ในโลกอุดมคตินั้น ทุกวันนี้นักศึกษาแพทย์เรียนรู้ต้นแบบที่ดีจากอะไรบ้าง เพราะในสังคมมีต้นแบบที่เป็นคนที่สามารถแตะต้องสัมผัสได้อย่างมากมาย

ผมยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารอุดมศึกษาระดับกลาง นักบริหารสายสนับสนุนและช่วยวิชาการ (นบช.)  แต่ละวันก็เริ่มมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

 

สัปดาห์แรก  หลังฝึกอบรมภาคทฤษฎีมาระยะหนึ่ง  ฝ่ายฝึกอบรมก็แบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้ไปศึกษาดูงานตามคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ซึ่งกลุ่มที่ผมสังกัดมีโอกาสได้เข้าเยี่ยมชมการบริหารงานของคณะแพทยศาสตร์

 

ภายหลังการศึกษาดูงานยุติลง  ทางกลุ่มได้ทำการแลกเปลี่ยนเสวนาร่วมกันอย่างง่ายๆ แรกเริ่มหลายท่านติดยึดกับข้อมูลในเอกสารค่อนข้างมาก  จนหลงลืมที่จะสังเคราะห์ออกมาว่า “ได้พบเห็นอะไร และอะไรคือสิ่งที่เราค้นพบจากการได้พบเห็น”

 

ดังนั้น ผมจึงจำต้องพยายามเสนอให้พี่ๆ ในกลุ่มให้หันกลับมาให้ความสำคัญกับการสังเคราะห์จุดแข็งของการบริหารงานผ่านมุมมองของเรามากกว่าการคัดลอกมาจากรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในเอกสาร  เพราะเชื่อว่า นั่นคือกระบวนการของการเรียนรู้ที่แท้จริง  และนั่นก็หมายถึงการขบคิดถึงสารัตถะที่เราพึงนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง

 

แต่ถึงอย่างไรก็ดี  ผมก็ไม่ลืมที่จะนำเสนอต่อกลุ่มว่า ข้อมูลควรประกอบด้วย ๒ ส่วนหลัก ๆ
โดยส่วนแรกน่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับรายละเอียดด้านโครงสร้างของคณะ  ซึ่งอาจประกอบด้วย ประวัติความเป็นมา  วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ แผนงานหลักสูตร  ทรัพยากร ฯลฯ  ส่วนประเด็นที่สองให้เป็นประเด็นการสังเคราะห์ของทีมงาน  อาทิ จุดแข็ง จุดอ่อน  ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการบริหารงาน เป็นต้น

 

 

 

ด้วยความที่ว่าผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ชุดปัจจุบันเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง ๖ วัน ท่านจึงยังไม่สะท้อนภาพการบริหารในชุดของท่านอย่าชัดแจ้งนัก แต่ก็ได้พยายามหยิบยกเอาทิศทางและผลงานของผู้บริหารชุดเดิมมาแลกเปลี่ยนมากเป็นพิเศษ  นัยหนึ่งก็ย้ำคิดว่า  ทิศทางอันเป็นนโยบายเดิมนั้นก็ถือว่าดียิ่งอยู่แล้ว และอีกนัยก็หมายถึงการยกย่องให้เกียรติกับผู้บริหารชุดเดิมนั่นแหละ 

 

และที่สำคัญก็คือ คณะผู้บริหารชุดใหม่นี้  จริงใจและเปิดเผยข้อมูลทุกประเด็นที่เราสนใจอย่างน่ายกย่อง  จนทำให้บรรยากาศแห่งการพบปะกันในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น- เป็นกันเองและสนุกสนานกับการแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลาอันจำกัด คณะผู้บริหารชุดนี้  ยังได้ตระเตรียมข้อมูลต่างๆ มานำเสนออย่างครบถ้วน มีชีวิตและมีพลังอย่างน่าทึ่ง และนั่นก็คงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพแห่งคน -องค์กร-และระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ต่อโยงรุ่นสู่รุ่นได้อย่างดีเยี่ยม  (ซึ่งภาพเช่นนี้ ผมขอน้อมเคารพอย่างสัตย์จริงมา ณ โอกาสนี้นะครับ)

