จึงมีแดนดินที่กว้างใหญ่ไปไกลที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองอินเดีย

ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อจากตอนที่แล้ว ในปี พ.ศ. 140 ในขณะที่พระสงฆ์ได้ร่วมกันชำระสะสางรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้มั่นคงยิ่งขึ้นอยู่นั้น  มองทางนอกหน้าต่างไปยังชาวเมืองมคธเริ่มจากการตั้งราชวงศ์นันทะปกครองต่อจากราชวงศ์สุสุนาคโดยพระราชาของราชวงศ์สุสุนาคองค์สุดท้ายได้ถูกมหาปัทมนันทะฆ่า แล้วครองแคว้นมคธสืบมาสิ้นสุดในรัฐกาลที่ 9 พระราชาองค์ท้ายสุดชื่อ ธนนันทะจบสิ้น

ในปี พ.ศ. 162 จันทรคุปต์ล้มราชวงศ์นันทะได้ตั้งราชวงศ์ใหม่นามว่าโมริยะ ครองราชย์ได้ 16 ปีได้นำทัพรบพระราชาจากกรีกชื่อซีลูคัส ที่ 1 เขาเป็นทหารเอกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ที่นำทัพบุกรบชนะมาถึงแดนอินเดียช่วงปี พ.ศ. 151-8

 เมื่อรบชนะแล้ววางกำลังสร้างเมืองใหม่ให้ทหารคู่ใจปกครองก่อนยกทัพกลับไปตายในอายุราว 37 ปีที่ได้มาสร้างเมืองชื่ออเล็กซานเดรียหรือเมืองกันดาฮา และที่ไม่ไกลจากเมืองคาบูลในประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน 

 เมื่อกองทัพของพระราชาจันทร์คุปต์รบชนะ พระราชาซีลูคัส ที่ 1 ยอมยกแดนดินแคว้นคันธาระให้ และขอแลกช้าง 500 เชือก 

 ใน 3 ปีต่อมาเมคาสธีนีส ชนชาวกรีกเป็นทูตของพระราชาซีลูคัส ที่ 1 เดินทางเป็นราชฑูตไปยังเมืองปาฏลีบุตรที่พระราชาจันทร์คุปต์ปกครองและได้บันทึกความเจริญรุ่งเรืองในยุดนั้นไว้ถือว่าราชทูตคนนี้ได้เห็นสายแห่งแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์เป็นคนแรกของชาวตะวันตก

ในปี พ.ศ. 186 สิ้นสุดรัฐกาลของพระราชาจันทร์คุปต์ ลูกชายชื่อพินทุสารได้ขึ้นครองราชย์ต่อมาถึง 28 ปี

ในปี พ.ศ. 214 ก็สิ้นยุคของพระราชาพินทุสาร  ลูกชื่ออโศก ครองเมืองอุชเชนี อยู่ในแคว้นอวันตีประเทศเข้ามายึดอำนาจกำจัดทุกคนที่ขวางหน้าอยู่ 4 ปีคือ

ปี พ.ศ. 218 พระราชานามอโศกก็ขึ้นครองราชย์ได้ขยายอำนาจโจมตีทุกที่ที่แข็งเมืองจึงมีแดนดินที่กว้างใหญ่ไปไกลที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองอินเดียและได้นามเรียกขานว่าพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นแล.