สมัยปัจจุบันนี้หรือในอนาคตโลกของมนุษย์จะเจริญก้าวหน้าจนถึงขนาดอาจหาญ อาจเอื้อมลูบคลำแท่นพระอินทร์เล่นให้เทวดาทั้งหลายได้ตกใจยังไงยังงั้นเลย ด้วยการสร้างให้มีฤทธิ์แข่งเทวดาทั้งหลาย

   ข้อวิภาษในคัมภีร์ของผู้เขียน ๒

     ปรากฏการณ์ต่างๆทำให้มองเห็นว่าวิทยาการณ์ต่างๆเน้นไปเพื่อที่จะตอบสนองให้เป็นรูปธรรมเป็นตัวเป็นตนเสียมากกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างการทำงานก็กำหนดให้เป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้มีปริมาณที่สามารถคำนวนได้โดยไม่คำนึงถึงผลของงานที่ทำว่าจะมีประสิทธิภาพหรือเปล่า พูดให้เห็นภาพก็คือ คนส่วนใหญ่คิดว่าเงินคือพระเจ้าสำนวนนี้เคยได้ยินกันทุกคนนะครับ คล้ายกับว่ามีเงินแล้วทำให้ไม่มีทุกข์ แต่ความจริงคือท่านมีเงินด้วยมีธรรมะในใจด้วยจึงจะมีความสุข วิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่นักคิด นักตรึก นักตรองทำขึ้นมาก็เพื่อจะให้มีความสุขตอบสนองได้ทุกอย่าง จะสร้างโลกนี้ให้มั่นคงแข็งแรง ให้มีความสะดวกสบายทุกอย่างตามแต่ที่คิดประดิษฐานได้ “ดำดินดั้นเมโฆขำเมฆ บินล่วงฟ้าอิงเอื้อมแท่นอินทร์”นี่เป็นคำโบราญเก่าๆแต่มีความหมายที่ตรงของคนสมัยเก่าพูดเอาไว้นานแล้วนำมาให้ท่านทั้งหลายพิจารณา เขาพูดเปรียบเปรยให้คนสมัยนี้ได้คิดว่า....

   สมัยปัจจุบันนี้หรือในอนาคตโลกของมนุษย์จะเจริญก้าวหน้าจนถึงขนาดอาจหาญ อาจเอื้อมลูบคลำแท่นพระอินทร์เล่นให้เทวดาทั้งหลายได้ตกใจยังไงยังงั้นเลย ด้วยการสร้างให้มีฤทธิ์แข่งเทวดาทั้งหลาย ดำดินดั้น ในพื้นแผ่นดินก็สร้างเครื่องมือมาขุดเจาะถึงกับจะหาแกนของโลก ในน้ำก็สร้างเรือดำน้ำมุดลงไปใต้น้ำ บนฟ้ายิ่งแล้วใหญ่สร้างเรือเหาะแข่งกับเทวดาเล่นชะเลย ไม่ต้องไปหวังว่าจะขึ้นสวรรค์ไม่ต้องรอชาติหน้า สร้างสวรรค์มันขึ้นในโลกมนุษย์นี้แหละให้เห็นในชาตินี้กันเลยทีเดียว เขาเรียกว่าสร้างสวรรค์แข่งเทวดาเลยครับ.........

   ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือคนสมัยนี้ทำอะไรต้องการได้เร็ว รอไม่ได้ และที่สำคัญต้องได้ค่าตอบแทนที่เป็นรูปธรรม ต้องเห็นเป็นตัวเป็นตนไว้ก่อนเพื่อความมั่นใจ ทำงานต้องได้เงิน ลงทุนต้องได้ค่าตอบแทน ทำบุญละต้องได้บุญที่เป็นรูปธรรมอย่างน้อยขอให้ได้มีชื่อติดในใบอนุโมทนาบัตรก็ยังดี อย่างน้อยขอให้พระให้พรสักบทพอได้กรวดน้ำจึงจะอุ่นใจใช่ไหมครับ......