โดยส่วนตัวของผมนั้น  ผมประทับใจแนวคิดหลายอย่างเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาก  ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะผู้บริหารด้วยตนเองนั้น  ส่วนใหญ่ก็เป็นมุมมองที่เกี่ยวกับเรื่องอุดมคติแทบทั้งสิ้น  เป็นต้นว่า

 

  • การปลูกฝังให้นักศึกษาแพทย์ตระหนักถึงเรื่อง “สำนึกรักษ์บ้านเกิด”  รวมถึงการสร้างความเข้าใจในเรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ ที่มีต่อการรับผิดชอบชะตาชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอีสาน ดังจะเห็นได้จาก  ร้อยละ ๗๓ ที่สำเร็จการศึกษาไป  ก็ยังคงทำงานอยู่ในท้องถิ่นอีสาน ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงมาก
  • การปลูกฝังให้นักศึกษาแพทย์ตระหนักถึงความเป็นประเทศชาติอย่างไม่เขินอาย  ดังจะเห็นได้จากการกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่เน้นให้มีทักษะในทางภาษาต่างประเทศ  แต่ก็ต้องเป็นผู้ที่สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง
  • การปลูกฝังให้นักศึกษาแพทย์ตระหนักถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานอย่างไม่เขินอาย  โดยในยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อน ได้บ่งชี้ชัดเจนว่า  เน้นการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเท่าที่ผมเคยศึกษามา แทบไม่พบว่ามีสถาบันการศึกษาใดที่จะกล้าหาญพอที่จะปักธงอย่างฉะฉานถึงเรื่องการรับผิดชอบต่อความเป็นภูมิภาคที่สถาบันตั้งอยู่เท่าที่ควร  ถึงแม้จะมีกระบวนการภายในก็จริง แต่ก็ไม่ “บัญญัติ”  อย่างชัดแจ้งเหมือนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ประกาศตนออกมาอย่างเป็นลายลักษณ์

 

ประเด็นเหล่านี้  ผมกำลังจะบอกว่า ผมชื่นชมในวิสัยทัศน์ของการพัฒนาคนและสถาบันไปสู่ความเป็นนานาชาติก็จริง แต่ก็ไม่ทิ้งรากฐานทางสังคมเดิมอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฯ  ทั้งความเป็นสังคมอีสาน-ประเทศชาติ-และผูกโยงไปถึงยุทธศาสตร์ของความเป็น “อินโดจีน” นั่นเอง 

 

สิ่งเหล่านี้  ผมสรุปความเองว่า  “ต่อให้สถานศึกษาพัฒนาไปสู่สังคมใหม่ที่เจริญรุดหน้าไปด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยสักแค่ไหน แต่มหาวิทยาลัยก็จะยังไม่ละทิ้งท้องถิ่น...และ...ประเทศชาติ”  รวมถึงอีกนัยหนึ่งก็คือ มหาวิทยาลัยก็ควรต้องรับผิดชอบต่อการให้บริการต่อสังคมอันเป็นท้องถิ่นที่มหาวิทยาลัยตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นอย่างเต็มกำลัง...(ก็แน่ล่ะ ผมเชื่อเสมอมาว่า การกระจายตัวทางการศึกษาสู่ท้องถิ่น  โดยเฉพาะการตั้งมหาวิทยาลัยนั้น ถือเป็นการสร้างความเติบโตให้ท้องถิ่นโดยแท้)...

 

และนอกจากนี้  คณะแพทยศาสตร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะป้องกันและแก้ปัญหาภาวะ “สมองไหล”  อย่างไม่หยุดยั้ง  รวมถึงการมุ่งเพาะบ่มบัณฑิตแพทย์ให้เป็นผู้นำ หรือต้นแบบทางสุขภาพทั้งในฐานะของปัจเจกและสังคมอย่างชัดเจน  ดังว่า “จิตสาธารณะ  เสียสละเพื่อส่วนรวม  สร้างสุขภาวะในองค์กร  เป็นผู้นำชุมชนด้านสุขภาพ”

 

และท้ายที่สุด  ผมก็ยังถือโอกาสเกริ่นกล่าวถึงต้นแบบของคนหนุ่มสาวในที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพเหล่านี้ผ่านสื่อบันเทิงที่เป็นภาพยนตร์และหนังสืออ่านนอกเวลา  เช่น หมอกานต์จากนวนิยายเรื่องเขาชื่อกานต์  หมอเจ็บจากเรื่องหมอเจ็บ  ซึ่งทั้งสองคนนี้ เป็นแบบอย่างที่ดีของการเป็นแพทย์ที่อุทิศตนให้กับการทำงานเพื่อสังคมอย่างไม่ย่อท้อและไม่ก้มหัวให้กับภัยคุกคาม  ที่บางครั้งก็ยากยิ่งต่อการเอาชนะกับมันได้

