มีการอยู่กับ “ความไม่รู้” “ความรู้ที่ไม่เหมาะสม” และ “ความรู้เป็นพิษ” กันมากมาย

สมัยเด็กๆ ที่ผมเป็นเด็กบ้านนอก ได้พบเห็นความยากลำบากของการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การอยู่กับธรรมชาติที่ไม่มีความแน่นอน แม้จะเดาได้บ้าง แต่ก็มีความเสี่ยงมากพอสมควร

การเข้าโรงเรียนสมัยนั้น ก็ดูเป็นเรื่องไม่ค่อยจริงจัง แค่ไปเรียนพอให้อ่านออก เขียนได้ แล้วหลังจากนั้นก็แทบไม่ได้อ่าน หรือเขียนอะไร นอกจากจะอ่านหนังสือนิยายที่พอจะหมุนเวียนอ่านกันไม่กี่เล่มในหมู่บ้าน และเขียนจดหมายหาญาติ หรือคู่รัก ที่อยู่ห่างกัน เท่าที่เห็นมาก็มีการใช้ประโยชน์กันอยู่แค่นั้น

จึงค่อนข้างจะแปลกประหลาด ที่ใครสักคนไปเรียนหนังสือเพื่อเป็น “อาชีพ”

ในทางตรงกันข้าม การมีอาชีพ และมีชีวิตอยู่รอดได้สมัยโน้น กลับอยู่ที่ความสามารถในการ “ทำมาหากิน” ที่รวมความถึง

  • การทำนา
  • การเลี้ยงสัตว์
  • การล่าสัตว์ หาปลา
  • การสร้างบ้าน
  • การจักสาน การเป็นหมอยา หรืองานรองๆ อื่นๆ

 ที่ต้องเรียนกลับไปเรียนกับพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่ง “เรียนด้วยตัวเอง” จาก “ธรรมชาติ” ที่มีความสมบูรณ์พอที่จะให้คนที่เรียนรู้ มีโอกาสเรียน และเอาตัวรอด เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว อยู่อย่าง “พอเพียง” ได้

แต่การพัฒนาในปัจจุบัน ประเทศเราได้ทุ่มเททรัพยากร ให้กับการพัฒนาในแทบทุกด้านมากทีเดียว ตั้งแต่

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า น้ำ และบริการสาธารณะทุกด้าน
  • การอนามัยและการแพทย์
  • การศึกษา
  • การเกษตร การค้า
  • การสื่อสาร และระบบข้อมูล

แต่กลับปรากฏว่า แทบทุกอย่างได้ก้าวย่างเข้าสู่ภาวะ “วิกฤติ” มากขึ้นทุกที

เสมือนหนึ่งการเดินทางเข้าสู่ทั้งที่มืด และทุรกันดาร

คำว่า “มืด” ก็คือ มองไม่เห็นทางเดิน

และ “ทุรกันดาร” ก็คือ มีความยากลำบากมากขึ้น ที่จะต้องเดินไป

ในเชิงทรัพยากรพื้นฐาน เราก็เหลือสภาพ “ความเสื่อมโทรม” ทุกด้าน

ทั้งป่า น้ำ ดิน ที่แทบไม่เหลือสภาพที่พึ่งพาตัวเองได้ ต้องหันไปหาระบบ “เคมี” และ “สารพิษ” เป็นที่พึ่ง

อาหารที่ปลอดสารพิษนั้นแทบจะหาไม่ได้แล้ว และไม่ต้องไปคิดถึงอาหารที่มีคุณค่าแบบ “ธรรมชาติ” ที่เราเคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์

เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่คิดกันขึ้นมา ในนามของคำว่า “พัฒนา” ส่วนใหญ่มักมีผลในเชิงการ “ทำลาย” มากกว่าการ “สร้างสรรค์”

