ทุกข์ สุขอยู่ที่ไหน
ใกล้ถึงช่วงปีใหม่ เทศกาลแห่งการส่งบัตรอวยพรความสุข..และอาจจะแฝงไปถึงการให้ระลึก/การตระหนักถึง ความแก่ ความชราล่วงโรยของสังขารที่เป็นอนิจจังและบางครั้งอาจจะบอกกล่าวเล่าแจ้ง เป็นนัยๆ ด้วยว่า....ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้ายังสบายดี.ข้ายังไม่ตายน๊ะ..เว้ย ฮ่าๆๆๆๆ..
บันทึกนี้ ผมจึงขออนุญาต นำข้อเขียนของคุณจิรา เติมจิตรอารีย์ พยาบาลจิตเวช ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นำมาอ้างอิงและมาฝากทุกๆ ท่าน..ครับ
ความสุข เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ที่สามารถแสวงหาได้ ซึ่งแนวทางในการทำตัวให้มีความสุข ว่ากันว่า..
๑. การรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรง สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีอิทธิพลต่อกันและกัน คนที่มีสุขภาพกายดี ย่อมส่งผลให้มีจิตใจร่าเริงเข้มแข็ง การทำให้สุขภาพแข็งแรง ได้แก่การรับประทานอาหารถูกส่วน การพักผ่อนเพียงพอ การรักษาความสะอาดของร่างกาย ตลอดจนการออกกำลังกายอย่างพอเพียง
๒. มีความสุขกับการทำงาน การเลือกทำงานที่ชอบหรือการสร้างความพึงพอใจในงานที่ทำ หาวิธีการทำงานให้มีความสุข พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายหลายอย่าง ภายในขอบเขตที่สังคมยอมรับ ตามความสามารถของตนเอง และมองเห็นหนทางไปสู่ความสำเร็จได้ แล้วลงมือปฏิบัติอย่างตั้งใจ ก็ย่อมจะเกิดความสุข เกิดความปิติจากความสำเร็จในงานตามมา
๓. รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง ควรได้สำรวจตัวเองว่าเป็นคนอย่างไร ต้องยอมรับว่า คนเรามีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย เราต้องมองหาส่วนดี เห็นคุณค่า ชื่นชม(self-esteem) พยายามพัฒนาส่วนดี มีวินัยของตนเอง (self-discipline) การยอมรับในข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แล้วหาแนวทางปรับปรุงแก้ไข พร้อมต้องพูดคำ “ ขอโทษ ขออภัย “ เป็น เมื่อตนเองผิดพลาดบกพร่อง คนที่มีความสุขได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เคยพบอุปสรรค ข้อขัดแย้งในใจ หรือไม่เคยพบปัญหา แต่อาจจะเป็นคนที่บางครั้ง แก้ปัญหาไม่ได้ จึงต้องใช้ความพยายาม ความอดทน ก็จะสามารถเผชิญปัญหาไปได้
๔. มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี ควรมองหาความสุข ความเพลิดเพลิน เพื่อช่วยลดความตึงเครียดต่างๆ ทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย การหัวเราะทำให้จิตใจเบิกบาน มีการกระเพื่อมของหน้าท้อง หัวใจปอดได้ออกกำลัง มีผลถึงกล้ามเนื้อหัวไหล่ แขน หลัง กระบังลม และขา เกิดความพึงพอใจในความสุข นอกจากนี้ไม่ควร มองโลกในแง่ร้าย เวลาจะทำอะไรต้องหาจุดดีของเรื่องนั้นให้พบ เมื่อพบแล้วทำความพอใจและชื่นชม ก็จะเกิดแต่ความดีงาม
