สมัยเด็กๆ ที่ผมเป็นเด็กบ้านนอก ได้พบเห็นความยากลำบากของการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การอยู่กับธรรมชาติที่ไม่มีความแน่นอน แม้จะเดาได้บ้าง แต่ก็มีความเสี่ยงมากพอสมควร
การเข้าโรงเรียนสมัยนั้น ก็ดูเป็นเรื่องไม่ค่อยจริงจัง แค่ไปเรียนพอให้อ่านออก เขียนได้ แล้วหลังจากนั้นก็แทบไม่ได้อ่าน หรือเขียนอะไร นอกจากจะอ่านหนังสือนิยายที่พอจะหมุนเวียนอ่านกันไม่กี่เล่มในหมู่บ้าน และเขียนจดหมายหาญาติ หรือคู่รัก ที่อยู่ห่างกัน เท่าที่เห็นมาก็มีการใช้ประโยชน์กันอยู่แค่นั้น
จึงค่อนข้างจะแปลกประหลาด ที่ใครสักคนไปเรียนหนังสือเพื่อเป็น “อาชีพ”
ในทางตรงกันข้าม การมีอาชีพ และมีชีวิตอยู่รอดได้สมัยโน้น กลับอยู่ที่ความสามารถในการ “ทำมาหากิน” ที่รวมความถึง
- การทำนา
- การเลี้ยงสัตว์
- การล่าสัตว์ หาปลา
- การสร้างบ้าน
- การจักสาน การเป็นหมอยา หรืองานรองๆ อื่นๆ
ที่ต้องเรียนกลับไปเรียนกับพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่ง “เรียนด้วยตัวเอง” จาก “ธรรมชาติ” ที่มีความสมบูรณ์พอที่จะให้คนที่เรียนรู้ มีโอกาสเรียน และเอาตัวรอด เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว อยู่อย่าง “พอเพียง” ได้
แต่การพัฒนาในปัจจุบัน ประเทศเราได้ทุ่มเททรัพยากร ให้กับการพัฒนาในแทบทุกด้านมากทีเดียว ตั้งแต่
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า น้ำ และบริการสาธารณะทุกด้าน
- การอนามัยและการแพทย์
- การศึกษา
- การเกษตร การค้า
- การสื่อสาร และระบบข้อมูล
แต่กลับปรากฏว่า แทบทุกอย่างได้ก้าวย่างเข้าสู่ภาวะ “วิกฤติ” มากขึ้นทุกที
เสมือนหนึ่งการเดินทางเข้าสู่ทั้งที่มืด และทุรกันดาร
คำว่า “มืด” ก็คือ มองไม่เห็นทางเดิน
และ “ทุรกันดาร” ก็คือ มีความยากลำบากมากขึ้น ที่จะต้องเดินไป
ในเชิงทรัพยากรพื้นฐาน เราก็เหลือสภาพ “ความเสื่อมโทรม” ทุกด้าน
ทั้งป่า น้ำ ดิน ที่แทบไม่เหลือสภาพที่พึ่งพาตัวเองได้ ต้องหันไปหาระบบ “เคมี” และ “สารพิษ” เป็นที่พึ่ง
อาหารที่ปลอดสารพิษนั้นแทบจะหาไม่ได้แล้ว และไม่ต้องไปคิดถึงอาหารที่มีคุณค่าแบบ “ธรรมชาติ” ที่เราเคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์
เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่คิดกันขึ้นมา ในนามของคำว่า “พัฒนา” ส่วนใหญ่มักมีผลในเชิงการ “ทำลาย” มากกว่าการ “สร้างสรรค์”
ระบบการศึกษาก็ปราศจากชีวิต เรียนเพื่อท่องไปสอบ ได้คะแนนไปแลกกระดาษ เพื่อนำไปสมัครงาน
จึงมีการอยู่กับ “ความไม่รู้” “ความรู้ที่ไม่เหมาะสม” และ “ความรู้เป็นพิษ” กันมากมาย
ผู้สอนก็มีความเป็น “ครู” น้อยลง ไม่สามารถรักษา ความเป็น “ครู” ที่เป็นต้นแบบได้ มีจำนวนมากที่ “ท่องไปสอน” “ลอกไปขอตำแหน่ง” ทำให้การศึกษาไม่สอดคล้องกับความจริงของชีวิต กลายเป็น “ชีวิตที่ไร้การศึกษา”
ระบบครอบครัวก็ “แตกสลาย” เป็นครอบครัวที่ “แยกกันอยู่” ติดต่อกันทาง “มือถือ” แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “ปัจเจก” มากกว่าจะเป็น “ครอบครัว”
ทำให้ระดับจริยธรรม การพึ่งพาอาศัยกัน การเข้าใจกัน “จริงๆ” มีน้อยลง ในทุกระดับ
