“ฉันมาจากบ้านนอก คนในเมืองเขาไปรู้จักหรอก ... ดูซิห่างกันแค่แม่น้ำกั้น ฉันเลยเป็นเหมือน “แม้วเข้าเมือง” ฉันไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไงกับชื่อโรงเรียนของฉัน ฉันยืดอกพูดถึงโรงเรียนเดิมอย่างภาคภูมิใจ......

เมื่อฉันขึ้นชั้นมัธยม

 

จากเด็กบ้านนอก ไปเรียนโรงเรียนในเมือง ฉันกับแตะ (พี่สะไภ้ในปัจุบันงัยคะ จำได้รึเปล่า?)  สอบเข้าเรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดได้ แต่เราอยู่คนละห้องกัน แค่กระดานดำกั้น... เพราะเป็นอาคารชั่วคราว ตอนนั้นยังไม่มีตึกใหม่เหมือนในปัจจุบัน  วันแรกอาจารย์ประจำชั้นให้ออกมาแนะนำตัวหน้าห้อง ฉันบอกว่าจบ ป.6 จากโรงเรียนป่าขนุนเจริญวิทยา พวกเขาหัวเราะกันใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่งอาจารย์  เขาบอกว่าชื่อโรงเรียนตลกดี  ป่าขนุนแสดงว่ามีขนุนเยอะใช่หรือเปล่า? … ก็มันเป็นชื่อหมู่บ้าน โรงเรียนก็ตั้งชื่อตามหมู่บ้านยังไงล่ะ! ตลกตรงไหนเนี่ย!  (ฉันคิดอยู่ในใจ...เดือดปุดๆ เหมือนกัน) ฉันลืมไปว่า “ฉันมาจากบ้านนอก คนในเมืองเขาไปรู้จักหรอก ... ดูซิห่างกันแค่แม่น้ำกั้น  ฉันเลยเป็นเหมือน “แม้วเข้าเมือง”  ฉันไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไงกับชื่อโรงเรียนของฉัน  ฉันยืดอกพูดถึงโรงเรียนเดิมอย่างภาคภูมิใจ......

 

ตลอดเวลาที่ฉันเล่าเรื่องโรงเรียนเดิม..แปลกนะ ทุกคนฟังฉันอย่างตั้งใจ เล่าจบเพื่อนๆและอาจารย์ปรับมือให้ฉัน แทบไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ  เพื่อนที่นั่งคู่กับฉันชื่อน้ำเพ็ชร กระซิบถามฉัน“ตัวเอง...ได้ทำนาจริงๆ หรือสนุกมั้ย เหนื่อยหรือเปล่า บ้านเราอยู่วังกะพี้ โรงเรียนอยู่ใกล้ทุ่งนาเหมือนกัน แต่ครูไม่เห็นให้ทำนาเลย...”  และอีกหลายๆ คำถาม ซึ่งฉันก็ไม่เบื่อที่จะเล่าถึงโรงเรียนเดิมให้เพื่อนใหม่ฟัง  เพื่อนบางคนพูดว่า ไม่อยากเชื่อ โรงเรียนทำไมให้นักเรียนทำนา...ฉันบอกเขาว่า ไปถามเพื่อนฉันดูซิ ชื่อประชิต ห้องข้างๆ นั่น!  เรามาจากโรงเรียนเดียวกัน....

       ฉันเลยต้องคอยเล่าเรื่องต่างๆ ตอนอยูชั้นประถมให้เพื่อนๆ ฟังฉันไม่เคยเบื่อที่จะเล่า  ยิ่งเล่ายิ่งมีความสุข.... เพื่อนใหม่ที่เขาจบมาจากโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเทศบาลและโรงเรียนเอกชนในเมือง  เขาไม่เคยสัมผัสบรรยากาศของโรงเรียนในชนบท  ชีวิตประจำวันของเขาคือ เรียน เล่น ตอนเย็นผู้ปกครองมารับ  แล้วก็เรียนพิเศษ วนเวียนอยู่แค่นั้น พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสประสบการณ์อย่างฉัน

       เพื่อนหลายคนขออนุญาตพ่อแม่ไปเที่ยวบ้านฉันในวันหยุด ไปนั่งเรือตาอ้น นั่งเปลเถาวัลย์ข้างบ้านยายฟอง นั่งเล่นรับลมเย็นที่ค้างพลูนอกชานบ้านของแม่อุ๊ย  เดินไปดูแปลผักของรุ่นน้องที่โรงเรียนเก่า 

               ฉันเคยคิดว่า อยู่โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี (อ.ณ.)  ฉันคงเหงาไม่มีเพื่อน  คงไม่มีใครอยากคุยกับเด็กบ้านนอกอย่างฉัน  แต่...เปล่าเลย ฉันกลายเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะมากๆ ฉันมีเพื่อนอยู่ทุกห้อง (10 ห้อง)  คงเป็นเพราะฉันมีความทรงจำและประสบการณ์ดีๆ เป็นอาวุธ  ประสบการณ์ที่ได้รับจากครูใหญ่และคุณครูที่แสนดีทั้งหลายที่ช่วยห่อหุ้มและปกป้องฉัน...ให้ไม่ต้องพบกับความเหงาและความเดียวดาย  ภายในสถานที่ใหม่ บ้านหลังใหม่ที่จะต้องอยู่อีกถึง 6 ปี 

        ฉันไม่เหงา...อีกต่อไป

       ขอบพระคุณครูใหญ่ พ่อครูที่แสนดี อีกร้อยครั้ง พันครั้งคงไม่เพียงพอ หนูจะเป็นคนดี เป็นครูที่ดีเหมือนครูใหญ่ให้จงได้... สัญญาค่ะ...

บันทึกโดย : ครูใจดี

ขอบคุณภาพประกอบบันทึกนี้ พวกเขาคือ

นักเรียน อณ. เพื่อนของน้องนุ๊กน้องเน ตอนนั้นแม่ยังไมมีตังซื้อถ่ายรูปเลย