 

 

ผมไม่รู้หรอกว่า  ในโลกอุดมคตินั้น  ทุกวันนี้นักศึกษาแพทย์เรียนรู้ต้นแบบที่ดีจากอะไรบ้าง
เพราะในสังคมมีต้นแบบที่เป็นคนที่สามารถแตะต้องสัมผัสได้อย่างมากมาย หลายคนยังคงเป็นแพทย์รักษาผู้คน  หลายคนเป็นนักวิชาการอิสระ  หรือไม่ก็เป็นครูอาจารย์ในสถานศึกษา  เป็นนักการเมือง หรือแม้แต่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ก็มีมากมายก่ายกอง...

 

แต่ในสังคมที่ยากไร้นั้น  จะยังมีคนอย่างหมอกานต์ หรือคนอย่างหมอเจ็บที่พร้อมจะเก็บประเป๋ามุ่งสู่ชนบทอีกสักกี่พัน กี่หมื่นคน ... 

คำถามนี้  ผมไม่ได้ถามคำถามเหล่านี้กับผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์เลยสักนิด  แต่ท่านก็พูดถึงเรื่องนี้ในทำนองเดียวกับผมด้วยเหมือนกัน

และผมก็อดที่จะคิดถึงคำถามของผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เคยมาศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยฯ ไม่ได้   ครั้งนั้น ท่านถามผมว่า  ผมมีหลักคิดอะไรบ้างในการพัฒนา หรือเพาะบ่มให้นิสิตมีจิตอาสาต่อสังคม...

ครั้งนั้น,  ผมตอบอย่างไม่ลังเลว่า "ผมให้ความสำคัญกับเรื่องอุดมคติเป็นอันดับต้นๆ...ส่วนสาระวิชาคิดที่ว่าด้วยทฤษฎีในทางกิจกรรมนั้นเป็นเรื่องรองลงมา..."

จากวันนั้นถึงวันนี้...ผมก็ยังคิดและเชื่อเช่นนั้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง  เหมือนที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้ทิ้งวาทกรรมให้เราเก็บมาคิดในทำนองว่า  "ทำในสิ่งที่เชื่อ และเชื่อในสิ่งที่ทำ"

 

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม 

ประวัติการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์         
         
วันที่ 1  ตุลาคม  2514  โครงการจัดตั้งศูนย์แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นถูกบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3  กระทั่งวันที่  9  กันยายน พ.ศ. 2515  คณะกรรมการบริหารสภาการศึกษาแห่งชาติ ได้อนุมัติและประกาศจัดตั้ง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นขึ้นอย่างเป็นทางการ  โดยเริ่มทำการเปิดการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อ
ปี พ.ศ. 2517  พร้อมกับเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 15  กันยายน 2518  โดยสมัยนั้นมีชื่อว่าโรงพยาบาลฮัท (Hut Hospital) ด้วยในขนาด ๓๖ เตียง  ปัจจุบันผลิตบัณฑิตจบแล้ว  31 รุ่น  จำนวนมากกว่า 3,009  คน

ปณิธาน   
         ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตบัณฑิตสาขาแพทยศาสตร์  โดยเน้นด้านเวชปฏิบัติทั่วไปและสุขภาพชุมชน  ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นศูนย์กลางความร่วมมือในการค้นคว้าวิจัยปัญหาด้านสุขภาพ 

วิสัยทัศน์        
         เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของอาเซียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ  มีมาตรฐานการศึกษาระดับสากล  มีวิจัยและการบริการเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือและของประเทศ และมีการบริหารจัดการที่ดี

พันธกิจ          
         ผลิตบัณฑิตทางการแพทย์ วิจัยและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่สมดุลยั่งยืน เป็นที่ยอมรับระดับมาตรฐานสากล  บริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างสังคมให้เข้มแข็งและมีดุลยภาพโดยยึดหลักธรรมาภิบาล

วัฒนธรรมองค์กร
        
ตรงเวลา  สามัคคี  มีคุณธรรม