ทำให้เกิดสังคมแบบ “ธุระไม่ใช่” ขึ้นมากมาย ใครจะทำอะไรก็ได้ บิดเบือนอย่างไรก็ได้ ขอเพียงแต่ทำให้ “ดูดี” บ้าง ก็ไปรอดแบบ “ปัจเจก” แล้ว แต่สังคมจะล่มสลายอย่างไร นั้นกลับไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และถือว่า ทำถูกตาม “ตัวหนังสือ” ก็พอแล้ว อย่างอื่นไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว
ทำให้มีการอวดโอ้ แข่งขันกันแบบ “ข้าเก่งกว่า” อยู่ในทุกระบบ และแทบไม่มีใครสนใจว่า เบื้องหลังที่ว่า “เก่ง” นั้น แท้จริงคืออะไร
จึงมีการ “สร้างหนี้” เพื่อรักษา “หน้า” กันโดยทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นของฟุ่มเฟือย เครื่องประดับ ของใช้ งานแต่งงาน งานเลี้ยงฉลอง งานบวช งานศพ
หรือแม้กระทั่งการ “เข้าสู่ตำแหน่ง” ทั้งทางการเมือง และตำแหน่งประจำทุกประเภท ทุกระดับ ก็แล้วแต่เป็นที่มาของการสร้างหนี้ และนำไปสู่การ “ถอนทุน” ทั้งสิ้น
ในทางกลับกัน ที่ว่าพอมองเห็นช่องทางรอด ก็ยังมีแสงสว่างของตัวอย่างผู้ปฏิบัติดี ได้ผล ว่าพอจะเป็นแสงส่องทางได้ ในสารพัดสาขา และรูปแบบ
แต่สังคมทั่วไปกลับมองว่าเป็นแค่แสง “หิ่งห้อย” แบบเห็นแต่แสง แต่มองไม่เห็นทางที่จะไป ก็เลยต้องยังคงเดินไปแบบ “มืดๆ” เช่นเดิม
นี่คือสิ่งที่ผมเห็น หลังจากได้ผ่านชีวิตมาพอสมควร
แม้ในส่วนตัวผมเอง ที่ผมได้พยายามทำตัวเป็น “หิ่งห้อย” ในบางเรื่องที่ผมพอทำได้ ก็ยังไม่มีใครมองเห็น หรือทำตาม
สังคมส่วนใหญ่ ก็ยังหลงทาง และ “งมทาง” อยู่ในความมืด และ "ทุรกันดาร" เช่นเดิม
วันนี้ ผมยังมองไม่เห็นทางว่าจะช่วยให้เขาออกมาจากความมืดได้อย่างไร
ผมยัง “จนปัญญา” อยู่ครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ที่เคารพ
ขออภัยค่ะอาจารย์ พิมพ์ผิดค่ะ ไม่น่าให้อภัยเลย
สวัสดีครับท่านดร. แสวง ตามเกลอมา เพื่อเรียนว่า "หิ่งห้อย" อย่างอาจารย์เปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ อาารย์ คือ"ผู้ยิ่งใหญ่ในถิ่นแคบ" ที่หลายคนยึดเป็นแบบ "ยอมตามหลังปราชญ์ ดีกว่าเดินนำหน้า ....เปโต..(คิดและพูดตามที่เขียนด้วยความมีวิจารณญาณครับ)
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
กระผมอ่านบล๊อกอาจารย์ แล้วนึกๆไปๆมาๆ บางทีคนเราแม้จะเชื่อลึกๆว่าไม่น่าจะยั่งยืนแต่ก็ทำไปก่อน ประเภทเสี่ยงดวงคล้ายๆคนชอบหวยนั้นหละครับผม ทั้งๆที่โอกาสถูกน้อยมาก จึงชอบอะไรที่ง่ายๆในมิติหรือมุมมองแคบๆ นอกจากนี้ยังชอบกังวลเรื่อง "ภาพลักษณ์" ทั้งที่ภายในอาจจะกลวงโบ๋ .....ผมนึกเพลงที่ว่า ถึงเขาหลอก แต่ เต็มใจ ให้หลอก…จะว่าเขาหลอกก็คงไม่ใช่ซะทีเดียวนะเนี่ย... บางทีเรายังหลอกตัวเองด้วยครับผม ....อิอิ..กระผมคิดว่าคนที่มีเสถียรภาพทางจิตที่สูง มั่นคงและมีปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นตัวนำทางและคนนั้นสามารถสร้างศรัทธาบารมีต่อคนจำนวนมากได้ จึงจะเปลี่ยนกบาลทัศน์คนจำนวนมาก ไปสู่การเห็นชอบในมิติต่างๆได้ทันกับความเสื่อมตอนนี้ เท่าที่ประเมินคร่าวๆ คิดว่ายากมากๆครับผม บางทีอาจจะใช้สภาวะที่เรียกว่า เจอกับตัวเอง มันจึงจะซึ้ง ทั้งนี้กระผมมองว่าคนส่วนใหญ่ในแง่ทรัพยากรเสื่อมโทรม มักจะคิดว่าไกลตัวหากเทียบกับ วัตถุ เงินและปากท้อง จะว่าไปคนขาดอิทธิบาท 4 