   ผมนึกถึงคำพูดของท่านพระอาจารย์มหารูปหนึ่งว่า เราต้องแยกให้ออกว่าเราทำหน้าที่เพื่ออะไร อย่างเช่นหมอมีหน้าที่รักษาคนไข้เพื่อให้หายไข้-ป่วย นี่คือจุดมุ่งหมายของการรักษาคนป่วยไข้ แต่ถามว่า ถ้าคุณลืมจุดมุ่งหมายในการทำหน้าที่ละ เช่น หมอรักษาคนไข้เพื่อต้องการเงินเดือนหรือผลงานเพื่อเลื่อนขั้นจะเป็นอย่างไร อธิบายอีกหน่อยว่า จุดมุ่งหมายหลักคือการรักษาคนไข้ให้หาย จุดมุ่งหมายรองคือเงินเดือนที่จะได้รับหรืออย่างอื่น เราต้องรักษาจุดมุ่งหมายหลักไว้ครับ ส่วนจุดมุ่งหมายรองจะตามมาทีหลัง ที่สำคัญคือคนทุกวันนี้แยกไม่ออกในจุดมุ่งหมายของแต่ละคน มักเอาจุดหมายอื่นมาบังจุดหมายเดิม การก็เลยเปลี่ยนไปอย่างที่เห็นในยุคปัจจุบัน พ่อแม่ต้องจ้างลูก-ลูกจ้าง ให้ทำงานให้ เหมือนไม่ใช่พ่อ-แม่ลูกกัน แย่ถึงขนาดที่ต้องจ้างลูกไปโรงเรียน สิบเนื่องมาแต่ความคิดที่ไปยึดติดในวัตถุธรรมมากกว่า ดูง่ายๆแนวคิดนี้อย่างฝรั่งเขาเลี้ยงลูกเหมือนอะไร?

     พอเลี้ยงโตแล้วก็ให้หากินเองไม่เกี่ยวข้องอะไรอีก พอลูกโตขึ้นที่จะให้กลับไปเลี้ยงพ่อ-แม่ตอบนั้นไม่ค่อยมี ถ้าจะให้เลี้ยงต้องมีสิ่งตอบแทน ทำอะไรต้องให้ได้ผลตอบแทนเป็นตัวตนเป็นรูปธรรม ก็เข้าข่ายพระญาณของพระพุทธเจ้าสิครับท่านถึงตรัสไว้ว่า บุพพการี-กตัญญูกตเวทีคนสองจำพวกนี้หายากเพราะคนที่จะเข้าใจธรรมะแบบนี้หายาก........

   ธรรมะแบบนี้ไม่ค่อยมีคนเข้าใจ คนที่จะไม่ยึดติดอัตตาตัวตนมากเกินไปนั้นหายากครับ ทั้งหาคนที่จะเข้าใจว่า ยึดติด-ยึดไม่ติดนี้อย่างไร อัตตา-อนัตตาเป็นอย่างไร รูปธรรม-นามธรรมนั้นแบบไหน ธรรมที่เป็นโลกียะ-โลกุตรนั้นแบบไหน? สิ่งเหล่านี้จะก่อเกิดวัฒนธรรมใหม่เรียกว่า วัฒนธรรมตัวใครตัวมัน วัฒนธรรมที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันแสดงออกทางจิตใจนามธรรมในปางก่อนจะจางหายไปเหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ใครอยากได้อะไรต้องมีของมาเปลี่ยนไม่มีทางที่จะได้ไปเฉยๆแบบที่เขาเรียกว่า ช่วยด้วยน้ำใจ น้ำใจของคนยุคต่อไปจะไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ มองด้วยตาไม่เห็นคนสมัยต่อไปจะไม่ต้องการการตอบแทนแบบนามธรรม เขาจึงเรียกคนในสมัยใหม่ว่ายุค บริโภคนิยม-วัตถุนิยม อัตตาตัวตนเป็นใหญ่ เปรียบกับสมัยก่อนที่เป็นยุคคตินิยม-จิตนิยมมองเข้ามาข้างในใจให้เห็นความสุขที่ก่อเกิดอยู่ข้างในมากกว่า ครับอันนี้คือข้อคิดเห็นจากผู้เขียนเล็กน้อยเล็กน้อย นำเสนอผ่านสายตาท่านผู้อ่านช่วยคิดเห็นเสนอแนะ