การตัดสินใจเรียน MBA

ผมเชื่อในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงเกิดจากการเรียนรู้  เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงจงเรียนรู้ผมเรียนจบ ป.โทฯวิศวกรโยธา ทำงานมา 15 ปีเชื่อมั่นต่อการทำงานให้สำเร็จต้องทุมเทอย่างสุดกำลังไม่ว่า งานที่ทำออกมาจะเป็นอย่างไรก็ดีที่สุดแล้ว เชื่อว่าคนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและการเรียนรู้ในทุกๆวินาทีจะกำหนดการเปลี่ยนแปลงของชีวิตของเรา

        ผมอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตเลยตัดสินใจมาเรียน MBA อีกครั้งหลังจากที่เคยคิดว่าถ้าเรียนจบ ป.โทฯแล้วจะตั้งใจทำงานเพียงอย่างเดียวมีครอบครัว  ทำงานและใช้ชีวิตเรียบง่ายไปเรื่อยๆ  การทำงานเป็นวิศวกรโยธาต้องทุมเทมากมายมหาศาลจึงจะสำเร็จถ้าจิตใจคุณอ่อนแอจะส่งผลต่องานที่ทำอย่างมากแล้วคนอื่นละ  คำถามเกิดขึ้นในใจคนที่เขาเรียนสาขาอื่น เขาทำงานกันยังไงทำไมเขาอยู่ดีมีความสุข ? ทำยังไงผมถึงจะเปลี่ยนแปลง 

        ครั้งนี้ผมมีโอกาสได้เรียน MBA เป็น ปริญญาโทใบที่สอง ซึ่งไม่มีความหมายสักเท่าไรกับใบปริญญา  แต่อยากค้นหามุมอื่นๆของการเรียน การมีชีวิตของคนอื่นๆที่ไม่ใช่วิศวกรดู  เลยรับอาสาเป็นผู้จัดการ จัดงาน Event ซึ่งเป็นกุลโลบายในการเรียนวิชา บัญชีของผู้บริหาร MBA สาขาผู้ประกอบการณ์  อาจารย์ผู้สอนกระตุ้น กดดันให้ผมและเพื่อนทั้งห้องต้องจัดงานนอกสถานที่ ต้องยิ่งใหญ่ต้องทำงานให้ดีเหมาะสมกับเรียนปริญญาโท แต่ครั้งนี้ผมรู้ว่าไม่ง่ายเพราะเราทำงานกับเพื่อนๆ   ซึ่งมีอายุแตกต่าง เรียนมาจากสาขาวิชาต่างกันและแต่ละคนไม่มีเวลา  ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าใบปริญญา  คิคว่าจะต้องจัดงานให้ยุ่งยากกันทำไมนักหนาและถ้าจัดเพื่อนๆอยากให้ทำอะไรก็จะช่วยเท่าที่พอช่วยได้ก็พอ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้คะแนนถ้าไม่ช่วย  น้อยคนที่อยากจัดงานและน้อยคนที่ดีใจที่ มาหาวิทยาลัยให้โอกาสเราจัดงานนอกสถานที่

         เริ่มต้นก็ล้มเหลว  ทำไงดีแค่เริ่มจะคิคก็ทะเลาะกัน แค่คิคว่าจัดงานแล้วได้อะไรเมื่อคำตอบตัวเองไม่ได้ก็เลิกเลิกให้ความสนใจกับการจัดงานอีก  ผู้จัดการคนแรกถอยไป  คนต่อไปเลยเป็นผม ในใจตอนนั้นคิคว่า ต้องมีใครสักที่ช่วยเป็นคนประสานงานกับเพื่อนๆให้สามารถจัดงานได้ ซึ่งไม่น่าจะยากเพราะหลายคนมีหน้าที่การงานที่ดีและเป็นเจ้าของกิจการ

         มันไม่ง่ายจริงๆกับการทำงานกับเพื่อน เรามีเวลาเตรียมตัว 3 เดือนก่อนการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้  แต่ตอนนี้เหลืออีกแค่ 1 อาทิตย์ความคิคในการจัดงานยังไม่ลงตัวมากกว่า 50 % คิคว่ายกเลิกดีกว่าไม่ทันหรอก คุณจะเอาดารา นักร้อง วิทยากรที่เป็นคุณหมอและคนอื่นๆอีกหลายชีวิตมาร่วมงานได้ยังไงแล้วการเข้าไปจัดบอรด์ในห้างอีกแต่ในฐานะที่ผมเป็นผู้จัดการและเชื่อว่าทุกอย่างเราทำได้  ก็ยกมือสนับสนุนให้จัดงานอีกเพราะคิคว่า  ถ้าไม่จัดงานให้สำเร็จทุกคนจะเสียกำลังใจที่จะสู้ต่อและจะไม่มีใครกล้าเป็นผู้จัดการจัดงานแทนเพื่อนๆอีก  ผมต้องจัดงานนี้ใหได้จนมีเพื่อนที่คิคจะเลิกจัดงานหันกลับมาช่วยอีก แต่ออกปากแซวนิดหน่อย  พี่ไม่ได้แค่มีใจสู้นะแต่โง่มากๆด้วยทั้งๆที่ไม่มีอะไรเลยก็ยังจะจัดกิจกรรมอยู่อีก

         คราวนี้เมื่อตกลงใจว่าต้องจัดงาน ผมก็คิคว่าต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆให้เสียสละและเข้ามาร่วมกันทำงาน  ใช้ Connectionของแต่ละคนมาช่วยให้สามารถจัดงานนี้ได้สำเร็จ  ผมได้ประมาณการงบประมาณในเบื้องต้น ประมาณ 5 - 6แสนบาทขาดทุนแน่ๆ แต่ก็ต้องจัด  คราวนี้เมื่อเราใช้ Connection จากเงินจำนวนนั้นหลังจบงานใช้เงินไปจริงๆเพียง 2แสนกว่า   และที่สำคัญเพื่อนที่ร่วมกันทำงานในครั้งนั้นมีความสุขจากการได้มองเห็นความสำเร็จของงานที่จัดมีผู้คนำนวนมากเข้ามาร่วมงานกับผมและเพื่อน  จัดงาน 2 วันมียอดรับบริจากและรายได้จากการขายของเกือบ 80,000 บาท

         สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ สำหรับผมคือ พลังที่มองไม่เห็นที่ช่วยให้เราสามารถจัดงานได้ด้วยต้นทุนต่ำคือ  Connection (การติดต่อแบบเพื่อน) การเปลี่ยนแปลงความเชื่อว่าในเวลาอันสั้นว่า การรวมของเพื่อนก่อให้เกิดพลังมหัศจรรย์เนรมิตความสำเร็จให้กับเราได้  ในชีวิตจริงต้องเชื่อว่า  การมีเพื่อนมากสามารถทำธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำได้และในอนาคตผมเกิดเป็นผู้ประกอบ  ผมต้องอาศัยConnectionกับเพื่อนก่อให้ธุรกิจต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันกับคนอื่นๆได้