ระบบการศึกษาก็ปราศจากชีวิต เรียนเพื่อท่องไปสอบ ได้คะแนนไปแลกกระดาษ เพื่อนำไปสมัครงาน

จึงมีการอยู่กับ “ความไม่รู้” “ความรู้ที่ไม่เหมาะสม” และ “ความรู้เป็นพิษ” กันมากมาย

ผู้สอนก็มีความเป็น “ครู” น้อยลง ไม่สามารถรักษา ความเป็น “ครู” ที่เป็นต้นแบบได้ มีจำนวนมากที่ “ท่องไปสอน” “ลอกไปขอตำแหน่ง” ทำให้การศึกษาไม่สอดคล้องกับความจริงของชีวิต กลายเป็น “ชีวิตที่ไร้การศึกษา”

ระบบครอบครัวก็ “แตกสลาย” เป็นครอบครัวที่ “แยกกันอยู่” ติดต่อกันทาง “มือถือ”  แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “ปัจเจก” มากกว่าจะเป็น “ครอบครัว”

ทำให้ระดับจริยธรรม การพึ่งพาอาศัยกัน การเข้าใจกัน “จริงๆ” มีน้อยลง ในทุกระดับ

ทำให้เกิดสังคมแบบ “ธุระไม่ใช่” ขึ้นมากมาย ใครจะทำอะไรก็ได้ บิดเบือนอย่างไรก็ได้ ขอเพียงแต่ทำให้ “ดูดี” บ้าง ก็ไปรอดแบบ “ปัจเจก” แล้ว แต่สังคมจะล่มสลายอย่างไร นั้นกลับไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และถือว่า ทำถูกตาม “ตัวหนังสือ” ก็พอแล้ว อย่างอื่นไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว

ทำให้มีการอวดโอ้ แข่งขันกันแบบ “ข้าเก่งกว่า” อยู่ในทุกระบบ และแทบไม่มีใครสนใจว่า เบื้องหลังที่ว่า “เก่ง” นั้น แท้จริงคืออะไร

จึงมีการ “สร้างหนี้” เพื่อรักษา “หน้า” กันโดยทั่วไป

ไม่ว่าจะเป็นของฟุ่มเฟือย เครื่องประดับ ของใช้ งานแต่งงาน งานเลี้ยงฉลอง งานบวช งานศพ

หรือแม้กระทั่งการ “เข้าสู่ตำแหน่ง” ทั้งทางการเมือง และตำแหน่งประจำทุกประเภท ทุกระดับ ก็แล้วแต่เป็นที่มาของการสร้างหนี้ และนำไปสู่การ “ถอนทุน” ทั้งสิ้น

ในทางกลับกัน ที่ว่าพอมองเห็นช่องทางรอด ก็ยังมีแสงสว่างของตัวอย่างผู้ปฏิบัติดี ได้ผล ว่าพอจะเป็นแสงส่องทางได้ ในสารพัดสาขา และรูปแบบ

แต่สังคมทั่วไปกลับมองว่าเป็นแค่แสง “หิ่งห้อย” แบบเห็นแต่แสง แต่มองไม่เห็นทางที่จะไป ก็เลยต้องยังคงเดินไปแบบ “มืดๆ” เช่นเดิม

นี่คือสิ่งที่ผมเห็น หลังจากได้ผ่านชีวิตมาพอสมควร

แม้ในส่วนตัวผมเอง ที่ผมได้พยายามทำตัวเป็น “หิ่งห้อย” ในบางเรื่องที่ผมพอทำได้ ก็ยังไม่มีใครมองเห็น หรือทำตาม

สังคมส่วนใหญ่ ก็ยังหลงทาง และ “งมทาง” อยู่ในความมืด และ "ทุรกันดาร" เช่นเดิม

วันนี้ ผมยังมองไม่เห็นทางว่าจะช่วยให้เขาออกมาจากความมืดได้อย่างไร

ผมยัง “จนปัญญา อยู่ครับ