กันมากครับผม มีอาการสายตาสั้น ดังนั้นยังเป็นประเภท "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" ทำนองนั้นหละครับผม คงเพราะเรายังดับ อหังการที่มีอวิชชาอยู่มากไม่ได้ครับผม จึงได้แต่บอกว่า “นี่คือโลกที่หมุนไปด้วยความคิดและความอยาก” และเตือนตัวเองว่ามันก็เป็นเช่นนั้นเอง ได้แต่ทำตามกำลังไปเรื่อยไม่รู้จะยืนระยะได้แค่ไหน นักมวยกระดูกเปราะ ครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
เรียน ท่านอาจารย์ และสวัสดีพี่ครูคิมครับ
ผมเข้าไปประชุมกุมารเวชศาสตร์เมื่อเดือนที่แล้วครับ ในงานเชิฯท่านนายกรัฐมนตรีมาบรรยายพิเศษ จึงเก็บมาฝากครับ
การประชุมใหญ่กุมารเวชศาสตร์ ครั้งที่ ๖๘
Theme: High-Performaing System foe Children’s Health Care
ณ โรงแรม Centara Grand at Central World ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
การบรรยายพิเศษของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๒
สังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่การเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของเราเร็วไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กคือ
- เด็กเล็กในชนบท ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ซึ่งจำเป็นต้องเข้าไปทำมาหากินในเมืองใหญ่ ชนบทขาดคนหนุ่มสาว มีแต่เด็กและคนแก่
- ชุมชนยากจนในเมืองมีปัญหาในการเลี้ยงเด็ก สถานเลี้ยงเด็กมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และเด็กมีปัญหาในการเข้าโรงเรียน
- คนมีเงินดูแลลูกไม่ถูกต้อง มีการ push เด็กมากจนเกินไป และการเลี้ยงดูอื่นๆ ที่ไม่ถูกต้อง
- ปัญหาด้านสาธารณสุขของเด็กเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นปัญหาการเจ็บป่วยกลายเป็นปัญหาด้านพฤติกรรมและสังคม
ความเห็นของนายกรัฐมนตรี
๑. การจะแก้ปัญหาต้องพยายามลงไปแก้ไขที่ปัญหาพื้นฐานให้ถูกจุดปัญหา ซึ่งกุมารแพทย์จะมีบทบาทในการให้ความรู้ที่ถูกต้องเหมาะสม และการป้องกัน Overflow of information
๒. การให้ความรู้ที่ตรงจุดจะต้องวิเคราะห์ก่อนว่า จะให้แก่ใคร เป็นกลุ่มอายุใด ระดับการศึกษาเพียงใด มีความพร้อมในการรับข้อมูลเพียงใด เช่นการจะให้ความรู้แก่ปู่ย่าตายายที่ดูแลเด็กเล็ก ก็จะไม่เหมือนกับการให้ความรู้แก่ อบต ต้องทำสื่อประกอบการสอนให้เหมาะ
๓. การแก้ปัญหาต้องเจาะไปที่รากของปัญหา ไม่ใช่แก้ไปเรื่อยๆ ซึ่งกลับจะทำให้ปัญหาหลากหลายและแก้ไขไม่ได้ ต้องเน้นให้ตรงจุด เช่นปัญหาโภชนาการจะต้องเน้นตรงไหน
๔. การจะทำให้เด็กไทยเรียนได้ดี ต้องมองตลอดช่วงอายุของคน ตั้งแต่ระยะก่อนคลอด ระยะเด็กเล็ก ระยะประถม มัธยม และระดับอุดมศึกษา ที่ผ่านมาผู้รับผิดชอบการศึกษาไม่เคยมองถึงเด็กก่อนเกิดเลย
๕. การให้ท้องถิ่นดูแลหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก จะทำได้ดีเพียงใดก็ขึ้นกับความรู้ด้วย ดังนั้นกุมารแพทย์จึงน่าจะมีบทบาทในส่วนนี้
๖. จะรณรงค์ให้การอ่านหนังสือเป็นวาระแห่งชาติ จะมีการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ซึ่งเป็นการสร้างความอบอุ่น สมาธิ จินตนาการ และปลูกฝังการรักการอ่านหนังสือเมื่อเขาโตขึ้น
