เมื่อหลายวันก่อนได้รับคำเชื้อเชิญจากลุงเอกให้เข้าร่วมการสัมมนาของสถาบันพระปกเกล้าครับ ตกปากรับคำไปว่า อยากไปครับ สุดท้ายก็มีหนังสือเชิญมาถึงที่คณะเรียบร้อย แต่แล้วข้อสรุปเบื้องต้นคือ คงจะไปไม่ได้เสียแล้ว เพราะภารกิจหลักคือทำเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ มันยังไม่ยอมเสร็จเสียที และดูท่าว่าจะต้องพลาดอีกหนึ่งรายการในสงขลาในสัปดาห์หน้้าเหมือนกัน ด้วยความเสียดายครับที่ต้องตอบไปว่า ไปร่วมไม่ได้แล้วครับ

สำหรับวันนี้โดยเฉพาะบ่ายวันนี้ มีหลายสายมากที่โทรเข้ามาติดต่อให้เป็นวิทยากร แต่ก็บอกได้แค่ว่า เดือนนี้คงไม่ว่างแล้วครับ เป็นเดือนหน้าแล้วกัน รับมากกว่านี้มีหวังเรียนไม่จบ (อาอูซูบิลลาหิมินซาลิก)

งานสัมมนาวิชาการของสถาับันพระปกเกล้า ตั้งโจทย์ไว้ว่า "ความขัดแย้ง ความชอบธรรมและการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย" อ่านหัวข้อนี้แล้วนึกถึงเวลาผมเปิดเมลจากเว็บ yahoo ครับ ข่าวจากเว็บนี้มักจะนำเสนอข่าวของประเทศสหรัฐ ตามด้วยเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่สำคัญๆ ที่สหรัฐเข้าไปเกี่ยว อีรัค ปากีสถาน อัฟกานิสถาน 

มานั่งคิดดู สามสี่ประเทศนี้ สหรัฐใช้กำลังเข้าไปเพื่อนำเสนอในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพของประชาชน แต่สุดท้ายหลายปีผ่านไป สังคมภายในซึ่งระบบและวิธีการคิดไม่เหมือนคนอเมริกาก็ไม่สามารถอยู่ในสังคมเดียวกันอย่างสันติสุขได้ กำลังทหารจึงเป็นกำลังสำคัญเพื่อสร้างความสงบสุขในสังคม

ผมกำลังมองว่า การเปลี่ยนสังคมแบบพริบตาเดียว ด้วยกำลังหรือด้วยความรุนแรง ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นใช้กำลังจากภายนอกมาเป็นผู้จัดการ นึกถึงเมืองไทยเราครับ ผมกำลังคิดว่าความขัดแย้งของคนสองฝ่าย ถึงแม้จะใช้เวลายาวนานออกไปสักนิด แต่ท้ายแล้วยังสามารถทำให้เกิดการนั่งพูดคุยหาทางออกได้ ดีกว่าจะให้คนกลา่งมาใช้กำลังตัดสินครับ อย่างน้อยสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในคือ เกิดวิธีในการหาทางมาแก้ไขปัญหาร่วมกันของคู่กรณี ซึ่งหากภายภาคหน้ามีปัญหาเช่นนี้อีกทุกคนจะรู้ทางออกเองว่าควรทำอย่างไร โดยที่ไม่จำเป็นต้องนำคนกลางหรือการใช้กำลังในการตัดสินปัญหากันอีกต่อไป

เมื่อหลายวันก่อนบนโต๊ะกาแฟ มีคำถามว่า ทางออกของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นอย่างไร? ในมุมของผมที่แลกเปลี่ยนไปคือ วิธีที่ใช้อยู่ตอนนี้มันไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีอะไรเป็นตัวการันตีได้เลยว่า หากเกิดความสงบแล้ว ความสงบนั้นจะยั่งยืน ก่อนจะยุบ ศอ.บต. ในสมัยนายกทักษิณ ทุกคนก็ว่ามันสงบแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ มันเป็นเพียงการใช้กำลังหรือพลังกดทับปัญหาไว้เสียมากกว่า เพราะพลังดังกล่าวสูญสลายไป ปัญหาก็ประทุกลับมาเสียทันที

วิธีที่รัฐดำเนินการอยู่ในปัจจุบันใช้ทั้งกำลัง ทั้งมวลชนหรือชุมชน แต่ผมยังมองว่า สิ่งที่รัฐกำลังดำเนินการในภาคประชาชน ไม่ใช่ความถูกต้อง ตัวอย่างง่ายๆ รัฐทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ของประชาชน คำถามคือ เมื่อเหตุการณ์สงบ การสนับสนุนดังกล่าวจะยุติหรือคงอยู่ต่อ ถ้ายุติไปตามเหตุการณ์ ผมก็เชื่อว่า ความไม่สงบก็จะกลับมาอีก ในขณะเดียวกันใช้จะยังคงสนับสนุนในรูปแบบเดิมอีก ผมก็ว่ามันจะไม่เพียงพอเหมือนกันครับ เชื่อได้แน่ๆ ว่า ประชาชนจะเรียกร้องขอเพิ่มปริมาณการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้ันกว่าเดิม แล้วสุดท้ายรัฐก็ไม่ตอบสนอง ผลก็คือ เหตุการณ์มันก็หวนกลับไปยังรูปเดิม

ผมคิดโดยส่วนตัว (ซึ่งสอดคล้องกับหลายๆ คน) ว่า หน้าที่ในการสร้างความสงบในพื้นที่ควรเป็นหน้าที่ีของสมาชิกในสังคมเอง โดยเริ่มกระบวนการในชุมชนแต่ละชุมชน ให้เขาได้นั่งคิดนั่งพูดคุยถึงสภาพสังคม สภาพครอบครัวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และที่เขาอยากเห็น แล้วคำถามสุดท้ายคือ หน้าที่ของทุกคนควรเป็นอย่างไร?

ผมคิดด้วยซ้ำไปว่า ถึงเวลานี้แล้ว รัฐบาลน่าจะประกาศแผนการถอนกำลังทหารต่างๆ ออกจากพื้นที่ด้วยซ้ำไป ว่าอีกกี่ปีจะไม่มีหน่วยทหารพิเศษต่างๆ อยู่ในพื้นที่ ตอนนี้ในทุกหมู่บ้านมีกองกำลังอยู่ ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าจะอยู่ไปนานขนาดไหน ถ้านำโจทย์นี้้ไปนั่งคุยกับคนในหมู่บ้านดูละครับว่า อะไรที่จะเป็นเงื่อนไขในหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านว่า นี้ไงได้เวลาที่ทหารควรกับบ้านได้แล้ว เรา (คนในหมู่บ้าน) ทำอย่างนี้ได้แล้ว ทำอย่างนั้นได้แล้ว

ตอนนี้ทหารกลุ่มหนึ่งมีภาระหน้าที่ในการเสริมสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ในการเสริมสร้างให้เขาเกิดความรักที่จะอยู่ร่วมกันในชุมชนเดียว ในประเทศเดียวกัน คุณอยากเลี้ยงวัวใช่มัย ได้เลย เดี๋ยวจะซื้อวัวมาแจก อ้อ คุณอยากทำบ่อปลาใช่มัย ได้เลย เดี๋ยวจะเอารถมาขุดให้ ฮือ ไหนละความเข้มแข็งของชุมชน

นอกจากโจทย์ของการประกอบอาชีพ ของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ผมว่า โจทย์ของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนด ในการสร้างสังคมให้น่าอยู่คือโจทย์สำคัญของการสร้างสังคมสันติสุขในพื้นที่นี้ครับ ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