คำตอบสุดท้ายของชีวิต คือชีวิตที่เรียบง่าย

 

กราบเท้า  คุณลุงคุณป้าด้วยความเคารพรัก

               นานพอสมควรแล้วนะคะที่ไม่ได้คุยกับคุณลุงคุณป้า...ฟากฟ้าคืนนี้ยังมีดาวพร่างพราวฟ้า    ดาวประจำเมืองยังคงส่องแสงเจิดจ้าทำหน้าที่ไม่รู้เบื่อ....

               หลายวันมานี้บ้านเมืองของเรามีเรื่องยุ่งวุ่นวายพอสมควรค่ะ...โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากความมักใหญ่ใฝ่สูงของใครบางคน  การจาบจ้วงสถาบันสูง    การที่คนไทยกลุ่มหนึ่งต่างพากันชื่นชมและศรัทธานักโทษทางการเมืองเสมือนเป็นพระเจ้า... จนกล้าทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของชาติบ้านเมือง.... คิดแล้วก็เศร้าใจนะคะ  ส่งผลถึงความแตกแยกของคนในบ้านเมือง              

                         "ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง    แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
                       ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง      จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง.."

                 เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่านะคะ...  ช่วงหลังมานี้หนูหน่อยเริ่มเอาจริงเอาจังกับ
การปฏิบัติธรรมมากขึ้น... เพราะอะไรทราบไหมคะ  เพราะไปสะดุดคำพูดของครูธรรมท่านหนึ่งซึ่งท่านคอยเมตตาชี้แนะให้ความรู้  เตือนสติตลอดมา

                 ท่านกล่าวว่า  "ชีวิตทางโลกมีแต่ความวุ่นวาย  ทำงานอย่างไรก็ไม่มีจบ  ยุ่งตลอด  เรื่องเก่าไปเรื่องใหม่ก็มาแทนที่   ควรแบ่งเวลาให้ชีวิตทางธรรม เพื่อลิ้มรสความสุขที่แท้จริงบ้าง.... หากเราเห็นว่าทางนี้ดีจริงแล้ว   เราไม่มุ่งมั่นแสดงว่าเรายังไม่เห็นคุณค่าจริง    ถ้ารู้ว่าดีแล้วทำไมไม่ทำ..."

 

                 ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็เริ่มรู้สึกละอายใจและได้คิด  เริ่มตื่นตั้งแต่ตีสี่เศษๆ
มาสวดมนต์  เดินจงกรม  นั่งสมาธิ ทุกวัน   จนถึงวันนี้ก็ได้  ๑๕ วันแล้วค่ะ   จะพยายามทำเรื่อย ๆ จนเกิดความเคยชิน   จนเป็นนิสัย   นักจิตวิทยากล่าวว่าการทำอะไรจนเคยชินต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า  ๒๑  วัน  ตอนนี้ก็เริ่มชินแล้ว....

                 การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงควรฝึกวิปัสสนาขณะลืมตา  จึงจะรู้เท่าทันกิเลส
การเจริญเจโตสมถะเป็นเพียงการกดข่มเท่านั้น   แต่เมื่อจิตเรายังไม่เข้มแข็งพอก็ควรฝึกเจโตสมถะควบคู่ไปก่อน   เพื่อให้มีพลังจิตขณะเดียวกันก็เจริญสติรู้เท่าทันอายตนะภายในและภายนอก   

                 วันนี้ได้ฟ้งคำพูดของอาจารย์หลักแก้วจากรายการโทรทัศน์ในช่วงเช้า  ท่านกล่าวว่า  "คำตอบสุดท้ายของชีวิต...คือชีวิตที่เรียบง่าย"   ฟังแล้วใช่เลยค่ะ เช่นต้วอย่างชีวิตของพระพุทธเจ้า  มีเพียงบาตรบริหารท้อง  จีวรบริหารกาย  ท่องเที่ยวไปทุกทิศเพื่อโปรดเวไนยสัตว์   ละความยิ่งใหญ่สลัดฉลองพระบาททองคำ  ปราสาทสามฤดู  มาเป็นผู้ไม่มีเรือน    มีชีวิตเรียบง่าย  เบากาย  เบาใจ   บรรทมเพียงวันละ ๒ ชั่วโมง   ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า   จนปรินิพพานไปสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วแต่คุณความดียังจารจารึกอยู่ในจิตใจของพุทธศาสนิกชนทุกคน    

 

                  ชีวิตที่เกิดมาหากมืดบอดด้วยแสงแห่งธรรม   ต่อให้มีเงินร้อยล้านพันล้านเงินเหล่านั้นก็ไม่สามารถซื้อความสุข    ความสงบที่แท้จริงในชีวิตได้  นักปราชญ์กล่าวว่า "เรากินข้าวมื้อหนึ่งก็ไม่เกินยี่สิบคำ"   เสื้อผ้าชุดละเป็นแสนเป็นล้านก็เพียงเพื่อปกปิดร่างกายป้องกันความร้อนหนาว...  ที่นอนก็ไม่ต้องสูงใหญ่แค่รองรับร่างกายยาววา หนาคืบกว้างศอก  ยิ่งเราให้ความสำคัญกับร่างกายมากเท่าไร  ยิ่งเพิ่มความทุกข์ความวุ่นวายให้ชีวิตและจิตวิญญาณมากเท่านั้น... นะคะ....

                   คุยแค่นี้ก่อนนะคะ   วันนี้มีปัญหาวุ่นวายที่ต้องคอยแก้ไขหลายเรื่อง  พยายามแก้ไปเรื่อย ๆ อย่างมีสติ     เรื่องบางอย่างก็ไม่สมใจเรา  บางเรื่องที่ว่าแน่นอนแล้วก็ยังไม่แน่.... ต่อไปนี้ถือคติ  "ไม่หวัง  ไม่คอย"  เพื่อปลอบใจตัวเองดีกว่าค่ะ

 

                                                      ด้วยความเคารพรัก
                                                           หนูหน่อย                            

                                                               

       
ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต