
แต่ก่อนเคยหวังว่า หลังยกเลิกการสอบเอ็นทรานซ์ เปลี่ยนมาเป็นแอดมิสชั่นส์แล้ว การเรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษเพิ่มเติมจากชั้นเรียนปกติ จะลดลงหรือหมดไป แต่ตรงกันข้ามเลย สถาบันกวดวิชาต่างๆ กลับผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด นอกจากเรียนเพื่อสอบแล้ว ยังเรียนเพื่อเพิ่มเกรด นอกจากเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษแล้ว ยังต้องเรียนภาษาไทย สังคมศึกษาเพิ่ม เพราะบังคับให้ทุกคนสอบด้วย
บางคนบอกการเรียนกวดวิชาไม่มีวันจะหมดไปได้ ตราบที่ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยยังใช้การสอบคัดเลือก สอบเข้าปริญญาโทยังติวกันเลย ข้อเท็จจริงที่ผ่านมาน่าจะเป็นอย่างบางคนว่า
การเรียนกวดวิชาต่างจากการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติอย่างไร ดีกว่าหรือ? จึงมีความสำคัญขนาดนั้น!
กวดวิชาเป็นการเรียนแบบเร่งรัด เรียนเพื่อทำข้อสอบ ว่ากันแต่เฉพาะหัวใจหรือสาระสำคัญของวิชานั้นๆ ครูอาจบรรยายสรุป ตั้งแต่เนื้อหาง่ายๆ พื้นฐาน ไปจนถึงเนื้อหายากๆ ซึ่งสลับซับซ้อน ครูอาจอธิบายกลเม็ดการคิด การจำ หรือการคำนวณ เพื่อให้เร็วในการทำโจทย์ เนื่องจากเป็นการสอนที่ผู้เรียนต้องรู้เนื้อหามากๆ ในเวลาจำกัด ประกอบกับเป็นการสอนนักเรียนจำนวนมาก อาจมากขนาดศิษย์ไม่มีโอกาสพบครูตัวจริง หรือครูตัวเป็นๆเลย เพราะใช้การสอนผ่านวีดิทัศน์
ดังนั้น การเรียนการสอนแบบนี้ จึงมีครูเป็นศูนย์กลาง หรือครูเป็นสำคัญ!
ส่วนการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติ ตรงกันข้ามเลยทีเดียว แค่ทำข้อสอบได้ไม่พอ ต้องรู้จักการใช้ชีวิต รู้จักแก้ปัญหาที่ต้องประสบ สามารถคิดวิเคราะห์ มีคุณธรรม จริยธรรม ฉะนั้น การจัดการเรียนการสอนต้องใช้หลากหลายวิธีการ จะใช้การบรรยายสรุปให้ฟังอย่างเดียวเหมือนกวดวิชาคงไม่ได้ เพราะอนาคตของชาติที่มีคุณลักษณะตามต้องการจะไม่เกิดขึ้น
ครูต้องเน้นให้นักเรียนฝึกเอง ทำเอง คิดเอง และรู้เอง ตลอดจนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ด้วย เมื่อเป็นดังนี้ จึงใช้เวลามาก ครูจะใจร้อนรีบบอกคำตอบก่อนไม่ได้ เพราะนักเรียนจะไม่ได้คิด ไม่ได้วิเคราะห์
การเรียนการสอนอย่างนี้ เรียกนักเรียนเป็นศูนย์กลาง หรือนักเรียนเป็นสำคัญ!
ทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ของกระทรวงศึกษาธิการเอง หรือแม้แต่หลักสูตรใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้อย่างเต็มระบบในปีการศึกษาหน้า กำหนดไว้ทำนองนี้ กล่าวคือ ให้สถานศึกษาจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นเหตุผลว่า ทำไมครูที่โรงเรียนจึงไม่สอนแบบครูกวดวิชา เพราะ พ.ร.บ.การศึกษา ซึ่งเป็นตัวบทกฎหมายกำหนดไว้ หรืออีกนัยหนึ่ง วิธีสอนแบบกวดวิชา ไม่ใช่วิธีตามที่กฎหมายกำหนด
แต่จะบอกว่า การสอนกวดวิชาไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเสียทั้งหมด คงไม่ถูก ไม่อย่างนั้นแล้วคงไม่แห่ไปเรียนกันมากมายขนาดนั้น ถ้าครูจัดการเรียนการสอนตามความต้องการของนักเรียน สอนแล้วนักเรียนตั้งใจเรียน พึงพอใจ เรียนอย่างมีความสุข ก็น่าจะเห็นผู้เรียนเป็นสำคัญแล้ว และเมื่อนักเรียนยอมจ่ายค่าเรียนแพงๆ เป็นหลักพันหรือหลายพันบาทในการกวดวิชาแต่ละครั้ง ก็น่าจะยืนยันได้ว่า มีความพึงพอใจ
ความพึงพอใจของนักเรียนและผู้ปกครองต่อการกวดวิชา มาจากระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเคยกล่าวเปรียบเทียบว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นดั่งคอขวด แม้โรงเรียนจะพยายามพัฒนาหลักสูตร แต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะนักเรียนต่างมุ่งหวังจะเข้ามหาวิทยาลัยด้วยกันทั้งนั้น แปลความได้ว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำคัญกว่าหลักสูตร การเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจะเป็นรูปแบบใด โดยเฉพาะมัธยมศึกษาตอนปลาย ขึ้นอยู่กับระบบการคัดเลือกมากกว่าหลักสูตรกำหนดไว้เสียอีก เมื่อการคัดเลือกเน้นการสอบ นักเรียนก็จะสนใจหรือพึงพอใจกับการทำข้อสอบได้
ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในรัฐบาลปัจจุบัน หวังดีต่อนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งขาดโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนกวดวิชาในสถาบันที่มีชื่อเสียง เพราะค่าเรียน จึงคิดและดำเนินโครงการ ศธ.ติวเข้มเติมเต็มความรู้ หรือ Tutor Channel ขึ้นมา วิธีการคือ ระดมครูติวเตอร์ที่สุดยอด ซึ่งปกติสอนประจำอยู่ในสถาบันกวดวิชาต่างๆ รวมทั้งคณาจารย์จากโรงเรียนที่มีชื่อเสียง โดยให้ครูอาจารย์เหล่านี้สอนออกฟรีทีวี ทางช่อง 11 NBT นอกจากนั้น ยังจะมีโครงการ Tutor on tour ทั่วประเทศ ติดตามมาอีก โครงการทั้งสองที่กล่าวมามีลักษณะเดียวกัน เป็นการสอนเพิ่มเติม โดยครูผู้สอนชั้นยอด ด้วยวิธีการบรรยาย ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากวิธีการที่สถาบันกวดวิชาชื่อดังใช้อยู่
ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนหนึ่ง เคยคิดจะให้ครูจากสถาบันกวดวิชามาสอน แถมจะให้ไปสอนครูในโรงเรียนด้วยว่า สอนอย่างนี้สิ..จึงจะดี ช่วงนั้นครูทั้งหลายน่าจะสับสนกับวิธีคิดของรัฐมนตรีมาก เพราะ พ.ร.บ.การศึกษาว่าอย่างหนึ่ง แต่คนที่ควรจะรักษาหรือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด กลับมาว่าอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแทบจะตรงกันข้าม แต่สุดท้ายก็เงียบหายไป อาจพิจารณาและไตร่ตรองแล้ว
แต่รัฐบาลปัจจุบัน โครงการ ศธ.ติวเข้มเติมเต็มความรู้ หรือ Tutor Channel เริ่มแล้ว ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และครูด้วยกันเอง แม้แต่ผู้รู้หลายคนในวงการศึกษาก็ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้อย่างเกรงใจต่อเสียงมหาชน อาทิ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ที่เคยให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่างๆ ต่อการกวดวิชาอย่างเข้มแข็งว่า "การสอบความถนัดทั่วไป (GAT) ไม่สามารถติวได้ เพราะต้องมาจากการฝึกฝน" แต่วันนี้มีประโยคเพิ่มเติม "นอกจากว่าผู้สอนจะอธิบาย และฝึกฝนไปพร้อมๆกัน"
พลังของการกวดวิชามหาศาลเหลือเกิน!
กวดวิชาไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นดัชนีบ่งชี้ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของบ้านเมืองเรา ถ้ากวดวิชาฟูเฟื่อง หมายถึงการจัดการศึกษามีปัญหามาก จนทำให้เกิดคำถาม ทำไมไม่สอนให้เหมือนกวดวิชาเสียเลย หลักรัฐบาลก็ไม่แน่นพอ ผนวกกับการถาโถมใส่อย่างรุนแรง จากความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งเป็นเสียงสวรรค์ของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โครงการนี้จึงเกิด พร้อมๆกับข้อสงสัย
ทุกคนย่อมต้องการอนาคตของชาติที่คิดได้ วิเคราะห์เป็น หรือแก้ปัญหาลุล่วง มิใช่จนจบปริญญามาแล้วก็ยังทำอะไรงกๆเงิ่นๆอยู่ ยังอิงแอบกับพ่อแม่ ยังแบมือขอเงิน เพราะไม่พอค่าใช้จ่าย แต่หลายคนไม่ใส่ใจวิธีสอน หรือวิธีฝึกให้นักเรียนคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา สนใจเพียงให้สอบได้เท่านั้น หรือเพราะเราขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้
ถ้ารัฐบาลเห็นว่า การเรียนการสอนในโรงเรียน หรือระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยมีปัญหา ดังคำที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าว การคิดและดำเนินโครงการของ ศธ.เช่นนี้ ก็ไม่เห็นจะสอดรับอะไร มิหนำซ้ำจะไม่ทำให้ครูผู้สอนทั้งหลายสับสนไขว้เขวดอกหรือ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการศึกษาโดยรวมแน่ เพราะปกติอาการก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว รัฐบาลควรเกาให้ถูกที่ แก้ให้ตรงจุด จะแก้ที่โรงเรียน แก้ที่ครู หรือที่มหาวิทยาลัย ก็ว่ากันไปตามเหตุที่มา แต่ถ้าบอกว่า Tutor Channel ที่กำลังดำเนินการ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างยั่งยืนที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ควบคู่กันไปอย่างเร่งด่วนด้วย แบบไม่ช้าไปกว่ากัน
มิเช่นนั้นแล้ว คนเขาจะนินทาเอาได้ว่า รัฐบาลอาศัยความไม่รู้ ความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ของประชาชน เพื่อหาคะแนนเสียงไปวันๆ ซึ่งก็มิได้แตกต่างอะไรจากนักการเมืองที่เราคุ้นเคย
บันทึกนี้ถูกใจผมเหลือเกินครับ
ผมรังเกียจการเรียนกวดวิชามากครับ
เป็นเหมือนการบ่มแกสครับ เคยเห็นการบ่มแกสผลไม้ที่ต้องการให้สุกเร็ว ๆ ไหมครับ นั่นแหละ...
การเรียนกวดวิชา เป็นการทำลายศักยถาพการเรียนรู้ของคนได้อย่างยิ่งยวดครับ
เป็นการให้ความหมายของความรู้อย่างคับแคบผิวเผิน
บางแห่งมิได้คนใจความรู้ด้วยซ้ำไป สนใจเพียงแต่คำตอบ และเทคนิคการหาคำตอบที่ถูกต้อง โดยไม่สนว่าเป็นความรู้หรือไม่
ผมเคยได้ยินว่าสถาบันกวดวิชาบางแห่งสอนวิธีเดาคำตอบ
นักเรียนเข้าไปเรียนกวดวิชาคาดหวังว่าจะทำข้อสอบในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เหนือสิ่งอื่นใด
ค่านิยมนี้ลงรากลึกมากในสังคมไทย ผมเองก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งเมื่อเฌวาเรียนมัธยม เฌวาจะเรียนพิเศษหรือไม่ และหากเฌวาขอเงินเพื่อไปเรียนพิเศษ ผมจะทำอย่างไร...
*** เคยพบผู้ปกครองและนักเรียนที่สับสน คือไม่รู้ว่าตนเองถนัดอะไร มีจุดหมายในการเรียนพื้นฐานเพื่อนำไปประกอบอาชีพอะไร
*** ความกลัว + ความวิตกกังวล...ทำให้กวดวิชามั่วทุกวิชา จนลูกเบลอ...สุดท้ายลูกเรียนวิชาที่ไม่ต้องใช้พื้นฐานการกวดวิชาที่ลงทุนมหาศาลนั้นเลย
*** สรุปค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จ ค่าเรียน ค่ารับส่ง ไม่รวมค่าเสียเวลา ม.4 - ม.6 หลักแสนค่ะ
*** ก็คงต้องแก้ไปถึง ผู้ปกครองและนักเรียนที่สับสนกับตนเองให้ไหวทันกับระบบการศึกษาในแดนสนธยา....
สวัสดีค่ะคุณครู
คุณครูคิมตั้งใจว่าจะให้หนูไปเรียนตอนปิดภาคปลายชั้น ม.๒ ค่ะ
เพราะหนูจะต้องย้ายมาเข้าโรงเรียนในเมือง ม.๓ คุณครูคิมว่าวิชาที่บ้านนอกไม่แข็งกลัวหนูเรียนไม่ทันเพื่อนค่ะ
แต่ทุกวันนี้หนูก็เรียนเองจากหนังสือเสริมค่ะ
หนูมีบันทึกใหม่มาเชิญคุณครูไปเยี่ยมคุณลุงวอญ่าค่ะ คุณลุงบอกว่าหากขึ้นมาพิษณุโลกจะมาเยี่ยมคุณครูเป็นคนแรกค่ะ
http://gotoknow.org/blog/wittayasamphan/307247#top
สวัสดีค่ะ...ครูธนิตย์
ไม่อยากบอกค่ะว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร
แต่ที่รู้รู้ลูกบอกว่า "เพื่อนเขาเรียนกันหมด เดี๋ยวติวข้อสอบไม่ทันเพื่อน"
เนื้อหาเรียนที่ ร.ร. ข้อสอบต้อง ร.ร.กวดวิชา ค่ะ
สวัสดีค่ะ...ครูธนิตย์
ไม่อยากบอกค่ะว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร
แต่ที่รู้รู้ลูกบอกว่า "เพื่อนเขาเรียนกันหมด เดี๋ยวติวข้อสอบไม่ทันเพื่อน"
เนื้อหาเรียนที่ ร.ร. ข้อสอบต้อง ร.ร.กวดวิชา ค่ะ
..ถูกใจ ครับ..แหะ แหะ..ไม่เกี่ยวกับ กวดวิชา หรอกนะครับ..ครือ ว่า..ถูกใจ บทความที่ คุณครู เขียนมากเลยครับ..แต่ ชื่อ เค้าบอกแล้วว่า..กวดวิชา..(กวด=ไล่ให้ทัน,ทำให้แน่น...หากให้ ตะ อยู่หน้า เป็น ตะกวด=แลน ซึ่ง น่าจะหมายว่า ตัวอะไร?ที่วิ่งเร็วจนไล่ไม่ทัน555)..เอ้อ..บังเอิญที่ผมมีพ่อ แม่ พี่ น้อง+ลุง อา..เป็นครู..มีลูก ก็ไม่ให้เรียนกวดวิชา(ไม่มีตังค์และอาย..ที่ลูกมี พ่อ แม่ เป็นครู ยังไปเรียน..ฮิฮิ)..จึง(พาล)เห็น(คล้ายๆว่า) คล้อยตาม..เรื่องนี้ อยู่เหมือนกัน..สวัสดีครับ..
เป็นบทความที่ดีมากค่ะ ทำให้คิดว่าเวลาสอนเด็กจะเปรียบเทียบเรากับครูสอนกวดวิชาไหม อีกอย่างเด็กสมัยนี้ขี้เกียจมาก เวลาให้คิดทำอะไรเองให้หาความรู้เองมักจะยอมแพ้ ชอบเรียนลัดนี่เอง
น้องดินแบกกระเป๋าที่เต็มไปด้วยหนังสือไปโรงเรียนแทบหลังหัก เทอมที่แล้วเปลี่ยนกระเป๋าไปสามใบ...
ปิดเทอม ขอไปเรียนพิเศษกับครูและเพื่อนๆ...