เหมือนกับการเข้ามาในโกทูโนของผม พยายามจะหาสาระมาเขียนบันทึกทะลุวัย ให้ได้ ให้มี ทั้งสาระความรู้ที่หลากหลาย เพื่อมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมๆไปกับการจะแทรกมุข แทรกความสนุกสนาน ขบขันที่เป็นนามธรรม เป็นสิ่งสมมุติด้วย แต่บางครั้ง มันก็ด้าน...โดนขันตีหัวเฉยเลย..ฮ่าๆ ..ทั้งนี้ เพราะพื้นฐานของสภาวะทางอารมณ์ ณ เวลานั้น สถานะที่เป็นเกียรติเป็นยศ รวมถึงนิสัยใจคอ ต่างกัน เราสนุก เขาไม่สนุกด้วย..มันเป็นธรรมชาติ.. น้อ .. ถ้าอายตนะทั้ง ๖(ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง จิตใจ) ของเราไม่รับ ทุกข์ก็จะคลายและหมดไปเอง...(อาฮะ..ทันสมัยใกล้วันพระที่ ๑๐ ตค.๕๒)
๕. ไม่ควรเก็บอารมณ์ขุ่นมัว การเก็บกดอารมณ์ทำให้เกิดความ ขุ่นมัว สับสน วุ่นวายใจ เป็นการก่อให้เกิดความตึงเครียด ทางอารมณ์ เป็นผลทำให้สีหน้าหม่นหมอง ขากรรไกรประกบกันแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น ผมสีเทา-ขาวหรือปนแดงๆ ผมร่วง โรคผื่นคัน พุพอง ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ทำให้ต้องกินยา/เปลืองยาหาหมอให้ถูกบ่นๆๆ(บางคน) โดยไม่จำเป็นและบางที ..พี่สิวก็ตามมา เราจึงควรต้องหาทางระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัว โดยการแสดงออกในทางที่สังคมยอมรับ แต่ถ้าพบความยุ่งยากใจเพิ่มขึ้น ก็ควรหาวิธีหลีกเลี่ยงเสียก่อน ... จากนั้นต้องหาทางผ่อนคลาย ดังคำกลอนที่ว่า
เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง วุ่นก็ให้ว่าง ทุกอย่างก็สบาย
6. ควรมีงานอดิเรกและการพักผ่อนหย่อนใจ ควรหาอะไรที่ชอบและพอใจทำ ทำในเวลาว่างที่เหลือจากกิจวัตรประจำวัน การทำอะไรในสิ่งที่พึงพอใจย่อมเกิดความสุขเพลิดเพลิน ทำให้ไม่มีเวลาว่าง ที่จะคิดกังวลเรื่องต่างๆ เป็นการฝึกการใช้เวลาว่างนั้นๆให้มีสมาธิในการทำสิ่งที่พอใจ ซึ่งจิตที่มีสมาธิจะเป็นจิตที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวง่าย (ยกเว้น เมื่อเจอภาพงามๆ ของป้าสุ.
ฮ่าๆๆ) พบว่า งานอดิเรกที่เกี่ยวกับกีฬาจะช่วยให้มีความสุข สนุกสนาน ร่าเริง แจ่มใส นอกจากนั้นการได้ท่องเที่ยวไปกับธรรมชาติที่กว้างใหญ่ เช่น ทะเล ป่าเขาลำเนาไพร ส่องนก(หัวเด็ดตีนขาดไม่ส่องอย่างเด็ดขาด คือนกยักษ์
และนกบุษรา
อิอิ).. ผกผีเสื้อหรือจะลองฝึกทำอาหาร/ขนมนมเนย ตำรับอาจารย์หนูรี .