๗. ระบบการดูแลเด็กเล็ก รัฐบาลจะลงทุนสถานรับเลี้ยงเด็กมากขึ้น ในงบไทยเข้มแข็ง ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคือ มหาดไทย สาธารณสุข ศึกษา แรงงาน และท้องถิ่น จะดึงให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการสร้างศูนย์เด็กเล็กเพิ่มขึ้น เช่นในนิคมอุตสาหกรรม การให้แรงจูงใจด้านภาษี ปัญหาของศูนย์เด็กเล็กคือการขาดคนดูแลและการดูแลขาดคุณภาพ เนื่องจากมีกับดักคือการกำหนดให้ต้องเป็นผู้จบปริญญาตรี จึงหาคนได้ยาก ที่จริงควรจะเลือกคนในพื้นที่ที่มีความรู้พอมาเป็นผู้ดูแลเด็ก และให้สถานศึกษาหรือสาธารณสุขมาดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กอีกที
การปฏิรูปการศึกษาของประเทศเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มีเจตนารมณ์และหลักการดี มีบางเรื่องที่ทำสำเร็จ แต่บางเรื่องทำไม่สำเร็จ หรือทำได้ช้าเกินไป
เรื่องที่ทำได้สำเร็จคือ
- การขยายโอกาสทางการศึกษา การเรียนฟรี ที่ทำเป็นรูปธรรม
- โครงสร้าง และระบบประเมินสถานศึกษา ซึ่งได้มีการวางรากฐานและฐานข้อมูลไว้แล้ว แม้ว่าจะยังทำได้ไม่ดีนัก และขาดการนำข้อมูลมาใช้ แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานที่จะทำต่อให้ดีขึ้นได้
สิ่งที่ทำไม่สำเร็จคือ
- ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เด็กไทยที่เรียนจบมามีคุณภาพไม่ดี ทั้งนี้โดยการเทียบกับประเทศอื่นๆ
- มาตรฐานการศึกษาของเราต่ำ เด็กสอบตกยากกว่าสอบได้ ตรงนี้จะต้องทำความเข้าใจกันถึงมาตรฐาน ไม่ใช่อ้างสิทธิที่จะมีโอกาสเรียน ต้องรับรู้กันทั้งครู เด็กและผู้ปกครอง ว่าต่อไปหากไม่ถึงมาตรฐานก็จะต้องสอบตก
การปรับปรุงคุณภาพการศึกษา
- จะต้องยอมรับความหลากหลายของเด็ก ต้องมีระบบที่หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของเด็ก ผู้ปกครอง ชุมชน เช่นต้องมีโครงการสำหรับเด็กอัจฉริยะด้วย
- การผลิตผลงานเพื่อความก้าวหน้าของวิชาชีพครู (เหมือนสาธารณสุขทำ อวช) ยังเป็นภาระแก่ครูและไม่เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงต่อไป
- ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เป็นระบบกรองและคัดเลือกที่ไม่ดี กำลังหาทางแก้ไข จะได้ข้อสรุปในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ นี้ แต่การเปลี่ยนแปลงใหญ่จะมีผลใน ๓-๕ ปีข้างหน้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อเด็กที่อยู่ ม๔ ในปัจจุบัน
- ต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสื่อต่างๆ เป็นสิ่งหล่อหลอมและมีอิทธิพลต่อเด็กมากกว่าพ่อแม่ ครู เพื่อน จึงจะต้องปรับปรุงคุณภาพของสื่อที่ส่งถึงเด็กให้รอบด้าน ตั้งแต่โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ sms คอมพิวเตอร์ อินเทอเนท ต้องให้รายการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมมาแย่งพื้นที่ที่ไม่ดีในสื่อให้มากขึ้น ทั้งพื้นที่จริงและพื้นที่เสมือน ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องสนับสนุนด้วยการกำหนดทิศทาง เจตนารมณ์ ทรัพยากร และช่วยประสานงานต่างๆ
เห็นด้วยครับอาจารย์ และ จนปัญญาเช่นกัน