สุดท้าย แกเลือกที่จะไปอยู่ที่กาฬสินธุ์กับปู่และย่า
เป็นการไปเรียนพิเศษด้วยเหมือนกัน
ขอบคุณครับ
ชอบคำกล่าวนี้ค่ะ "กวด วิชาไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นดัชนีบ่งชี้ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของบ้านเมืองเรา ถ้ากวดวิชาฟูเฟื่อง หมายถึงการจัดการศึกษามีปัญหามาก"... การสะท้อนภาพมาตรฐานการศึกษาของสังคม...
การกวดวิชาบางครั้งเป็นการยัดเยียดความเครียดให้กับเด็กมากเกิน...เห็นพ่อแม่แถวกรุงเทพฯ พอเลิกเรียนปุ๊บก็ส่งลูกเข้าโรงเรียนกวดวิชาปั๊บ...วิชานี้วันนี้ อีกวันก็อีกวิชาในอีกที่...ตกลงไม่รู้ว่าลูกได้ซึมซับอะไรบ้างจากธรรมชาติ นอกจากห้องเรียนสี่เหลี่ยม...บางทีก็อยากให้เด็กกลับคืนสู่ธรรมชาติ ได้เรียนรู้วิถีธรรมชาติบ้าง...ประมาณว่าอยากให้เขาได้เล่นตามวัยของเขาบ้าง ได้ยิ้มกับดวงตะวัน ได้ไล่จับแมลงปอ ผีเสื้อบ้าง เ็ด็กก็คงมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น...อุ้ย!! ยาวจัง จบดีกว่า...ยิ่งเขียนยิ่งมัน...
ขอบพระคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะ
ส่วนหนึ่งเป็นค่านิยม หรือเปล่าคะ อีกส่วนหนึ่งเห็นนักเรียนไปเรียนเพื่อพบปะ ผลงานหลัก ผลพลอยได้คือวิชานิดหน่อย
เพราะผู้ปกครองก็ไม่ค่อยมีเวลา เลยส่งลูกไปเรียนพิเศษ คงคิดว่าดีกว่าให้ไปมั่วสุมที่อื่น เย็นๆ ค่อยไปรับ อะไรอย่างนี้ กระมังคะ
ความคิดการเรียนในคณะเด่นๆ ม.ดังๆ รร. ดีๆ (ที่คิดไปเอง) แล้วก็ไปเบียด แย่งอากาศหายใจกัน ไม่มีแม้สนามเด็กเล่น หรือพท. ฝึกฝนทางจิต และวิญญาณ
อ.ขจิตครับ..เคยติดต่อแต่หน้าการศึกษา ที่กองบก.([email protected]) น่าจะใช่ครับ แต่เป็น.co.thนะครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ธนิตย์
คงไม่ต้องคอมเม้นท์ใดๆ เลย เพราะทุกถ้อยคำที่อาจารย์กล่าวมานั้น ครูใจดีเห็นด้วย และขบคิดเรื่องนี้มานานแล้ว และแอนตี้ การกวดวิชามากๆ แต่รู้สึกว่าตนเองจะต่อสู้กับกระแสการกวดวิชา ที่ถาโถมเข้ามา ไม่ไหวค่ะ
ถูกใจคำนี้เหลือเกินค่ะ
พลังของการกวดวิชามหาศาลเหลือเกิน!
กวดวิชาไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นดัชนีบ่งชี้ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของบ้านเมืองเรา ถ้ากวดวิชาฟูเฟื่อง หมายถึงการจัดการศึกษามีปัญหามาก จนทำให้เกิดคำถาม ทำไมไม่สอนให้เหมือนกวดวิชาเสียเลย" นักเรียนมีหน้าที่ฟังครูบอก...ทำไมต้องให้ครู สอนอย่างโน้น อ่างนี้ ตามทฤษฎีของนักการศึกษา หลายๆ ท่าน ... น่าคิดนะคะ
ระลึกถึงค่ะ
สวัสดีครับ อ.ธนิตย์
เป็นบทความที่ดีครับ
อ่านความคิดเห็นของพี่หนานเกียรติ แล้วเห็นด้วยครับ
แต่....ถ้าจะแก้ปัญหานี้คงแก้กันยาวเลยครับ