..ก็จะก่อให้เกิดความปลอดโปร่ง สดชื่น มีความสุข และถ้าต้องการทำจิตให้เป็นสมาธิ ตามที่อาจารย์ณัฐรดา
ผู้ขยัน เผยแผ่หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา ก็จะก่อให้เกิดความสงบสุขทางใจเป็นอย่างมาก
๗. หาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ แต่ละชีวิตย่อมมีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป เราจึงควรหาเพื่อนหรือใครสักคนที่สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขได้ ค้นหาคนที่คุณรักและเขารักคุณ ช่วยเหลือเกื้อกูล ปลอบขวัญ บำรุงจิตใจซึ่งกันและกัน สามารถที่จะระบายทุกข์ ปรึกษาขอความคิดเห็น การแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือในที่สุดอาจจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแนะแนวและการบำบัดทางจิตโดยเฉพาะ ทั้งนี้ขึ้นกับปัญหาความซับซ้อน ซึ่งนับเป็นวิธีการแก้ปัญหาการปรับตัวตั้งแต่ต้น ที่ชาญฉลาด
๘. พร้อมที่จะเผชิญปัญหาและความกังวลใจ เมื่อพบอุปสรรค พึงพิจารณาปัญหาอย่างใช้เหตุและผล โดยค้นหาข้อเท็จจริง มองปัญหานั้นๆและหาวิธีการต่างๆในการแก้ปัญหา ทำการตัดสินใจ แล้วปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจไว้ หรือถ้าปัญหารุมเร้ามากจนต้องการหลีกให้พ้น “จงใช้ชีวิต อยู่เพื่อวันนี้เท่านั้น” ดังคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุว่า
สิ่งล่วงแล้ว แล้วไป อย่าใฝ่หา
ที่ไม่มา ก็อย่าพึง คนึงหวัง
อันวันวาน ผ่านพ้น ไม่วนวัง
วันข้างหน้า หรือก็ยัง ไม่มาเลย
หรือถ้าปัญหา ต้อนท่านไปจนมุม ให้มองพิจารณาดูผลร้ายที่เกิดขึ้น แล้วทำใจให้ยินดีเผชิญกับสิ่งนั้นๆ เมื่อเวลาผ่านไปให้พิจารณาว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ได้ทำลายความสุขแห่งชีวิตมามาก เพียงพอแล้ว แล้วหันกลับใช้เหตุผลในการพิจารณาแก้ไขสิ่งร้ายๆให้กลายเป็นดี ด้วยใจสุขุมเยือกเย็น ท่านก็จะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้
๙. ใช้เวลาเป็นยารักษาความเจ็บปวด เมื่อพบกับความผิดหวัง จงใช้เวลาเป็นเครื่องช่วยเยียวยา เมื่อพลาดหวังแล้วจงอดทน และมีความหวังต่อไป ความหวังเป็นพลังหรือแรงจูงใจ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อประสบความผิดหวัง ไม่ควรใช้วิธีถอยหนีหรือเลี่ยงปัญหา ต้องไม่ “ท้อแท้-หงอย ท้อถอย-แพ้” ไม่ควรแก้ปัญหาโดยใช้สิ่งเสพย์ติด เช่นสุรา หรือยาบางชนิด เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลืมความทุกข์ ได้เพียงชั่วขณะ ไม่ทำให้เราพิจารณาใช้ความคิดในการแก้ปัญหา เป็นการหลีกหนีปัญหาที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
๑๐. ค้นหาเป้าหมายของชีวิต การคิดฝันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ...แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความคิดฝันที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งความคิดฝันจะทำให้เรามีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มีแรงจูงใจ มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตใกล้เคียง กับความสามารถที่แท้จริงและสอดคล้อง กับความเชื่อและอุดมคติ แล้วทำการลงมือปฏิบัติ เพื่อไปสู่ เป้าหมาย ถ้าทำเช่นนี้ได้ เราก็จะประสบความสำเร็จและความสมหวัง เกิดความสุขทางใจได้
จากสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการเสนอแนวทางในการปฏิบัติอย่างกว้างๆ การจะทำตัวให้มีให้เกิดความสุขได้เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ต้องอาศัยการเรียนรู้ และหาวิธีการ แล้วนำไปดัดแปลง ปรับปรุงให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการของผู้ต้องการแสวงหาความสุขนั่นเอง
พร้อมกับขอฝากบทกลอน จากท่านพุทธทาส ว่า...