ขอขอบพระคุณมากเลยครับ กับสิ่งที่ท่านนำมาต่อเติมให้
เมื่อวานผมประชุมกับท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ท่านกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างกินใจว่า
"อย่านั่งบ่นความมืด แต่ควรมาช่วยกันจุดไฟส่องทาง"
ผมว่า นี่น่าจะเป็นทางออกที่มีอยู่ครับ
ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ทำงานกับชุมชน เพื่อนร่วมงานมักถามอยู่เสมอๆ ว่า "จะทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร ตัวของเขาเองยังไม่คิ ดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย" แต่ไม่เป็นไรครับ ผมขอร่วมจุดไฟส่องทางให้สังคมด้วยคน
ดีมากเลยครับ
ขอบคุณครับ
สาธุครับ คุณอา
เพียงคุณอา รับนักสิกขา เด็กๆ ม.จิตอาสา ของเรา ไปเรียนรู้งานกับคุณอา
ในฐานะ "ลูก" และ"ศิษย์"ครับ
ผมอาจจะต้องรบกวนให้คุณอา ช่วยแนะนำ กัลยาณมิตรในเครือข่ายที่คุณอารู้จักสนิทสนม และเห็นว่าพอจะเป็นพ่อครูแม่ครูอาสาที่ดีได้
มีแหล่งเรียนรู้ด้วยงานจิตอาสาให้เด็กๆได้ช่วยทำ พ่อครูแม่ครู ต้องสามารถเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรมที่ดีให้เด็กๆของเราได้ซึมซับ
ผมเรียนขออีเมล์จากคุณอาได้ไหมครับ จะได้รบกวนให้คุณอา ช่วยวางจุดใน แผนที่
good social mapping ในบุคคลและองค์กรเครือข่ายของคุณอา ที่พอจะมีความพร้อมรับเด็กจิตอาสาเข้าเรียนรู้และทำงานครับ
เป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายนัก ต้องวางแผน ทบทวนมากพอสมควร
แม้แต่ตัวผมเอง ผมไม่ทราบว่าจะมีคุณสมบัติพอไหมครับ
อีเมล์ของผมคือ
[email protected]
ขอบคุณครับ
ครับผม ไม่ง่ายเลยครับ
ม.ทางเลือก ไม่ง่ายที่เด็กจะเลือกเรียน ต้องฝ่าค่านิยมเดิมๆ ของเด็กเองและผู้ปกครอง
ครูอาสา ที่สามารถเป็นพ่อครูแม่ครู และมีงานอาสาให้เด็กๆทำก็หาไม่ง่ายเช่นกันครับ
การเริ่มสิ่งใหม่ หรือปฎิวัติการศึกษา ไปสู่การสิกขา นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ขอบคุณ คุณอาที่ สนใจและอาสานะครับ
เป็นความหวังและกำลังใจอย่างยิ่ง
พอดีผมไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นตาหรือคลุกคลีกับคนในสังคม g2k เท่าใหร่ คุณอาพอจะสนิทกับใคร
หรือพอเห็นว่าใครใน g2k ที่น่าจะสามารถเป็นพ่อครู แม่ครูอาสาไหมครับ
ผมจะได้ลองรวบรวมและเรียนเชิญท่านเหล่านั้นไว้
ผมส่งแผนที่ไปทางเมล์นะครับ
ขอบคุณครับ
คุณอาครับแผนที่คนดี ที่จะทำทั้งประเทศนี้เป็นการรวบรวม
คนดี พระดี ที่จะสามารถเป็นพ่อครูแม่ครู ที่จะบ่มเพาะลูกหลานของเราให้เติบโตเป็นคนดีและคนเก่งได้ในอนาคตนะครับ
หากคุณอาเห็นว่า ท่านไหนเหมาะสม รบกวนคุณอาช่วยปักหมุดด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
จะลองพยายามเล็งหาดูครับ
ขอบคุณครับที่เป็นตัวจุดประกาย
เห็นด้วยค่ะ เด็กไทยเรียนจบแบบไม่มีคุณภาพ เจ้านายจะเอาแต่ปริมาณการจบการศึกษาของเด็ก หากว่าครูผู้สอนประเมินให้สอบตก ก็หาว่า ครูสอนไม่ดี ไม่สอนซ่อมเสริม ไม่ใช้นวัตกรรม ไม่เยี่ยมบ้าน ไม่วิเคราะห์วิจัยเด็ก ดิฉันเห็นว่า จริงๆแล้วเด็กสมัยนี้ ไม่ขยันเอาเสียเลย (จึงควรให้มีการสอบตกเหมือนเมื่อก่อนค่ะ)
คล้ายกับ
คล้ายๆกับ ขายผ้าเอาหน้ารอด แล้วก็ไม่รอดครับ