจก็แค่คิดว่ามันเป็นปัญหาของเขา เราไปทำอะไรไม่ได้ เราทำดีที่สุดแล้ว คิดแค่นี้ก็จบปัญหาได้ แต่ถ้าไปแก้ข้างนอกก็จะยากขึ้น ต้องไปอธิบาย ต้องไปทะเลาะวิวาทยาวไปเรื่อยๆ ไม่จบง่ายๆ

การฝึกไม่สนใจสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่เกลียด ปล่อยให้มันผ่านเข้ามาและออกไปบ่อยๆ จะช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของจิตใจทีละนิดๆ ความเข้าใจอันนี้ช่วยทำให้เรายอมรับความจริงของชีวิตมากขึ้นและง่ายขึ้น เช่น เวลาเจ็บป่วย ถ้าเข้าใจว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิต เราก็จะไม่กลัว ไม่ตกใจ ตรงกันข้าม  เราจะรู้สึกขอบคุณการเจ็บป่วยที่มาเตือนให้เรารู้ว่า วิถีชีวิตหรือพฤติกรรมหรือความคิดของเรามันผิดไป เราถึงได้ป่วย เราจะได้ทบทวนและแก้ไข เช่น เราอาจจะกินอาหารไม่ดี ประมาทเกินไป ทำงานหนักเกินไป เป็นต้น หรือบางครั้งการเจ็บป่วยก็เป็นการเตือนว่า เรามีเวลาไม่มากนัก อยากทำอะไรก็รีบทำ ไม่อย่างนั้นจะสายเกินไป

การเข้าใจจิตใจของตัวเอง ทำให้ชีวิตง่าย เบาสบาย ไม่กลัวไม่กังวล จะเห็นว่าชีวิตเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่เคร่งเครียด และยังเพลิดเพลินกับการมีชีวิตอีกด้วย ซึ่งตรงนี้อาจจะเรียกว่าเป็นความสุขหรืออะไรก็แล้วแต่ใครจะเรียก

ผมเริ่มเห็นต่างจากคนทั่วๆ ไปที่เห็นว่า ความสุขคือความพึงพอใจ หรือปลาบปลื้มยินดีกับการได้สิ่งที่อยากได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นวัตถุ ต้องไปทำงานหาเงินแล้วใช้เงินซื้อสิ่งที่อยากได้ แต่ผมเห็นว่าความสุขที่ได้จากวิธีนี้ไม่คุ้มกับการที่ต้องทุ่มเทแรงงานและเวลามากมายกว่าจะได้มันมา และมันก็อยู่กับเราไม่นาน แต่ผมชอบความง่ายความเบาสบายมากกว่า เพราะไม่ต้องไปทำงานหนัก ไม่ต้องหาเงิน เพียงแค่ฝึกที่จะไม่สนใจสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบเท่านั้นเอง แล้วความเข้าใจการทำงานของใจก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเข้าใจมากชีวิตก็ยิ่งจะอยู่กับความจริงมากขึ้น แล้วความง่าย ความเบาสบายก็ตามมา ซึ่งเราจะเรียกมันว่าความสุขก็ได้เช่นกัน แต่มันจะเป็นความสุขที่อยู่กับเรายืนนานตลอดไป ส่วนความเข้าใจจิตใจของตัวเองนั้น เราอาจจะเรียกว่าปัญญาก็ได้

การพัฒนาอะไรก็ตามที่ทำให้ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น ถือว่าเป็นการพัฒนาไปสู่ความเสื่อม แต่การพัฒนาที่ทำให้ง่ายขึ้น เบาขึ้น เพลิดเพลินขึ้น ถือว่าเป็นการทำให้ดีขึ้น การพัฒนาใจให้เกิดความเข้าใจดังกล่าวมากขึ้นๆ ชีวิตก็จะง่ายขึ้น น่าอยู่มากขึ้น ไม่หนักไม่กังวล ทุกวันนี้ ผมไม่ได้คิดถึงความสุข ไม่ได้แสวงหาความสุขเลย แต่ผมรู้สึกเพลิดเพลินกับการเผชิญปัญหา การทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ มันทำให้เกิดความเข้าใจ ดูเหมือนว่าความเข้าใจในชีวิตหรือจิตใจของตัวเองมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ความเข้าใจทำให้ไม่กลัว ทำให้ไม่กังวล ทำให้ง่าย ทำให้เพลิดเพลินเท่านี้ก็พอแล้ว สำหรับการมีชีวิตอยู่