อันทุกข์สุข อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
ใจเราถือ เป็นทุกข์ ไม่สุกใส
ใจไม่ถือ เป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ ความทุกข์ หรือสุขนา
อ้อ..ในวาระดิถีปีใหม่ ๒๕๕๓ ที่ใกล้จะถึงนี้ กระผมนายสามสัก มนุษย์เดินดิน กินข้าวแกง พร้อมขออุปโลกน์ตัวเองเป็นตัวแทนของนักเรียน(อยากรู้)และกสิกร กระดูกสันหลังชาติที่เปราะบาง.. ขอฝากความปรารถนาดีๆ มากับกลอนวัยโจ๋ . .ถึงกัลยาณมิตรทุกท่าน ทุกคน ด้วยเช่นกัน ขอรับ
ในวาระ ดิถี ปีเก่าสิ้น
ปีใหม่ดิ้น โดดมา หน้าตาเฉย (ทำไม๊ ทำไม อยู่เฉยๆ อยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ซักปี)
ขอให้ท่าน ผ่านทุกข์ สุขอย่างเคย
อยู่อย่างเย้ย เทวดา และฟ้าดิน
ด้วยความเคารพ นับถือ หวังดีและปรารถนาดี..คร๊าบบ
จาก นายสามสัก
๙ พย.๒๕๕๒
อ้างอิง. จาก.ข้อเขียนคุณจิรา เติมจิตรอารีย์ พยาบาลจิตเวช ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ในทึ่สุด ดิถี วันปีใหม่
เข้ามาใกล้ ได้ไง ไม่น่าเชื่อ
เพิ่งฉลอง ปีใหม่ สุขใจเหลือ
ยังไม่เบื่อ ปีเก่า ยังเร้าใจ
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีค่ะคุณสามสัก
แวะมาทักทายค่ะ
ขอบคุณสำหรับแนวทาง
ในการทำตัวให้มีความสุขนะคะ
คืนนี้ฝันดีค่ะ^^
นี่หลานสามสักคงจะว่ามันใกล้วันคริสมาส ที่จะมาถึงใกล้ๆนี้เดือนธันวาคม ใช่ไหมคะ พาป้ากลัวแก่อีกแล้ว แวบเดียวก็ผ่านไปหนึ่งปี แวบเดียวก็ไปครึ่งหนึ่งของชีวิตแล้ว ทำให้ป้ามาคิดว่าเวลาที่เหลือ ป้าคงต้องตามใจตนเองให้มากขึ้น สิ่งที่ไหนที่ดีๆ ให้รีบทำให้มากๆ แล้วก็มาคิดทบทวนสิ่งที่ผ่านมา สิ่งไหนพอแก้ตัวได้ ก็จะแก้ (ห้ามคิดลึก)
-จงทำสิ่งที่ตนเองพอใจแต่อย่าไปทำร้ายจิตใจผู้อื่น แล้วก็ให้อ่านบัญญัติ ที่หลานสามสักเขียนในบทนี้ เพื่อให้ตนเองสุขทั้งใจและสุขทั้งกาย ยกเว้นไม่ส่องนกที่เป็นคน.. คน... คริ คริ ขำกลิ้ง เข้าใจว่า เนาะ ป้าจะเอารูปอะไรมาฝากดีน้า,,,,,,,,เขียนได้โดนใจป้าจริงๆ เลย เอ้า! ควักใจให้เลย หลานสามสักจะนำไปควักให้ใครต่อ เป็นของขวัญวันปีใหม่ได้เลย ป้าสุไม่หวงนะคะ ใครชอบดึงเอาไปเลย เลย ใครจะควักใจเดียวนี้ ให้ใคร มีปัญญาควักเลยคะ อยากเป็นคนหลายใจ ควักไปเลยคะ
*** ขอให้มีแต่คนดีๆ มาห้อมล้อมรักคุณสามสักมากมาย....
มารับพรปีใหม่ แต่ไก่โห่ ค่ะท่านสามสัก
.. เวลา วารี มิรอใคร วันวัยผันผ่าน กาลล่วงเลย
อย่าลืมบอกรัก คนใกล้ตัว นะคะฝันดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
มาอ่านเนื้อหาสาระดี ๆ เห็นด้วยทุกประการเลยค่ะ
55555... แต่ทำไม่ได้ทั้งหมด
ชอบภาพของคุณพี่สุมาก ๆ ค่ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะ คุณสามสัก
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆที่มุ่งให้ดำเนินชีวิตด้วยความสุข
เห็นด้วยค่ะ...สุขหรือทุกข์เลือกได้...แต่ว่าจะเลือกได้..ก็ต้องปรับตัว เรียนรู้กันมากมายค่ะ
สวัสดีค่ะคุณสามสัก
แวะมาทักทายและรีบรับพรปีใหม่ค่ะ คุณสามสักก็เช่นเดียวกัน ขอให้อยู่เย้ยฟ้าดินไปนานๆ นะคะ 555
ไหนๆ คุณสามสักก็จะทันสมัยใกล้วันพระทั้งที วันนี้วันพระ เลยเอาภาพพระธาตุวัดหนองบัว อุบลราชธานี มาฝากค่ะ
สวัสดีค่ะท่านสามสัก..ใก้ลปีใหม่ ปี 53 เตรียมส่องหานก..ไม่ช่าย..อะไรจะขนาดนั้นไม่ลืมนกตัวเป็นๆ..นะเกาะบนกิ่งไม้นะค่ะ
สวัสดีครับพี่
แวะมาเยี่ยมครับ
พี่พอจะมีความรู้เกี่ยวกับการทำแชมพูและสบู่เหลวบ้างไหมครับ
จะทำให้ที่บ้านดอยมูเซอครับพี่
เรียน คุณหนานเกียรติ
รีบตอบให้ทราบถึงความก้าวหน้า ที่หนานขอมา..ผมได้ติดต่อกับวิทยากรที่ทำเรื่องดังกล่าวให้แล้ว เขาจะพิมพ์รายละเอียดมาให้ เมื่อผมได้แล้ว จะรีบส่งมาให้โดยเร็ว ครับ
สวัสดีค่ะ
มาขอความรู้ด้วยคนค่ะ
ขอบคุณค่ะที่แบ่งปัน
................................................................
เมื่อก่อนใกล้ปีใหม่มีความรู้สึกแปลกๆต่างกันไปค่ะ
ตอนวัยรุ่นพอจะ 20 ก็รู้สึกดีใจแบบเด็กๆที่จะได้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น จะได้ทำอะไรแบบผู้ใหญ่
พอเลยวัยเลข 2 กลางๆลงไป ก็ดีใจแบบคนวัยทำงาน เพราะตัวเลขอายุแสดงถึงประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น
พอจะขึ้นเลข 3 จะแก่แล้วหรือ ชักใจหายประสาผู้หญิง
แต่พอเลยเลข 3 ไปก็เฉยๆ ก็30 กว่ามาตั้งหลายปีแล้วนี่นา น่าจะชินนะคะ
มาแปลกๆอีกทีก็ตอนขึ้นเลข 4 เพราะอายุขนาดนี้ จะเรียกใครพี่ใครน้องต้องระวังแล้ว เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเห็นเค้าหน้าแก่ 40 กว่ายังมาเรียกเค้าพี่
แต่เดี๋ยวนี้...
................
เฉยๆแล้วค่ะ ไม่มีความรู้สึกแปลกๆอย่างที่เคยมี
ทั้งๆที่อีกเดือนกว่าๆก็จะใกล้เลข 5
เพราะ
เลข 5 ก็ดี เลขอะไรก็ดี
ก็แค่ตัวเลขที่บอกว่าเรายืนอยู่บนโลกมานานแค่ไหน
-_-
แต่กลับเป็นตัวเลขที่ทำให้มองย้อนกลับไป
ว่ายืนอย่าง "พยายามตื่น" มานานแค่ไหนต่างหาก
บวกลบแล้วน่าตกใจ
ต่อให้ตื่นสักเศษหนึ่งส่วนห้า ก็ยังอยู่บนโลกโดย "หลับ" เป็นส่วนใหญ่
จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะคะ
จะฝึกการละ.................
ได้อีกสักมากน้อยแค่ไหน
เชียวนะ......................